Skip to content

ประยุทธ์ ไม่เลื่อนวันสงกรานต์ จัดตามปฏิทิน ไม่ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด

08 มี.ค. 2565 | 16:20น.
ประยุทธ์ ไม่เลื่อนวันสงกรานต์ จัดตามปฏิทิน ไม่ห้ามเดินทางข้ามจังหวัด

สงกรานต์ จัดตามปกติ “ประยุทธ์” ยันใน ครม.ก่อนนำเข้า ศบค.ชุดใหญ่ 18 มีนาคมนี้ ย้ำให้ทุกคนระมัดระวังตนเองอย่างเคร่งครัด

วันที่ 8 มีนาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า นายกฯ ได้กำชับให้จัดงานเทศกาลสงกรานต์อย่างระมัดระวังเป็นไปตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.และกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มงวด

พร้อมทั้งย้ำว่า ทุกคนต้องระมัดระวังตนเองอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะเป็นการป้องกันได้ดีที่สุดกว่ามาตรการใด ๆ ทั้งสิ้น

ในส่วนของวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เสนอให้เป็นการหยุดตามปกติตามปฏิทิน ทั้งนี้ มาตรการความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และมาตรการอื่น ๆ ทาง ศบค.ชุดใหญ่ จะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมในวันที่ 18 มีนาคมนี้

เพื่อผ่อนคลายกิจกรรม กิจการต่าง ๆ ซึ่งคาดหวังว่า ประชาชนจะได้ใช้ชีวิตใกล้เคียงสงกรานต์ปกติ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ชีวิตปกติ เหมือนช่วงก่อนมีโควิดที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีห่วงกิจกรรมที่อาจจะเกิดความเสี่ยงทำให้ติดโควิดได้ง่ายมากขึ้น ในช่วงเดินทางกลับภูมิลำเนา การรวมตัวของญาติพี่น้อง การพบปะสังสรรค์ รับประทานอาหารร่วมกัน การทำกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ การสาดน้ำประแป้ง และกิจกรรมรื่นเริงต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการเฝ้าระวังในสถานที่เสี่ยง ดังนั้น ขอให้ประชาชนรณรงค์ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 เว้นระยะห่างระหว่างกัน สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือบ่อย ๆ ด้วย

นายธนกร กล่าวว่า ยืนยันยังไม่มีนโยบายหรือแนวคิดในการห้ามจัดกิจกรรมสงกรานต์ในปีนี้ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ เพียงแต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการ VUCA (Vaccine, Universal Prevention, Covid Free Setting, ATK) รวมทั้งต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิดกระตุ้นเข็ม 3 ทั้งผู้เดินทางกลับบ้านและผู้ที่อยู่ที่บ้าน เน้นมาตรการป้องกันตนเองทั้งระหว่างเดินทางกลับและระหว่างร่วมกิจกรรม

ส่วนสถานที่จัดงานต่าง ๆ รวมไปถึงต้องมีการสุ่มตรวจ ATK ทั้งก่อนและหลังเดินทางไปต่างจังหวัด พร้อมเน้นย้ำกลุ่มเสี่ยงที่ควรเข้ารับวัคซีนอย่างเร่งด่วน ที่เรียกว่า กลุ่ม “608” ประกอบด้วย

1. กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 2.กลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค คือ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน และ 3. กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป ขอให้รับวัคซีนป้องกันโควิดและการเสียชีวิตอย่างเร่งด่วน ซึ่งในขณะที่ประเทศไทยมีวัคซีนที่เพียงพอและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ขอให้ทุกคนช่วยกันสื่อสารทำความเข้าใจให้กับคนเหล่านี้ เพื่อให้ได้วัคซีนโควิดอย่างทั่วถึง

สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ วันนี้ รวม 18,943 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากในประเทศ 18,877 รายผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 66 ราย ผู้ป่วยสะสม 843,365 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) หายป่วยกลับบ้าน 25,005 ราย หายป่วยสะสม 650,609 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565) ผู้ป่วยกำลังรักษา 224,328 ราย เสียชีวิต 69 ราย ล่าสุดการให้บริการวัคซีน โควิด-19 สะสมอยู่ที่ 125,076,762 โดส เข็มที่ 1 ฉีดสะสม 53,999,327 โดส เข็มที่ 2 ฉีดสะสม 49,869,389 โดส เข็มที่ 3 ฉีดสะสม 19,422,997 โดส เข็มที่ 4 ฉีดสะสม 1,785,049 โดส

อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกฉีดวัคซีนแล้ว 10,887 ล้านโดส ใน 205 ประเทศ/เขตปกครอง ส่วนอาเซียนฉีดแล้วทุกประเทศ รวมกันกว่า 985.9 ล้านโดส โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ฉีดวัคซีนเข็ม 1 มากสุด (114.4%)