COE 5 ยุทธศาสตร์ : พิมพ์เขียวใหม่ประเทศไทยในโลกเทคโนโลยี
“The great growling engine of change, technology” หรือ “เทคโนโลยีคือเครื่องจักรที่คำรามขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของโลก”แอลวิน ทอฟเฟลอร์ (Alvin Toffler) ผู้แต่งหนังสือ “Future Shock” อันโด่งดังก้องโลก ให้นัยสำคัญของเทคโนโลยีไว้อย่างชัดแจ้ง ในแง่นี้โลกที่เทคโนโลยีคือพลังอำนาจ ประเทศที่กล้าลงมือปักเสาเข็มก่อน ย่อมเป็นผู้กำหนดทิศทางของอาคารทั้งหลังได้ก่อนเสมอ… เช่นเดียวกัน ประเทศที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลกไม่ได้ชนะด้วยโชค หากชนะด้วย “การเลือกลงทุนให้ถูกที่ ถูกขนาด และถูกเวลา”
สหรัฐอเมริกาสร้าง Silicon Valley จากระบบวิจัยเชิงลึกที่ได้รับเงินทุนต่อเนื่อง จีนเร่งสะสมอำนาจเทคโนโลยีผ่าน Semiconductor อวกาศ และควอนตัม สิงคโปร์เลือกวางหมากที่ Biomedical, AI และ Fintech ขณะที่เกาหลีใต้เดินเกมยาวกับอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และหุ่นยนต์อย่างไม่ลังเล บทเรียนร่วมของประเทศเหล่านี้ตรงกันอย่างน่าคิด นั่นคือความสำเร็จไม่เคยเกิดจากการกระจายงบประมาณเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หากเกิดจากการลงทุน “เป็นก้อนใหญ่ ทำต่อเนื่อง และเชื่อมกับอุตสาหกรรมจริง” เพราะงานวิจัยที่ไม่ต่อยอดเป็นเศรษฐกิจ อาจสร้างชื่อเสียงทางวิชาการ แต่ไม่อาจสร้างความมั่งคั่งหรืออำนาจการแข่งขันให้ประเทศได้
ในแง่นี้โลกเศรษฐกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ความสามารถด้านเทคโนโลยี” คือรากฐานของความมั่งคั่งและอำนาจการแข่งขัน…
ประเทศที่เติบโตเร็วและยืนระยะได้ไม่ใช่ประเทศที่มีแรงงานราคาถูกหรือทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ หากแต่เป็นประเทศที่ลงทุนอย่างเป็นระบบในการสร้างองค์ความรู้เชิงลึก เทคโนโลยีขั้นสูง และบุคลากรระดับโลก ภายใต้ความร่วมมือระหว่างรัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน
สำหรับประเทศไทย หากต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศฐานเทคโนโลยีอย่างแท้จริง คำตอบไม่ใช่การกระจายทุนวิจัยแบบบางเบา หากคือการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ใน “Center of Excellence (COE)” ให้มีขนาด มีพลัง และมีเป้าหมายชัดเจนใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ AI & Robotics, Biotech & Foodtech, Energy & Climate Tech, Digital & Fintech Infrastructure และ Space & Satellite Technology เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเสริมอธิปไตยทางเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว
แนวคิดของ Center of Excellence (CoE) ไม่ได้หมายถึงเพียงห้องแล็บหรือโครงการเฉพาะกิจ หากคือการสร้างกลไกสถาบันที่เชื่อมต่อวงจรเศรษฐกิจเทคโนโลยีอย่างครบถ้วน ตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน การพัฒนานวัตกรรม ไปจนถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยทำหน้าที่เป็นทั้งศูนย์รวมบุคลากรทักษะสูง แพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและเอกชน พื้นที่ทดสอบเทคโนโลยีก่อนเข้าสู่ตลาด และแหล่งสะสมองค์ความรู้กับทรัพย์สินทางปัญญา อันเป็นฐานรากสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21
ประเทศพัฒนาแล้วต่างมีสถาบันลักษณะนี้ในรูปแบบของตนเอง เยอรมนีมี Fraunhofer-Gesellschaft และ Max Planck Society เชื่อมงานวิจัยสู่อุตสาหกรรม สิงคโปร์ใช้ Agency for Science, Technology and Research ดึงดูดนักวิจัยชั้นนำและร่วมพัฒนาเทคโนโลยีกับบรรษัทข้ามชาติ ญี่ปุ่นมี RIKEN และ New Energy and Industrial Technology Development Organization ผลักดันเทคโนโลยียุทธศาสตร์ บทเรียนร่วมคือ ความเติบโตมิได้มาจากการเพิ่มกระทรวงหรือขั้นตอนทุนวิจัย หากมาจากการออกแบบสถาบันให้ถูกทิศทาง
เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่ไม่ได้เติบโตจากความกระจัดกระจาย แต่เติบโตจากการรวมพลัง…
ในบริบทของไทย ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบวิจัยคือทุนที่กระจัดกระจาย ขาดความต่อเนื่อง และไม่สามารถขยับขยาย ไปสู่เศรษฐกิจจริงได้ งานวิจัยจำนวนมากจบลงที่การตีพิมพ์ มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การตั้ง COE จึงเป็นการเปลี่ยนกลไกจากรากฐาน โดยยึดแนวคิด “Demand-driven research” ให้โจทย์มาจากความต้องการของอุตสาหกรรม ควบคู่กับระบบ การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (co-funding) ที่ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนอย่างแท้จริง และภาครัฐทำหน้าที่ สมทบงบประมาณตามความก้าวหน้าที่ตรวจวัดได้ (matching based on measurable milestones) โมเดลลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านงบประมาณของรัฐ แต่ยังเร่งให้การ ต่อยอดเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยี (technology commercialization) เกิดขึ้นได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
หากองค์ความรู้คือเครื่องยนต์ คนคือเชื้อเพลิง…
ประเทศไทยมีนักวิจัยจำนวนมาก แต่ยังขาดนักวิจัยระดับแนวหน้า หรือ Principal Investigator ระดับโลกในปริมาณที่เพียงพอจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขนาดใหญ่ บทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จชี้ชัดว่า ความสามารถไม่จำเป็นต้องรอการบ่มเพาะยาวนานเสมอไป หากสามารถ “นำเข้าความสามารถ” ได้ทันที ผ่านการจ้างนักวิจัยต่างชาติแบบสัญญาระยะสั้น การร่วมมือกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ (joint appointment) รวมถึงการเชิญนักวิจัยรับเชิญ (visiting researcher) ในรูปแบบทางไกล (remote researcher) กลไกเหล่านี้ช่วยย่นระยะเวลาการสั่งสมขีดความสามารถจากเดิมที่ต้องใช้เวลานานนับยี่สิบปี ให้เหลือเพียงไม่กี่ปี และทำให้ระบบนิเวศการวิจัยของไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายวิชาการระดับโลกได้โดยตรง ตัวอย่างความสำเร็จ อาทิ “Tech Pass” วีซ่าใหม่ของสิงคโปร์ ที่ดึงดูดบรรดา “อัจฉริยะด้านเทคโนโลยี” และ “ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ” ไม่เพียงตอกย้ำสิงคโปร์ให้ “เนื้อหอม” ของการเป็นฮับด้านเทคโนโลยีของภูมิภาคอาเซียน ทว่ายิ่งช่วยยกระดับเศรษฐกิจสิงคโปร์ให้ “คึกคัก-มีสีสัน”
ข้ามฝั่งไปยังตะวันออกกลาง “ดูไบ” ก็ออกวีซ่าดึงดูด “Global Talent” เช่นเดียวกัน หรือที่รู้จักในนาม “วีซ่าทองคำ” (Gloden Visa) สำหรับผู้ประกอบการระดับ “เชี่ยวชาญ” และ “นักลงทุน” พวกเขาได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่าง อาทิ “Full Business Ownership” หรือ สิทธิการเป็นเจ้าของกิจการอย่างเต็มรูปแบบ หรือ การต่ออายุการพำนักได้ถึง 10 ปี โดยอิสระ เป็นต้น
ในบรรดา 5 สาขายุทธศาสตร์ของ COE Space & Satellite Technology ควรถูกยกระดับเป็นสาขาหลัก เพราะอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่จรวดหรือดาวเทียม หากเป็น “เสาหลักของอุตสาหกรรม” ที่เชื่อมโยง AI เกษตร โลจิสติกส์ การเงิน ความมั่นคง และการรับมือภัยพิบัติ มูลค่าตลาดโลกมีแนวโน้มแตะระดับหนึ่งล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในทศวรรษหน้า
สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยีอวกาศคือโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหาร การบริหารจัดการน้ำ การคาดการณ์สภาพอากาศ การคุ้มครองทรัพยากรทางทะเล และการบริหารพรมแดน ซึ่งล้วนเป็นโจทย์สำคัญของประเทศในระยะยาว เพราะ
การลงทุนที่ดูใหญ่ อาจเล็กเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้กลับมา
หากพิจารณากรอบงบประมาณการพัฒนา COE 5 สาขาในระยะเวลา 5 ปี คาดการณ์ว่าจะใช้งบประมาณราว 72,000–80,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 16,000 ล้านบาท คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.5 ของงบประมาณแผ่นดินต่อปี แต่ผลตอบแทนที่ประเทศจะได้รับครอบคลุมตั้งแต่ GDP ที่เพิ่มขึ้น อุตสาหกรรมใหม่ งานทักษะสูง ฐานภาษีจาก Deep Tech ไปจนถึงอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ และการลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและพลังงานจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เงินทุนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดกรอบนโยบายที่เอื้อต่อการเกิดจริงของ COE ประเทศจำเป็นต้องมีเครื่องมือนโยบายสำคัญ ตั้งแต่ระบบ co-funding ระดับชาติที่เอกชนลงทุนก่อน การออกแบบโครงสร้างสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่ปิดกั้นการใช้เชิงพาณิชย์ การเปิดทางให้ผู้มีความรู้ความสามารถเคลื่อนย้ายข้ามมหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจ การเชื่อมเครือข่ายห้องปฏิบัติการระดับประเทศ ไปจนถึงการสร้างพื้นที่ทดลองเชิงนโยบาย (regulatory sandbox) ที่รัฐเปิดให้เทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ สามารถ ทดลองใช้งานจริงภายใต้กติกาที่ผ่อนคลายและควบคุมความเสี่ยง และการจัดซื้อเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐเพื่อสร้างตลาดเริ่มต้น
ท้ายที่สุด การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทั้งห้าสาขายุทธศาสตร์ มิใช่เพียงโครงการวิจัย แต่คือการ “วางพิมพ์เขียวอนาคตของประเทศ”
หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจบริการ และก้าวสู่เศรษฐกิจเทคโนโลยีทักษะสูง เราจำเป็นต้องเลิกหว่านเมล็ดพันธุ์ทีละหยิบ และหันมาเพาะปลูกเป็นแปลงใหญ่ที่มีระบบน้ำ ปุ๋ย และแสงแดดครบถ้วน เพราะอนาคตไม่เติบโตจากความพยายามที่กระจัดกระจาย
หากแต่เกิดจากการลงทุนที่มียุทธศาสตร์ ชัดเจน และต่อเนื่องพอจะเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นพลังของประเทศ
อ้างอิง
1. https://www.goodreads.com/quotes/10409284-the-great-growling-engine-of-change-technology