เพราะโลกร้อน เราจำเป็นต้องรักษ์โลก
เกาะขอบเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ “ถอดโมเดล Urban Hazard Studio สุดยอดฮับข้อมูลสภาพแวดล้อม จับตาภัยพิบัติกรุงเทพฯ หากเกิดฝนร้อยปี” โดยมี “ดร.การดี เลียวไพโรจน์” ผู้อำนวยการบริหาร ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ by MQDC ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาที่วิจัยเกี่ยวกับอนาคตของการใช้ชีวิต
ร่วมมือกับ “ธนพร ฐิติสวัสดิ์” ประธานบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำด้าน Location Intelligence ตัวแทนหลักในการจัดจำหน่ายเทคโนโลยีและบริการผลิตภัณฑ์ภูมิสารสนเทศจาก Esri Inc สหรัฐอเมริกา ทั้งในตลาดไทยและประเทศกลุ่ม CLM และ “รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติของฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก 3 ด้าน
“ดร.การดี” ระบุว่า ภาพรวมน้ำท่วมปี 2565 กระทบต่อเศรษฐกิจโลกสูญเงินกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ประเมินอีก 30 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2595 คาดว่าจะทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 5.6 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม โกลบอล ริสก์ องค์การระหว่างประเทศเพื่อความร่วมมือภาครัฐและเอกชนประเมินความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลก คาดการณ์ความเสี่ยงในอนาคต 3 อันดับแรก
ได้แก่ 1.ความล้มเหลวในการจัดการสภาพภูมิอากาศ 2.สภาวะสุดขั้วของลมฟ้าอากาศ 3.การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งไทยมีสัดส่วนประชากรเสี่ยงเจอภัยพิบัติถึง 34% โดยปี 2565 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายเศรษฐกิจและธุรกิจสูงถึง 1.2-2 หมื่นล้านบาท
ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ by MQDC สนใจเรื่องของความเป็นอยู่ที่ดี (for all well-being) มองเห็นผลกระทบจากความเสี่ยงดังกล่าว หากไม่เตรียมความพร้อมรับมือ อาจนำมาซึ่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล เช่น การสูญเสียผลผลิตในภาคเกษตร คุณภาพสินค้า การส่งออก ความเป็นอยู่ มูลค่าที่ต้องฟื้นฟูหลังจากเกิดภัยต่าง ๆ
ทั้งนี้ ความร่วมมือในการพัฒนา Urban Hazard Studio นำความสามารถเทคโนโลยี GIS ของ Esri ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงพื้นที่ มีเป้าหมายนำข้อมูลมาประเมินและเผยแพร่เพื่อสร้างความตระหนักต่อประชาชนและสังคม รวมทั้งเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ในอนาคตของประเทศต่อไป โดยเริ่มต้นศึกษาภัยคุกคามจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล หากเกิด “ฝนร้อยปี” ที่นับเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของประเทศ
ฝน 100 ปีย่นเหลือฝน 10 ปี
“รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” เปิดเผยว่า น้ำท่วมในภาคกลาง, กทม.-ปริมณฑล จัดกลุ่มความเสี่ยง 3 ประเภท คือ 1.น้ำท่วมเมือง (urban flooding) หรือน้ำท่วมรอการระบาย เกิดจากฝนตกหนักเกินความสามารถของระบบระบายน้ำ 2.น้ำล้นฝั่งจากแม่น้ำ (river flooding) เกิดจากฝนตกหนักเกินความจุลำน้ำจนล้นฝั่งเข้าท่วมชุมชน เช่น กรณีน้ำท่วมใหญ่ปี 2554, 2564, 2565 3.น้ำท่วมชายฝั่ง (coastal flooding) เกิดขึ้นกับชุมชนเมืองริมชายฝั่งทะเล ที่เผชิญกับระดับทะเลสูงขึ้นอย่างถาวร
มีการประเมินปริมาณฝนตกหนัก 1 วัน พื้นที่ กทม. ในอนาคตจะเพิ่มขึ้น 20-30% ปริมาณฝน 100 ปี จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 200 mm/วัน เป็น 250 mm/วัน พร้อมกับจำนวนวันที่ฝนตกหนักมีโอกาสเพิ่มขึ้น 60-80% ดังนั้น เหตุการณ์น้ำท่วมรอการระบายจึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
ในขณะเดียวกัน ปริมาณฝนตกสะสม 6 เดือน (พฤษภาคม-ตุลาคม 2565) ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ในลุ่มเจ้าพระยา มีโอกาสเพิ่มขึ้น 20-30% เช่นกัน
กล่าวคือ ฝน 100 ปีปัจจุบัน จะกลายเป็นฝน 10 ปีในอนาคต ดังนั้น เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 มีโอกาสเกิดขึ้นทุก ๆ 10 ปีในอนาคต
สุดท้ายน้ำท่วมชายฝั่ง มีการประเมินโดย IPCC-Intergovernmental Panel on Climate Change หรือคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการระหว่างรัฐว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเมินระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นที่สถานีป้อมพระจุลจอมเกล้า บริเวณปากแม่น้ำ 0.39 m, 0.73 m และ 1.68 m ในปี 2030, 2050 และ 2100 ตามลำดับ มีผลทำให้ กทม.-ปริมณฑลจมน้ำอย่างถาวร หากไม่มีมาตรการรับมือ
นอกจากนี้ ชาว กทม.-ปริมณฑล ต้องบริโภคน้ำประปากร่อยจากน้ำเค็มรุกล้ำ ส่งผลกระทบต่อพืชสวนทุเรียน กล้วยไม้ 2 จังหวัด “นนทบุรี-นครปฐม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขยายผล “สึนามึ-PM 2.5”
และ “ธนพร ฐิติสวัสดิ์” กล่าวว่า Urban Hazard Studio มีส่วนร่วมอย่างมากกับการรับมือกับน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ช่วยขับเคลื่อนการแก้ปัญหาในมุมของ climate crisis 3 เรื่องหลัก 1.ช่วยประเมินผลกระทบในรูปแบบแผนที่ 2.ช่วยวิเคราะห์เพื่อชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง-จุดเสี่ยงในอนาคต 3.ช่วยหาโซลูชั่นสู่การบริหารจัดการภัยจากธรรมชาติด้วยความเข้าใจ สามารถใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสามารถของการวิเคราะห์พื้นที่ได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังสามารถรู้จุดเกิดเหตุภัยต่าง ๆ รวมถึงคาดการณ์อนาคต ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งคน สัตว์ พืช ประเมินความเสียหาย ความเสี่ยงในเชิงพื้นที่ หรือใช้ GIS Tool วิเคราะห์มูลค่าความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจ หัวใจสำคัญคือช่องทางการสื่อสารไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นถึงภาพและผลกระทบ
“ตัวอย่างการใช้ GIS ช่วยในเรื่องลดโลกร้อนมีเยอะมาก เช่น ฟิลิปปินส์กังวลเรื่อง urban heat จากการปล่อยพลังงานความร้อนในพื้นที่เมืองเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 องศา ทางแก้คือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่ง GIS ช่วยวิเคราะห์และชี้เป้าให้ได้ว่าควรเพิ่มพื้นที่สีเขียวตรงไหน รูปแบบใด เมื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในจุดนั้น ๆ แล้ว ช่วยลดพลังงานความร้อนลงไปได้มากขึ้นอย่างไร”
ทั้งนี้ “Esri+ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ by MQDC” มีความมุ่งมั่นร่วมกันพัฒนา Urban Hazard Studio สุดยอดฮับข้อมูลสภาพแวดล้อม ด้วยข้อมูลที่เกี่ยวกับภัยพิบัติจากธรรมชาติอื่น ๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านสึนามิ ฝุ่น PM 2.5 ในอนาคตอันใกล้นี้