LPP
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
จากจุดเริ่มต้น “บริหารนิติบุคคล” คอนโดมิเนียมของบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN
วันนี้ “แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์” เดินทางสร้างการเติบโตเคียงบ่าเคียงไหล่ LPN มาร่วม 34 ปีแล้ว
ล่าสุดอัพเลเวลธุรกิจสู่บริการอสังหาฯ ครบวงจร พร้อมกับรีแบรนด์ครั้งสำคัญ เพื่อเข้ามาสร้างระบบนิเวศบริการครบวงจรภายใต้แบรนด์ “UP”
“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “สมศรี เตชะไกรศรี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งเธอเล่าถึงที่มาของบริษัทเติบโตจากการที่บริษัทแม่ LPN หาบริษัทมาบริหารหลังโครงการพัฒนาเสร็จ ประจวบกับสมัยนั้นบริษัทดูแลอาคารชุดมีน้อย จึงเกิดเป็นบริษัท LPP เข้ามาบริหารนิติบุคคลของโครงการในเครือทั้งหมด
หลังจากบริหารโครงการในเครือจนชินมือ สร้างการเติบโต 10% ทุกปี ทำให้ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเริ่มขยายการดูแลไปยังโครงการของบริษัทอื่น ๆ อาทิ อนันดา พฤกษา แอสเสทไวท์ ศุภาลัย และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ เน้นไปที่โครงการระดับล่าง-กลาง ซึ่งเป็นสเกลใหญ่สุดในตลาดอสังหาฯ ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตดูแลทั้งหมด 280 โครงการ กว่า 350,000 ยูนิต คิดเป็นพื้นที่กว่า 1.3 ล้าน ตร.ม.
สมศรีระบุว่า ความแตกต่างการบริหารงานโครงการนอกเครือ หากเป็นโครงการใน LPN ลูกค้าจะรับรู้ว่าเราเป็นคนบริหารงานนิติบุคคลตั้งแต่แรก แต่สำหรับโครงการอื่น ๆ บริษัทต้องเตรียมความพร้อมมากขึ้น จากความหลากหลายด้านผู้พักอาศัย ทำเล และสภาพแวดล้อม เพื่อให้เราเป็นตัวเลือกที่ดี
“รายละเอียดเหล่านี้เราจึงให้น้ำหนักทีมสนับสนุนมากขึ้น ถือเป็นจุดเด่นของ LPP ที่ทีมวิเคราะห์และพัฒนาการบริหารต่อเนื่อง รองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย การเตรียมพร้อมนี้ทำให้เกิดการต่อสัญญาแต่ละโครงการถึง 95%”
UP สู่ธุรกิจ “ครบวงจร”
ตลาดอสังหาฯ มีวงจรขาขึ้นขาลงไม่ต่างธุรกิจอื่น ๆ แต่งานบริหารการให้บริการที่ไม่ว่าสภาวะไหนจะไม่ดรอปลงตามตลาด แต่ไม่ได้โตก้าวกระโดด แต่จะแน่นอน สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาการรีแบรนด์ เปิดตัวเซอร์วิสแบรนด์ “UP” รวบรวมบริการทั้งหมดสู่ Ecosystem เดียว ครอบคลุม 9 บริการ ตั้งแต่บริหารชุมชน (Lift Up) โรงงาน โรงพยาบาล และโรงแรม (Work Up) การวางแผน-ให้คำปรึกษา (Plan Up) งานวิศวกรรม-ก่อสร้าง (Build Up) เอเย่นต์ (Book Up) ซ่อมบำรุง (Fix Up) พลังงาน (Power Up) ความปลอดภัย (Security Up & EOC) ไปจนถึงบริการทำความสะอาด (Clean Up)
“เราพยายามทำให้ลูกค้ารับรู้การบริหารในรูปแบบที่หลากหลาย ออกแบบให้ลูกค้ารับประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมูทและไร้รอยต่อ เราเริ่มต้นจากบริหารนิติบุคคลอาคารชุดก็จริง แต่ก็ไปกำกับดูแลส่วนงานอื่นด้วย ทั้ง รปภ. แม่บ้าน หรือสวน จึงเห็นช่องว่างในการเติบโตและเป็นที่มาเปิดบริการอื่นให้ครบวงจร จากที่ทำงานบริหารชุมชนอย่างเดิม ความเชื่อมั่นและไว้วางใจนี้เมื่อขยายไปให้บริการด้านอื่น บริษัทจะเป็นทางเลือกที่ลูกค้าส่วนใหญ่สบายใจที่จะรับบริการ”
ดึง AI ดูแล “ระบบหลังบ้าน”
เธอบอกด้วยว่า ยังนำเอไอเข้ามาใช้งานร่วมด้วย โดยยกตัวอย่างงานบริหารการรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในช่วงที่ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านระบบบางอย่างในอาคารที่ล้าสมัยไปจนถึงเวลาต้องปรับปรุง อาทิ ระบบไม้กั้นที่มีอายุงาน 5 ปี หรือใช้กล้องซีซีทีวีเข้ามาอยู่ในระบบ Asset Control ที่ทันสมัยมากขึ้น
“ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป งาน รปภ.เป็นที่ต้องการน้อยลง และตามกฎหมายที่ต้องจ่ายโอทีเพิ่ม 1,500 บาทต่อราย เราจึงเสนอทางออกนี้ต่อโครงการ ยกเครื่องระบบความปลอดภัยเพิ่มการใช้ซีซีทีวีที่ดูแลผ่านศูนย์อีโอซีที่กำกับดูแลให้และตรวจสอบได้ 24 ชั่วโมง ลดภาระค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 5% ขอค่าแรง รปภ.ในแต่ละโครงการ ยังให้ทีมงานวิเคราะห์และคิดค้นนวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะเข้ามาช่วยปรับปรุงปัญหาแต่ละโครงการด้วย”
เป้ารายได้ 2.2 พันล้าน
แม่ทัพ LPP อัพเดตฟีดแบ็กหลังรีแบรนด์ มีลูกค้าติดต่อเข้ามาใช้บริการ Plan Up กำลังเจรจางานออกแบบมอลล์ใหม่ที่พัทยา รวมถึงโรงแรมสุขุมวิทขนาดไม่เกิน 80 ยูนิต เป็นงานปรับปรุงจากอาคารเดิม โดยประเมินการเติบโตของแบรนด์ UP กำลังผลิดอกออกผลภายใต้การบริหารงานมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปีของ LPP โดยไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา การได้งานยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและได้รับผลตอบรับที่ดีกว่าแผนที่วางไว้ คาดว่าเป็นแรงส่งจากงานที่ดีลมาเมื่อปีที่แล้ว และคาดว่าไตรมาส 2 จะเป็นไปตามแผนที่วางไว้
“ช่วงสงครามมีชะลองานซ่อมสาธารณูปโภคคาบเกี่ยวกับช่วงแผ่นดินไหวที่ต้องดำเนินการเคลมประกันก่อนจะซ่อมแซมด้วยตัวเอง ทำให้บางนิติชะลอ แต่ตอนนี้เริ่มกลับมาแล้ว การเคลมดีขึ้น ทั้งส่วนกลาง ห้องชุด ทำให้แผนงานซ่อม และสร้างในงานบริการ Plan Up กำลังกลับมาเช่นกัน”
เป้าหมายจากนี้สัดส่วนบริหารนิติบุคคลโครงการในเครือ LPN ต่อนอกเครือ อยู่ที่ 50:50 คาดว่าใน 2 ปีนี้โครงการนอกเครือจะมีสัดส่วนเกิน 50% ด้านรายได้ปี 2569 ตั้งเป้า 2,200 ล้านบาท และปี 2570 แตะ 2,500 ล้านบาท มีโครงการในมือ 300 โครงการ ส่วนแผนการนำบริษัท LPP เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงอยู่ แต่ขยับออกไปอีก 1 ปี ด้วยสภาวะเศรษฐกิจยังไม่เอื้อและเพิ่งเปิดตัว 9 บริการ
ทีมเวิร์กจุดแข็ง LPP
ด้วยประสบการณ์กว่า 3 ทศวรรษ สมศรีบอกว่า ความท้าทายของงานบริหารคือ ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนในสังคม จากเมื่อ 20 ปีก่อนสัดส่วนอายุมากสุดอยู่ช่วงวัย 45-60 ปี คิดเป็น 40% ขณะที่ปัจจุบัน 40% เหล่านั้นเป็นของประชากรวัย 30-45 ปี ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการให้บริการและตามให้ทันตามเจเนอเรชั่น
รวมถึงบทเรียนอย่างกรณีชาวจีน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้พักอาศัยในคอนโดฯ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราให้ความสำคัญกับระบบสแกนใบหน้ามากขึ้น และหันกลับมาพิจารณาลักษณะการอยู่อาศัยของระบบนิเวศแต่ละโครงการ ปรับมาตรฐาน มาตรการให้เข้มข้น ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ๆ และเพิ่มการสื่อสารถึงระเบียบที่ชัดเจน
เหล่านี้เป็นกติกาอยู่ร่วมกัน เราพยายามสื่อสาร เพราะสิ่งสำคัญของการบริหารอาคารชุด คือ ผู้พักอาศัย กรรมการ หรือตัวแทนเจ้าของร่วม ฝ่ายจัดการ และทีมเวิร์กแข็งแกร่ง เมื่อมีบทเรียนทีมงานทุกคนพร้อมจะเรียนรู้ หาสาเหตุในการป้องกันเกิดเหตุซ้ำ ส่งต่อองค์ความรู้ไปยังทีมงานที่ดูแลทุกโครงการ
เรื่อง ESG Ecosystem เป็นสิ่งที่ LPP ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการอาคาร ใส่ใจตั้งแต่คุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัย ไปสู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือจัดการขยะ พลังงาน มาใช้ในโครงการในระยะยาว เป็นสิ่งที่พยายามปลูกฝังให้อยู่ในการทำงาน ซึ่งเป็นวิถีของเรามานานแล้ว พยายามหาแนวทาง เพื่อเพิ่มรูปแบบกิจกรรมให้มากขึ้น
“การบริหารโครงการที่อยู่อาศัยแต่ละโครงการคือ ‘ระบบนิเวศขนาดย่อม’ ที่มีคนอาศัยอยู่รวมกันหลายร้อยหลายพันครัวเรือน ถ้าบริหารจัดการได้ดี คือการสร้างความยั่งยืนในระดับชุมชนที่ส่งผลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในวงกว้างนั่นเอง” สมศรีกล่าว