เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่ง “แอร์ไลน์” รุกเปิดเส้นทางบินใหม่รับ
Business Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่ง “แอร์ไลน์” รุกเปิดเส้นทางบินใหม่รับ
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.49% อยู่ที่ 76,387 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.49% อยู่ที่ 76,387 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
“การบินไทย” ทุ่มพัฒนาโปรดักส์ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไล่เติมเส้นทางบิน CLMV-ยุโรป
Business “การบินไทย” ทุ่มพัฒนาโปรดักส์ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไล่เติมเส้นทางบิน CLMV-ยุโรป
‘เวียตเจ็ท’ โละฝูงบินแอร์บัส มุ่งสู่โบอิ้ง 737 หวังลดต้นทุน
Business ‘เวียตเจ็ท’ โละฝูงบินแอร์บัส มุ่งสู่โบอิ้ง 737 หวังลดต้นทุน
ลุยฟื้นฟู “เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง”สร้างคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสีแดง 3,800 ยูนิต
Real Estate ลุยฟื้นฟู “เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง”สร้างคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสีแดง 3,800 ยูนิต
วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
Economic วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
Tech เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
Finance หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาท/ดอลลาร์ รับสัญญาณ “เฟด”
Finance เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับอ่อนสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาท/ดอลลาร์ รับสัญญาณ “เฟด”
ดูทั้งหมด

ทางสองแพร่ง สินเชื่อบ้านแนวราบ โจทย์หิน “ลูกค้า-บริษัท” เจอกับดักกู้ไม่ผ่าน

25 มิ.ย. 2566 | 20:47น.
สัมมนาอสังหาริมทรัพย์

ใกล้หมดไตรมาส 2/66 เพิ่งได้ฤกษ์จัดสัมมนารายไตรมาสเป็นครั้งที่ 1 ของปี จากความตั้งใจจัดปีละ 4 ครั้ง

ล่าสุด “วสันต์ เคียงศิริ” นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กดไมค์เปิดสัมมนาหัวข้อร้อนแรง “เตรียมตัว แก้ไขปัญหา การเปลี่ยนแปลงของสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์” เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา

โฟกัสเนื้อ ๆ คัดเน้น ๆ สินเชื่อสำหรับสินค้าบ้านแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ เป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับสินเชื่อคอนโดมิเนียมแต่อย่างใด

โดยมี “สุนทร สถาพร” อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ดีเวลอปเปอร์มากประสบการณ์ทั้งในไซต์โครงการและบนเวทีเสวนา เป็นผู้ดำเนินรายการกิตติมศักดิ์

สุนทร สถาพร
สุนทร สถาพร

สินเชื่อต้องมองข้ามชอต

“วสันต์” ระบุว่า สินเชื่อมี 2 ฝั่ง คือ พรีไฟแนนซ์หรือสินเชื่อผู้ประกอบการ สำหรับบริษัทกู้มาลงทุนพัฒนาโครงการ อีกฝั่งคือ โพสต์ไฟแนนซ์หรือสินเชื่อลูกค้ารายย่อย ปล่อยกู้ให้ลูกค้ามาซื้อที่อยู่อาศัย

“ปัจจุบันเรา (บริษัท + ลูกค้า) เจอปัญหาคล้าย ๆ กัน สินเชื่อเจอความเสี่ยง แบงก์เข้มงวดมากขึ้น ขอกู้ยากขึ้น บางเงื่อนไขทำไมแบงก์กำหนดเยอะแยะเต็มไปหมด”

โดยโพสต์ไฟแนนซ์ ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง ส่วนใหญ่ทุกบริษัทมียอดกู้ไม่ผ่าน 30% ขึ้นไป หรือยื่นกู้ 100 คน แม้ดีเวลอปเปอร์สกรีนเบื้องต้นแล้ว แต่ก็ถูกปฏิเสธสินเชื่อถึง 30 คน

นอกจากนี้ ความตั้งใจที่อยากฟังจากปากนายแบงก์ คือ กลุ่มลูกค้าอิสระเริ่มขยายสัดส่วนใหญ่ขึ้นทุกที พบว่ามีไม่ต่ำกว่า 30% แต่มาตายน้ำตื้นเพราะปัญหาไม่มีสลิปเงินเดือน แนวโน้มเป็นกลุ่มที่คาดว่าจะเป็นผู้กู้ในสัดส่วน 40-50% ของตลาดรวม …ไม่ช้าก็เร็ว

วสันต์ เคียงศิริ
วสันต์ เคียงศิริ

“เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในสินเชื่อบ้าน เพราะลูกค้าโปรไฟล์เปลี่ยน เดิมยื่นเอกสารสลิปเงินเดือนก็พอ แต่ยุคเทคดิสรัปชั่น บริษัทมีการเอาต์ซอร์ซการจ้างงานมากขึ้น ไม่ได้จ่ายเงินผ่านระบบสลิปเงินเดือน แต่มีรายได้ที่ดีและต่อเนื่อง แบงก์มีข้อแนะนำอะไรบ้าง เพื่อกดยอดกู้ไม่ผ่านให้ต่ำลง”

ขณะที่พรีไฟแนนซ์ บริษัทใหญ่ยิ่งมีวิกฤตเศรษฐกิจยิ่งเติบโตอย่างน่าแปลกใจ ขณะที่รายกลาง-รายเล็ก ถูกสถาบันการเงินเบรกสินเชื่อหัวคะมำมาหลายปีแล้ว จนมาออกอาการหนักสุดในสถานการณ์โควิด

“ความตั้งใจวันนี้ มองปัญหาเฉพาะหน้า กับมองข้ามชอต เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเยอะในสังคม ก็คาดหวังจะได้คำแนะนำที่ทำให้กู้ผ่านง่ายขึ้น และหวังว่าวงการบ้านแนวราบจะราบรื่นขึ้นทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย”

แบงก์เงินล้นสวนทางกู้ไม่ผ่านพุ่ง

ถัดมา “ชัยยศ ตันพิสุทธิ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิรกรไทย ตัวแทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เทรนด์ครึ่งปีหลัง 2566 ดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. (คณะกรรมการนโยบายการเงิน) ของแบงก์ชาติ ปัจจุบันอยู่ที่ 2% คาดว่าขึ้นอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% รวมเป็น 2.5% ภายในสิ้นปีนี้

ผลกระทบทำให้ต้นทุนพัฒนาโครงการถูกบวกขึ้นโดยอัตโนมัติ ประเด็นที่ต้องพิจารณา มีดังนี้

1.แหล่งทุนของบริษัทมาจาก 1.1 กู้จากสถาบันการเงินหรือแบงก์ ซึ่งเงื่อนไขมีเยอะแยะ 1.2 ออกหุ้นกู้ โดยบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯมีความได้เปรียบ เพราะต้นทุนการเงินต่ำกว่า เงื่อนไขไม่เยอะมากเท่ากู้ตรงจากแบงก์ เวลาออกหุ้นกู้ก็มักมีผลตอบรับที่ดีกว่า

ชัยยศ ตันพิสุทธิ์
ชัยยศ ตันพิสุทธิ์

ข้อมูลสะเด็ดน้ำคือ การกู้แบงก์ของรายกลาง-รายเล็ก (ถ้าแบงก์ยอมปล่อย) จะมีต้นทุนดอกเบี้ยแพงกว่าการออกหุ้นกู้ 2-3%

2.ดีเวลอปเปอร์มือใหม่ ประสบการณ์ 5-7 ปี อยู่นอกตลาด เวลาดอกเบี้ย กนง.ขึ้นเมื่อใด แบงก์ก็จะบวกเข้ากับเงินกู้อีกต่อหนึ่งเสมอ

3.แนวโน้มครึ่งปีหลังเศรษฐกิจชะลอตัว โดยสินเชื่อใหม่ (จำนองบ้านใหม่) แบงก์พยายามปล่อยกู้ เพราะตอนนี้สภาพคล่อง (เงินฝาก) ล้นระบบถึง 2 ล้านล้านบาท จุดหลักคือปล่อยกู้แล้วต้องไม่เป็นหนี้เสีย (NPL)

4.ดอกเบี้ยบ้านต่ำกว่าสินเชื่อบุคคล 4 เท่า เพราะเป็นสินเชื่อมีหลักประกัน ทำให้ปลอดภัยสูงสุดเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่น และมีหนี้เสียน้อยสุด

จึงอาจสรุปได้ว่า แบงก์อยากปล่อยเงินกู้บ้านใจจะขาด แต่ทำไมปัญหากู้ไม่ผ่านยังสูง

เครดิตดีอยู่ที่ “สภาพคล่อง”

“ชัยยศ” เปิดมุมมองเกี่ยวกับแนวทางพิจารณาสินเชื่อของแบงก์ พูดกันแบบเปิดอกคุย เริ่มจาก “การจัดสินเชื่อ” ทางแบงก์ให้สินเชื่อซื้อที่ดินแค่ 1% เพราะถูกกำกับโดยแบงก์ชาติที่ไม่อยากให้เก็งกำไร

“แลนด์แบงก์เป็นต้นทุนสำคัญของการพัฒนาโครงการ ซื้อวันนี้ราคาถูกกว่าอนาคต เป็นความท้าทายว่า ทำไมแบงก์ไม่ปล่อยกู้”

แนวทางคือ ที่ดินจัดสรรหลัก 10-100 ไร่ อาจปล่อยกู้ แต่ที่ดินในเมืองแพง ๆ ทำเลสร้างคอนโดฯ แบงก์ไม่ปล่อยเลย ทำให้บิ๊กแบรนด์อสังหาฯ หันใช้วิธีออกหุ้นกู้นำเงินมาซื้อแลนด์แบงก์ตุนในมือ

นั่นคือ บริษัทต้องมีสภาพคล่องของตัวเอง และมีแลนด์แบงก์ในมืออยู่แล้ว เมื่อจะลงทุนเปิดขายโครงการค่อยมาขอสินเชื่อจากแบงก์ แต่ไม่ใช่จะไฟเขียวทุกราย ต้องมีแต้มต่อจากการมีประวัติดีในสายตาแบงก์ด้วย

แคชโฟลว์สำคัญกว่าตุนที่ดิน

หัวข้อเร้าใจอีกเรื่อง “แนวทางพิจารณาเครดิตสินเชื่อโครงการ (พรีไฟแนนซ์)”

หลักพื้นฐาน แบงก์จะดูตั้งแต่โปรดักต์, ดีมานด์, ปริมาณยูนิต, กลยุทธ์การขาย, การก่อสร้าง-ผู้รับเหมา, ส่วนของทุน และหลักประกัน

ถอดรหัส “โปรดักต์” เช่น จับลูกค้าตลาดแมสทำแบบหนึ่ง แต่ถ้าจับลูกค้าต่างชาติอาจต้องอัพเกรดระดับลักเซอรี่ หรือสินค้าไฮเอนด์ และตลาดสูงวัยก็ต้องทำสินค้าเฉพาะกิจ แต่ไม่ว่าตลาดไหนก็ตาม สิ่งที่ต้องทำเหมือน ๆ กันคือ การวิเคราะห์ตลาด ทำ feasibility (ศึกษาความเป็นไปได้โครงการ) ค้นหาศักยภาพพัฒนาโครงการ ฯลฯ

ด้าน “ดีมานด์” ถ้าเน้นลูกค้าต่างชาติ คำถามคือ จีนซื้อเต็มโควตา 49% สัดส่วนอีก 51% จะทำไปต่อยังไง

เรื่อง “ปริมาณยูนิต” ขอเน้นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เวลาคุยกับแบงก์จะถูกถามว่า โครงการเก่าคามือมีกี่ยูนิต ถ้าบ้าน-คอนโดฯ ในมือยังขายคามือเยอะ แบงก์ก็อยากให้กลับไปขายสต๊อกในมือก่อน แล้วค่อยมาขอสินเชื่อโครงการใหม่

กรณีมีหลายโครงการ จะดูว่าสต๊อกคงค้างไม่เยอะ เช่น ขายแล้ว 60-70% แบงก์จะเห็นว่า ซัพพลายทำเลเดิมใกล้หมดแล้ว ดังนั้น ก่อนถึงมือแบงก์บริษัทต้องเช็กอัพเดตสถานะตลาด บางโครงการมียอดขาย (พรีเซล) 20-30% ก่อนมาเจอแบงก์ ทำให้มั่นใจระดับหนึ่ง และอาจพิจารณาให้กู้

คำถามปัญหาโลกแตกประเภทไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน วงการพัฒนาที่ดิน การซื้อที่ดินตุนไว้ กับซื้อที่ดินปุ๊บพัฒนาโครงการปั๊บ มุมมองของแบงเกอร์คืออะไร

“การสต๊อกที่ดินมาก ๆ ไม่ใช่ประเด็นพิจารณาของแบงก์ เพราะกลายเป็นมีสต๊อกในมือ”

“แบงก์เข้าใจว่าอยากได้ที่ดินต้นทุนต่ำในอนาคต แต่ก็ทำให้สภาพคล่องบริษัทหายไปด้วย เหมือนไก่กับไข่ ผู้ประกอบการอยากได้ที่ดิน แบงก์มองว่า ทำไมไม่เปลี่ยนเป็นเงินสด สภาพคล่อง นำมาลงทุนปัจจุบันดีกว่าไหม”

อีกสักคำถามว่า asset turn over แบงก์มองอย่างไร

“พอยต์คือ ตอนดูจะดู overall ก่อน จากนั้นตามด้วยสภาพคล่องบริษัท บางทีแบงก์ดูโอเวอร์ออลโครงการอื่น แล้วนำมาเป็นปัจจัยพิจารณาอีกโครงการนี้ เช่น โครงการ 1 ขายแล้ว 70% อาจมี 10% เป็นสภาพคล่อง ทำให้มีมุมมองเป็นบวกต่อโครงการ 2”

“สรุปว่าแบงก์ดูโปรเจ็กต์มีสภาพคล่องแบบไหน ต้องใช้เงินเท่าไหร่ นั่นคือดูสภาพคล่องบริษัท สำคัญกว่าการเป็นบิ๊กแลนด์ลอร์ด”

แยกบัญชี-ตรงไปตรงมา

“ส่วนของทุน” แบงก์ดูเป็นหลักสำคัญว่า นำเงินหลาย ๆ โครงการมาโปะโครงการเดียวกันหรือเปล่า, หรือสามารถแยกสภาพคล่องแต่ละโครงการชัดเจน, การตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง บางบริษัทนำข้อมูลทุกโครงการมารวมกัน บางบริษัทแยกชัดเจน

ความสัมพันธ์ของ 3 ตัวชี้วัด คือ สภาพคล่อง ส่วนของทุน ยอดรับจอง แบงก์จะดูว่ามีการแยกบัญชีที่ถูกต้องระดับหนึ่ง เพราะการโอนตัวเลขไปมาระหว่างโครงการง่ายอยู่แล้ว อย่างน้อยเริ่มต้นจากเบสิกที่ถูกต้อง แอปพรูฟได้

“แบงก์ดูการแยกบัญชีให้เรียบร้อย ถ้าขาดเหลือ เช่น โครงการหนึ่งกำลังจะขาย อาจโอนสภาพคล่องมาอีกโครงการ ที่แน่ ๆ เริ่มต้นต้องแยกบัญชี เพราะแบงก์แยกไม่ออก เงินมาจากโครงการไหน”

เรื่องของ “หลักประกัน” ต้องได้รับการประเมิน/ตีราคาเกิน 12 เดือน “…ที่แน่ ๆ โฉนดตีตราจัดสรรแล้วต้องคลีนตลอดเวลา ไม่สามารถนำมาเป็นหลักประกันสินเชื่อได้”

อีกคำถามสำคัญ “การให้วงเงิน” คำตอบสำเร็จรูปคือ ส่วนใหญ่ให้ 50-70% ของทุน ไม่ใช่มูลค่าโครงการ ส่วนที่เหลือผู้ประกอบการต้องลงทุนไปก่อน หรือมี wealth ของบริษัทมาโชว์ก่อน

เมื่อได้วงเงินจากแบงก์ไปแล้ว กรอบทั่วไป การเบิกถอน-จ่ายคืนใช้เวลาไม่เกิน 3-4 ปี

ใส้ใน “ฝ่ายบริหารความเสี่ยง”

และ “อลงกต บุญมาสุข” เลขาธิการ สมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย นำเสนอในมุมสินเชื่อโพสต์ไฟแนนซ์

“ปี 2566-2567 ต้องปรับตัวพอสมควร จากเงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งแบงกิ้งมีมุมมองบางเรื่อง อาจมาช่วยซัพพอร์ต gap บางเรื่อง”

เริ่มต้นที่ปัจจุบันและแนวโน้มโพสต์ไฟแนนซ์ จุดเน้นคือ หลักเกณฑ์ยังเหมือนเดิม แต่ไส้ในถูกบริหารด้วย “ฝ่ายบริหารความเสี่ยง”

คีย์คอนเซ็ปต์ของนายแบงก์ตอนนี้ คำนึงอยู่กับการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง เน้นยอดสินเชื่อในกลุ่มฐานรายได้สูง คำนิยามคือรายได้สามารถกู้ซื้อบ้านราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป

ข้อมูลที่แอบกระซิบยังรวมถึงแบงก์คำนึงประเภทอาชีพผู้กู้ด้วย เช่น ธุรกิจยานยนต์ที่มีโบนัสเยอะมาก จึงเป็นเป้าหมายในการขายบ้าน ทำให้เป็นปฏิบัติการที่ดีเวลอปเปอร์เล่นลูกขยันออกมาเปิดบูทในออฟฟิศธุรกิจดาวรุ่งมากขึ้น

อลงกต บุญมาสุข
อลงกต บุญมาสุข

4 เอกสารถูกต้อง + ครบถ้วน

สำหรับ “แนวทางแก้ไขปัญหาให้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ” คำบอกใบ้คือต้องทำ 4 เรื่องให้ครบถ้วน + ถูกต้อง

ได้แก่ 1.เอกสารในการยื่นขอสินเชื่อ สำคัญมากเพราะคนอนุมัติไม่ได้อยู่หน้างาน จึงดูจากเอกสารเป็นหลัก ซึ่งเอกสารต้อง “ครบถ้วน” ก่อนจึงจะถูกบรรจุในระบบได้เร็ว

2.เอกสารส่วนตัวผู้กู้ ปกติจะขอสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ให้ลูกค้าเซ็นให้ครบ เพราะปกติลูกค้ายื่นกู้หลายแบงก์ มีเคสตกม้าตายอยู่ตลอดเวลา คือ การ crossing-ขีดคร่อมและเซ็นกำกับระบุว่าเอกสารใช้สำหรับอะไร ต้องตรวจเช็กให้ละเอียด เพราะยังคงมีดราม่าเขียนกำกับยื่นให้แบงก์ B แต่เอกสารหลุดมายื่นแบงก์ A เป็นต้น

3.เอกสารด้านการเงิน ตรวจสอบให้ครบตั้งแต่แรก เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาขอเพิ่ม

4.เอกสารหลักประกัน สำเนาโฉนด มีประเด็นนโยบายรายแบงก์ที่ไม่เหมือนกัน เช่น มีแต่ใบจอง ไม่มีสัญญาจะซื้อจะขาย เข้าใจได้ว่าการจองคือพรีเซล แบงก์แอปพรูฟก็ค่อยมาทำสัญญา แต่บางแบงก์ไม่ยอม วิธีการจึงต้องยื่นกู้พร้อมกันหลายแบงก์

ชงปัญหาเสนอรัฐบาลใหม่

คาถาสำหรับการปรับตัว รองรับการเปลี่ยนแปลงการพิจารณาสินเชื่อรายย่อย ดูเหมือนไม่มีทางลัดเพราะต้องปรับตัวเยอะมาก ปัจจัยกดดันจากเทรนด์ดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เพิ่มภาระผ่อนต่องวดทันที 7 เท่า

การปรับตัวที่แนะนำให้ทำทันทีคือ 1.ต้องดู offering ทุกแบงก์ แล้วเลือกหยิบให้แมตช์กับลูกค้าที่มีศักยภาพแตกต่างกัน

2.แก้ปัญหา pain point ในเรื่องกู้ไม่ผ่าน ดังนั้นทางเลือกหนึ่งคือมองหาแบงก์ที่เสนอเงื่อนไขให้กู้ยาวถึงอายุ 70 ปี หรืออีกนัยหนึ่งมีอายุสินเชื่อยาว 40 ปี

“อายุสินเชื่อ 30 ปี กับ 40 ปี แตกต่างกันตรงที่ ถ้ากู้ได้ยาวกว่า ยอดผ่อนต่องวดก็ต่ำลง โอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อก็สูงขึ้น”

โจทย์หินในครึ่งปีหลัง 2566 ยังคงเป็นเรื่องมาตรการ LTV-loan to value (มาตรการบังคับเงินดาวน์แพงในการขอสินเชื่อซื้อหลังที่ 2-3 เป็นต้นไป)

กับตัวช่วยมาตรการกระตุ้นภาครัฐ ที่เคยได้รับยกเว้นค่าโอน 2% และจดจำนอง 1% รวมเป็น 3% เหลือ 0.01% แต่ปี 2566 ถูกลดทอนความช่วยเหลือลง โดยได้รับยกเว้นค่าโอน 1% เท่านั้น

“ปัญหา LTV ต้องทำงานร่วมกันระหว่างสมาคมบ้านกับสมาคมแบงก์ เพราะแอลทีวีกลับมาสู่โลกเดิม กู้ได้ไม่เต็ม 100% ต้องดาวน์ 10-15%”

ส่วนมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ปีนี้ได้รับยกเว้นค่าโอน 1% หมายความว่าค่าโอนต้องจ่ายเกือบปกติแล้ว “…เราจะทำการบ้านร่วมกันไหม เพื่อเสนอขอความสนับสนุนจากรัฐบาลใหม่”