‘พิพัฒน์’ เร่งแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย 27,000 ครัวเรือน บุกรุกบนที่ดินรถไฟ
“พิพัฒน์” รับฟังทุกเสียงชุมชน เร่งคลี่คลายปัญหาที่อยู่อาศัยบนที่ดินรถไฟกว่า 27,000 ครัวเรือน ครอบคลุม 35 จังหวัด ย้ำไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เดินหน้าแก้ปัญหาร่วมทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด(SRTA) และผู้แทนภาคประชาชน เข้าร่วมประชุม

โดยที่ประชุมได้ร่วมกันติดตามความคืบหน้าและหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยของประชาชน ซึ่งอยู่ในที่ดินของ ร.ฟ.ท.เป็นเรื่องที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการอยู่อาศัยของประชาชนหลาย 10,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งการแก้ไขปัญหาจะต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งในมิติของกฎหมาย ความเหมาะสมในการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยจะยึดหลักการ “รับฟังทุกฝ่าย เพื่อแก้ไขอย่างเป็นธรรม“
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามมติการประชุมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 อาทิ การต่ออายุสัญญาเช่าที่ดินของ ร.ฟ.ท.จำนวน 24 สัญญา ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว 2 สัญญา และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 22 สัญญา รวมทั้งการเปลี่ยนคู่สัญญาเช่าที่ดินจากบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด เป็น ร.ฟ.ท.จำนวน 10 สัญญา เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่ประชาชนในระยะยาว ระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามการแก้ไขปัญหาของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบรางในหลายพื้นที่ อาทิ การพิจารณาปรับอัตราค่าเช่าที่ดิน การแก้ไขปัญหาการไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้แก่ชุมชน การปรับอัตราค่าเช่าที่ดินที่เชื่อมโยงกับอัตราเงินเฟ้อ การขออนุญาตก่อสร้างโครงการบ้านมั่นคง การวัดแนวเขตที่ดิน ตลอดจนปัญหาการชำระภาษีและค่าเช่าของชุมชน เพื่อให้ทุกประเด็นได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้านและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการสานต่อนโยบายการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนในที่ดินของ ร.ฟ.ท.ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งครอบคลุมประชาชนใน 35 จังหวัด จำนวนกว่า 300 ชุมชน หรือกว่า 27,000 ครัวเรือน โดยให้ ร.ฟ.ท. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ร่วมกันหารือกับภาคประชาชน เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนและนำเสนอคณะกรรมการ ร.ฟ.ท.พิจารณาต่อไป