5 ทศวรรษ ‘เนาวรัตน์ฯ’ จาก ‘รับเหมาหมื่นล้าน’ สู่โหมดฟื้นฟู
ภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้างไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตโควิด และสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ที่ลากยาวมาถึงปัจจุบัน กระทบต่อสภาพคล่อง ลามไปสู่แบงก์ไม่ปล่อยกู้ แม้บางรายยอมจำนนต่อสถานการณ์ที่ถาโถม แต่ก็มีบางรายฮึดสู้ขอฟื้นฟูกิจการ
พิษเศรษฐกิจ-หนี้-ยื่นฟื้นฟู
ล่าสุด บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ยักษ์รับเหมาที่มีประสบการณ์ก่อสร้างมา 50 ปี มีผลงานมากกว่า 500 โครงการ ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 รอฟังคำตัดสินวันที่ 8 กันยายนนี้
บริษัทระบุยื่นฟื้นฟูกิจการ เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงความผันผวนของต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ราคาพลังงาน ต้นทุนแรงงาน และข้อจำกัดด้านสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งกระทบต่อผลประกอบการและการบริหารภาระหนี้สิน ทำให้บริษัทมีหนี้สินจำนวนมากและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด

ชื่อชั้นของ “เนาวรัตน์พัฒนาการ” นับเป็นบริษัทรับเหมาเบอร์ต้น ๆ ของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2519 โดย “มานะ กรรณสูต” ภายใต้ชื่อบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด ก่อนเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2538 เพื่อรองรับการก่อสร้างงานโครงสร้างพื้นฐาน และงานพัฒนาโครงการที่สำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ตลอดครึ่งศตวรรษได้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และโครงการเอกชนไว้มากมาย ก่อนเผชิญวิกฤตใหญ่ 50 ปี ขณะที่สุขภาพการเงินของบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีรายได้รวม 3,976 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 563 ล้านบาท และหนี้สินรวม 15,490 ล้านบาท
ศาลชี้ชะตาแผนฟื้นฟู 8 ก.ย. นี้
“พลพัฒ กรรณสูต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เปิดใจกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ของบริษัทในขณะนี้อยู่ระหว่างขอฟื้นฟูกิจการ รอศาลล้มละลายกลางตัดสินวันที่ 8 กันยายนนี้ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและภาวะอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ผันผวนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประกอบกับต้นทุนและภาระทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาทางการเงินและสภาพคล่องทางการเงิน โดยการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินธุรกิจและการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ของบริษัทเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มั่นคงมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

สำหรับแผนฟื้นฟูกิจการในเบื้องต้น ประกอบด้วย การปรับโครงสร้างทางการเงิน การบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การกำหนดกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ในการประมูลโครงการ และการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าคอนกรีตและเหล็กแปรรูป
“ภายใต้สถานการณ์ในวันนี้ถือว่าเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท เกิดจากหลายปัจจัยต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังโควิด วิกฤตสงคราม สภาพเศรษฐกิจ ต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้นทั้งค่าแรงและวัสดุก่อสร้าง ขณะที่บางโครงการที่เราได้อาจจะไม่ค่อยซักเซสเท่าไหร่”
“พลพัฒ” ขีดเส้นใต้โปรเจ็กต์ที่ทำให้เนาวรัตน์รับแรงกระแทกมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คือ การรับซื้อสายไฟจากบริษัทลูกของ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น ผลกระทบจากราคาทองแดงปรับขึ้นเท่าตัว รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีชมพูกับสายสีเหลืองที่บริษัทเป็นผู้รับเหมาช่วง เกิดจากโควิด ค่าแรง งานก่อสร้างที่ยืดเยื้อจาก 3 ปีเป็น 6 ปี ขณะที่สายสีส้มมีปัญหาเล็กน้อย แต่บริษัทก็ก่อสร้างจนเสร็จ ทั้งนี้งานหลัก ๆ ของบริษัทเป็นโครงการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทั้งถนน สะพาน อุโมงค์ส่งน้ำ
แบ็กล็อก 2 หมื่นล้าน
“บริษัทมีงานในมือ 30 โครงการ ทุกโครงการยังคงเดินหน้าก่อสร้าง และมีแบ็กล็อก 20,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ถึงปี 2570 งานใหม่รอเซ็นสัญญาอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน 9,561 ล้านบาท และมีงานของกรมทางหลวง”
หลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จะทำให้บริษัทเข้าประมูลงานได้ง่ายมากขึ้น เนื่องจากแบงก์จะสามารถพิจารณาอนุมัติสินเชื่อให้ได้ง่ายขึ้นและบริษัทจะกลับมาแข็งแกร่งได้ใน 2 ปี ถ้าฐานะบริษัทยังคงเป็นเหมือนเดิม อาจจะได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากแบงก์ยาก
“อุโมงค์ส่งน้ำบึงหนองบอนส่วนต่อขยาย หลังจากบริษัทเข้ากระบวนการฟื้นฟูได้แล้วจะทำให้สถานะบริษัทแข็งแกร่ง ไม่กระทบการก่อสร้างโครงการ ซึ่งบริษัทไม่ได้มีปัญหาอะไร ทำตามขั้นตอนประมูล ไม่ได้เป็นผู้ละทิ้งงาน แต่สถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้จำเป็นฟื้นฟูกิจการ แต่ในระหว่างการฟื้นฟูบริษัทยังดำเนินธุรกิจได้ปกติ ทั้งก่อสร้าง ประมูลงาน และได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหนี้สถาบันการเงิน” พลพัฒกล่าว