เอ แอสเสท เปิดตัว “เอสเควี 53” มิกซ์ยูสทองหล่อ ชูคอนเซ็ปต์เวลเนส-พื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง
หลังสั่งสมประสบการณ์พัฒนาและบริหารโครงการในญี่ปุ่น–เวียดนามกว่า 30 ปี “เอ แอสเสท” เปิดเกมลงทุนไทยครั้งใหญ่ ทุ่ม 1.2 หมื่นล้านบาทพัฒนา “เอสเควี 53” มิกซ์ยูสลักเซอรี่ติด BTS ทองหล่อ ชูไฮไลต์พื้นที่สีเขียว 5,000 ตร.ม. และคอนเส็ปต์เวลเนส
นายอนวัช ฉัตรศิริกุล ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอ แอสเสท เปิดเผยว่า บริษัทฯต่อยอดประสบการณ์ของทีมงานและกลุ่มธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนา บริหาร ออกแบบ ให้คำปรึกษาโครงการอสังหาฯและวิศวกรรมมายาวนานกว่า 30 ปี ครอบคลุมการดำเนินงานทั้งในไทย ญี่ปุ่น และเวียดนาม
พร้อมเดินหน้าการลงทุนครั้งสำคัญในประเทศไทย ด้วยการพัฒนา “เอสเควี 53” แฟล็กชิปมิกซ์ยูสระดับลักเซอรี่ มูลค่า 12,000 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ติดสถานี BTS ทองหล่อ ถนนสุขุมวิท ภายใต้แนวคิด Green & Wellness Real Estate ขับเคลื่อน Sustainable Living มุ่งสร้างพื้นที่ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และเติบโตไปพร้อมกับผู้คน สังคม เมืองและโลก ได้ในระยะยาว

จากวงการวิศวกรรมสู่ “อสังหาฯหน้าไม่ใหม่”
นายอนวัช กล่าวว่า เบื้องหลังบริษัทฯ คือ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมายาวนานของทีมงานและกลุ่มธุรกิจผ่านการพัฒนา และบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ในหลายประเทศทั่วภูมิภาคโดยมีรากฐานสำคัญจาก PPSN บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาและบริหารงานก่อสร้างชั้นนำของไทย ซึ่งก่อตั้งในปี 2532 และบริษัท BCONS หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตต่อเนื่องในเวียดนาม
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี บริษัทฯได้รับความไว้วางใจจากโครงการชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ที่อยู่อาศัย โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานและเมกะโปรเจกต์ของประเทศ อาทิ รถไฟฟ้า MRT และการออกแบบปรับปรุงสนามบิน รวมถึงประสบการณ์พัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศมากกว่า 20,000 ยูนิต มูลค่ารวม 165,000 ล้านบาท
“จุดแข็งของเราเกิดจากรากฐานความเชี่ยวชาญด้านงานวิศวกรรม เรามองเห็นการพัฒนาโครงการได้อย่างครบถ้วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถเข้าใจถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานในทุกมิติ ตั้งแต่งานโครงสร้าง งานระบบ การใช้งาน ไปจนถึงการดูแลรักษา และประสิทธิภาพของโครงการในระยะยาว การมีความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ บริหารโครงการ จัดหาวัสดุ การพัฒนา และการลงทุน ทำให้เราสามารถมองเห็นทั้งภาพใหญ่และรายละเอียดที่ส่งผลต่อคุณภาพของโครงการได้พร้อมกัน”
เติมพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง 5 พันตร.ม.
นายอนวัช ระบุว่า การตัดสินใจพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสแห่งแรกในทำเลทองหล่อของบริษัทฯ มาจากการศึกษาข้อมูลรอบด้าน โดยเริ่มต้นจากการศึกษาว่า ผู้คนใช้ชีวิตในทองหล่ออย่างไร และอะไรคือโอกาสที่จะทำให้การใช้ชีวิตในย่านนี้ดีขึ้นได้อีก เมื่อประกอบกับวิสัยทัศน์ “Always Forward สรรค์สร้าง ยั่งยืน” จึงได้นำมาพัฒนาเป็นโครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูสแห่งแรกของ A Asset ในประเทศไทย
โครงการมีพื้นที่ใช้สอย 100,000 ตร.ม. ประกอบด้วยมีอาคารหลัก สูง 6 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น, ทาวเวอร์ A สูง 39 ชั้น และทาวเวอร์ B สูง 28 ชั้น เป็นอาคารประเภทโรงแรม อาคารอยู่อาศัยรวม และส่วนพาณิชย์สํานักงาน เป็นการผสมผสานของที่อยู่อาศัย โรงแรมระดับ 5 ดาว, พื้นที่คอมมูนิตี้มอลล์, เวลเนส เซ็นเตอร์, พื้นที่สำนักงานสมัยใหม่ และสวนลอยฟ้า ที่มาพร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่รวม 5,000 ตร.ม. โดยแบ่งพื้นที่ 2,000 ตร.ม.เป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะให้ประชาชนภายนอกเข้ามาใช้บริการ
โดยวางแนวคิดให้แต่ละองค์ประกอบเชื่อมต่อเป็นอีโคซิสเต็มเดียว ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างครบครันทั้งการทำงาน การรับประทานอาหารนอกบ้าน กิจกรรมเวลเนส และการใช้เวลาร่วมกัน เพื่อให้โครงการก้าวขึ้นมาเป็น “แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของสุขุมวิท”
ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตประเมินสิ่งแวดล้อม (EIA) และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2570 และใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี เปิดตัวภายในปี 2573

ตลาดลักเซอรี่ทองหล่อยังโต ดีมานด์เช่ามี
นายอนวัช กล่าวว่า ปัจจุบันภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในทองหล่อ สะท้อนความหลากหลายทั้งด้านโครงการและระดับราคา ตั้งแต่กลุ่มพรีเมียมราว 160,000–240,000 บาท/ตร.ม., กลุ่มลักเซอรี่ 250,000–380,000 บาท/ตร.ม., กลุ่มอัลตร้าลักเซอรี่ 400,000–500,000 บาท/ตร.ม. ไปจนถึงซูเปอร์ไพรม์ ตั้งแต่ 500,000 บาท/ตร.ม. ขึ้นไป
ขณะที่ ลีสโฮลด์ แบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับรายได้สม่ำเสมอแบบ Passive Income ด้วยการลงทุนที่แตกต่างจากฟรีโฮลด์ เพราะมีศักยภาพสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) 4.5–9.5% ต่อปี ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าทองหล่อยังเต็มไปด้วยศักยภาพและโอกาสในการพัฒนาใหม่ ๆ
“ทองหล่อเป็นทำเลที่มีโครงการคุณภาพหลากหลายอยู่แล้ว และมีวิถีชีวิตแบบบูรณาการ สิ่งที่เราเข้ามาต่อยอด คือโอกาสในการสร้างมูลค่าใหม่ ๆ มาเติมเต็มมิติที่ยังขาดหายไป นั่นคือ พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และการใช้ชีวิตแบบ ‘Simple Luxury เรียบง่ายอย่างมีรสนิยม’ ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน พร้อมเป็นพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพราะความหรูหราในมุมมองของเรา คือ ความหรูหราเรียบง่ายที่ไม่ต้องพยายาม แต่สัมผัสได้ในทุกรายละเอียด นั่นคือเราจะสร้างสรรค์อย่างไรให้ชีวิตของผู้คนง่ายขึ้น สะดวกขึ้น มีความเป็นส่วนตัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว” นายอนวัช กล่าว
- ชูอินไซต์เวลเนสเชื่อมคุณภาพชีวิต
จากผลการสำรวจข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค A Asset พบว่า ผู้บริโภคระดับบนให้คุณค่ากับความหรูหราในมิติที่กว้างขึ้น โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ความสะดวกสบาย ความเป็นส่วนตัวความเป็นอยู่ที่ดี และการประหยัดเวลามากขึ้น โดยย่านทองหล่อยังมีข้อจำกัดสำคัญ คือ “ที่จอดรถไม่เพียงพอ” และ “ไม่มีพื้นที่สีเขียว” ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายและความเป็นอยู่ที่ดีโดยตรง
นี่จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโครงการแฟล็กชิปมิกซ์ยูสของ A Asset ภายใต้แนวคิด Green & Wellness ให้เป็นส่วนหนึ่งของอีโคซิสเต็มขนาดใหญ่ตั้งแต่พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ การออกแบบพื้นที่ที่เชื่อมต่อกิจกรรมต่าง ๆ ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกและมีคุณภาพยิ่งขึ้น
นายอนวัช ระบุว่า เราเชื่อว่าการพัฒนาโครงการที่ดีต้องเริ่มจากความเข้าใจ ทั้งความเข้าใจผู้คน พื้นที่ และบริบทของเมือง เพื่อให้โครงการเติบโตไปถึงวันข้างหน้าอีกหลายสิบปี จะสร้างคุณค่าให้กับผู้คนและเมืองต่อไป
“นี่คือความหมายของการพัฒนาภายใต้ปรัชญาของ A Asset ที่ไม่ได้มองแค่เพียงความสำเร็จของโครงการในวันนี้ แต่ให้ความสำคัญและมองไกลไปถึงคุณค่าที่จะเติบโตและส่งต่อไปพร้อมกับผู้คน สังคม และเมืองในระยะยาว” นายอวนัช กล่าวทิ้งท้าย