นายบรรยง พงษ์พานิช โพสต์เฟสบุ้ค Banyong Pongpanich เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ว่า “การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 17 ที่ผมมีสิทธิ์ไปลงคะแนน(ครั้งแรก2518) ซึ่งในการเลือกตั้ง 16 ครั้งที่ผ่านมา ผมไม่เคยนอนหลับทับสิทธิ์เลย ไปออกเสียงลงคะแนนทุกครั้ง แม้ในสองครั้งที่กลายเป็นโมฆะ(2549และ 2557)ผมก็ยังไปลงคะแนนโวตโน ไม่เลือกใคร”
ในการลงคะแนนทั้ง16 ครั้งที่ผ่านมา ผมตัดสินใจง่ายมากครับ เพราะนอกจากการเลือกตั้งครั้งปี 2519 ที่ผมลงคะแนนเลือกพรรคกิจสังคม เพราะเลื่อมใสศรัทธามรว.คึกฤทธิ์แล้ว นอกนั้นผมลงคะแนนให้พรรคเดียวกันตลอด(เพราะต่อมาอาจารย์หม่อมก็ปล่อยให้พวกสมุนนักการเมืองจอมเขมือบยึดพรรคท่านไป) แม้แต่ในสองครั้งที่ประชาธิปัตย์บอยคอตเลือกตั้ง(ซึ่งผมไม่เห็นด้วย) ผมก็ยังไปVote No กาบัตรไม่เลือกใคร
ไม่ใช่เพราะผมเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ดีพร้อมเพอร์เฟคอะไรเลยนะครับ มันมีทั้งนโยบาย ทั้งการปฏิบัติที่ผ่านมาของพรรคสีฟ้าตั้งเยอะแยะที่ผมไม่เห็นด้วย และก็วิจารณ์ถกเถียงมาตลอด แถมมีคนในพรรคอีกไม่น้อยที่มีข้อกังขาน่าสงสัยในความสุจริต …แต่ก็อย่างที่ว่าแหละครับ เราต้องตัดสินใจเลือกสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดเท่าที่มีในสภาพเป็นจริง หรือจะเรียกว่าเลือกที่เลวน้อยที่สุด ก็ยังดีกว่าปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปโดยเราวางเฉย นอนหลับทับสิทธิ์
แต่ในการเลือกตั้งครั้งสำคัญ 24 มีนาคม 2562 นี้ ซึ่งจะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ชี้ชะตาความเป็นไปในระยะต่อไปของประเทศได้เลย ผมยอมรับว่าเกิดความลังเล ตัดสินใจยากที่สุดในการที่จะมอบคะแนนเสียงเล็กๆคะแนนเดียวของผมให้กับพรรคใด
ในความเป็นจริง โดยส่วนตัว ผมรู้จักคุ้นเคยกับบุคคลากรสำคัญของหลายพรรคการเมืองมาก ไม่ว่าจะเป็น …สี่ดอกเตอร์ของพลังประชารัฐ …หัวหน้า อดีตหัวหน้า และแกนนำสำคัญหลายคนของประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย …หัวหน้า เลขา และแกนนำพรรคอนาคตใหม่ …หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ซึ่งแทบทุกคน ไม่ได้แค่รู้จัก แต่ได้เคยสนทนาปรึกษาหารือในเรื่องของบ้านเมืองอย่างลึกซึ้งมาแล้วทั้งนั้น และผมพบว่าทุกคนมีเจตนาที่ดี มีความเสียสละ ต้องการให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทั้งนั้น ถึงแม้ว่าแนวคิด อุดมการณ์ หลักการความเชื่อ จะแตกต่างหลากหลาย จนกระทั่งเป็นปฏิปักษ์ต่อกันก็มี
ผมไม่เคยคิดจะเลือกพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมพลังประชาชาติไทย เพราะไม่เคยเห็นด้วยกับการรัฐประหารและการสานต่ออำนาจเผด็จการ ซึ่งผมพบจากประสบการณ์ตรงของตัวเองว่า ถึงบางคน(รวมทั้งหัวหน้าเผด็จการ)จะมีเจตนาที่ดี มีความตั้งใจที่ดี แต่ภายใต้วิธีการ ภายใต้บริบทสิ่งแวดล้อมอย่างที่เป็นมาตลอดห้าปี ไม่สามารถสร้างการปฏิรูปที่ดีใดๆให้เกิดขึ้นได้เลย และนานไประบอบแบบนี้มีแต่จะถ่วงความเจริญของประเทศ รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรง
ผมไม่เคยเลือกพรรคตระกูลเพื่อไทย เพราะไม่เห็นด้วยกับระบอบที่คนเรียกว่า”ระบอบทักษิณ” ซึ่งผมเคยวิเคราะห์ว่า คือระบอบที่พยายามดูแลคนรากหญ้า(ซึ่งเป็นเรื่องดีนะครับ) แต่ดันใช้ประชานิยมสุดโต่งซึ่งมีทั้งดี(ประกันสุขภาพ)และไม่ดี(จำนำข้าว) ขณะเดียวกันในระดับบนกลับเป็น”พรรคพวกนิยม”สุดๆ ไม่ค่อยรังเกียจคอร์รัปชั่น กับทำให้เกิดการเผชิญหน้าในสังคม
ในแง่นโยบาย ผมชอบพรรคอนาคตใหม่มากที่สุด(ทั้งๆที่ไม่ได้เห็นด้วยทุกอย่าง) เพราะเป็นนโยบายที่มีหลักการชัดเจนกว่าพรรคอื่นๆ มีความสอดคล้องกันในด้านต่างๆตามควร มีที่มาที่ไป และนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงเป็นส่วนใหญ่ แถมโดยโครงสร้างของบุคคลากรที่เป็นคนรุ่นใหม่เป็นส่วนใหญ่ ไม่เคยมีความด่างพร้อย ไม่เคยมีเงื่อนไขผลประโยชน์ผูกพันกับฐานทุนใดๆ ย่อมทำให้ความน่าห่วงเรื่องความขัดแย้งผลประโยชน์น้อยกว่า เหลือเพียงความสามารถในการบริหารกิจการบ้านเมืองอย่างมีประสิทธิผล ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ยังไม่เคยมีประสบการณ์จริง ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้ายึดหลักการให้เหนียวแน่น และทำงานไปอย่างต่อเนื่อง พรรคอนาคตใหม่จะเป็นความหวังสำคัญของสังคมไทยต่อไปได้
แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ผมใช้ในการตัดสินใจครั้งนี้ จะเป็นเรื่องระยะสั้นนะครับ เพราะผมเชื่อว่าผลของการเลือกตั้งนั้นจะสำคัญมากว่า ในระยะสั้นจะเกิดอะไรขึ้น (ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อระยะยาวด้วยเช่นกัน)
ผมคิดว่าจากภาวะในปัจจุบัน จะมีทางเป็นไปได้ห้ากรณี
อย่างที่ 1 …พรรคที่หนุนพลอ.ประยุทธ ได้เกินครึ่งในสภาล่าง ตั้งรัฐบาลได้สบาย สภาบน(ขอไม่เรียกว่าสภาสูงนะครับ เพราะที่มาต่ำตม)ก็หนุน อย่างนี้ต่อยอดบริหารได้ราบรื่น แต่จากผลงานห้าปีกับความคิดเรื่องยุทธศาสตร์ชาติอันแสนล้าหลัง คงมุ่งขยายรัฐและคงฉุดประเทศไว้ได้ยาวนาน ระบอบประชาธิปไตยหยุดพัฒนา
อย่างที่ 2 …พรรคหนุนตู่ ได้เสียงไม่ถึงครึ่ง(แม้อาจรวมปชป.ที่สมมุติว่ากลืนสัจจะ) แต่ทู่ซี้จะเป็นนายกโดยใช้สภาบนเสริม อย่างนี้ก็จะบริหารบ้านเมืองไม่ได้ราบรื่น คงอยู่ได้ไม่นาน และทางออกก็มีอนาคตที่สุ่มเสี่ยงต่อความแตกแยกมาก ไม่ว่าจะยุบสภาหรือปฏิวัติใหม่
อย่างที่ 3 …พรรคตระกูลเพื่อและแนวร่วมชนะเลือกตั้งได้เกินครึ่ง ซึ่งตามหลักแล้วควรให้ตั้งรัฐบาลเพราะเป็นเจตนารมณ์ของประชาชน แต่ก็จะเป็นรัฐบาลที่เกิดการประจันหน้า ทำงานไม่ได้ มีสภาบน องค์กรอิสสระ และแผนยุทธศาสตร์ชาติฉุดรั้งไว้อย่างเต็มที่ มีโอกาสไปสู่ความรุนแรงได้มากที่สุด
อย่างที่ 4 …เกิดผลที่ประนีประนอม ประชาธิปัตย์ชนะพปชร. และเจรจากันได้ ให้ปชป.เป็นพรรคนำพปชร.เข้าร่วม ทหารกลับกรมกอง จะเป็นรัฐบาลที่ไม่สืบทอดเผด็จการโดยเต็มที่ รอมชอมกับสภาบนได้(อย่าลืมว่าสภาบนตั้งหลังผลเลือกตั้งออกนะครับ) รอมชอมกับองค์กรอิสสระได้ กับแผนยุทธศาสตร์ชาติได้(กรรมการยุทธศาสตร์ชาติอีกห้าคนกับแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ชาติก็จะประกาศหลังเลือกตั้งนะครับ) อย่างนี้ก็จะทำงานต่อเนื่องไปได้ แล้วพยายามปลดล็อคต่างๆที่ถูกสร้างไว้ แก้รัฐธรรมนูญ ปรับองค์กรอิสสระ เลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติแบบที่เป็นกฎหมาย ปฏิรูปประเทศให้ดีต่อไป (เอ๊ะ นี่ผมฝันเพ้อเจ้อหลายซับหลายซ้อนเกินไปรึเปล่า)
อย่างที่ 5 …เกิดDead Lock เลือกตั้งเสร็จแล้วไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ไม่มีใครยอมรวมกับใครจนได้เสียงพอเพียง อย่างนี้ก็ทำให้รัฐบาลนี้ต้องอยู่ไปเรื่อยๆตามรัฐธรรมนูญ(ห่วยๆ)ที่ออกแบบมา ซึ่งก็ไม่มีทางหน้าทนที่จะอยู่ได้นาน ต้องออกทางยุบสภา(แล้ววนมาที่เดิม) หรือปฏิวัติอีก แล้วเสี่ยงต่อความรุนแรงแตกแยกอีก
สำหรับผม …ความเสี่ยงที่สุดสำหรับประเทศ ก็คือความแตกแยกรุนแรงที่จะนำไปสู่สงครามการเมือง ซึ่งถึงมีโอกาสที่จะเกิดไม่ได้มากมายถึงขั้นแน่นอน แต่ถ้าเกิดจะไม่มีใครเอาอยู่และมีโอกาสลุกลามไปได้ไกลและยาวนาน หรือไม่ก็จะเป็นข้ออ้างให้พวกอำนาจนิยมใช้กดขี่ประชาชนไปได้อีกนาน นั่นคือเรื่องที่เราต้องหลีกเลี่ยงให้มีความเสี่ยงให้น้อยที่สุดครับ
ประเทศต้องไปต่อ… เราจะไม่มีทางมีอนาคตใหม่ที่สดใสในระยะยาวเลย ถ้าเราไม่สามารถผ่านปัญหาระยะสั้นไปได้อย่างราบรื่น
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผมคิดว่ากรณีอย่างที่4 ถึงจะเกิดยากแต่เป็นทางออกที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ ผมจึงตัดสินใจเลือก”พรรคประชาธิปัตย์” ในการเลือกตั้ง 24มีนาคม นี้ครับ
ทั้งหมดนี่เป็นการตัดสินใจของผมคนเดียวนะครับ ขอให้ทุกท่านพิจารณาตัดสินใจตามความเชื่อ ตามเหตุผลของตัวเอง เพราะในชีวิตผมเองก็ต้องยอมรับว่าตัดสินใจผิดพลาดมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ทุกครั้งก็จะพยายามใช้เหตุผลที่ตนคิดว่าดีที่สุดด้วยเจตนาที่ดี
ไม่ต้องเชื่อผมนะครับ เพราะอย่างน้อยภรรยาผมเธอก็ไม่เชื่อผมในเรื่องนี้ เธอประกาศชัดว่าจะเลือกพรรคสามเหลี่ยมสีส้ม”อนาคตใหม่”ในการเลือกตั้งครั้งนี้ครับ