สปสช.แจงเพิ่มสิทธิ ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ ยึดหลักวิชาการ-เสมอภาค ไม่ใช่เรื่องความงาม
เลขาฯ สปสช. แจงเพิ่มสิทธิ ‘ฮอร์โมนข้ามเพศ’ ยึดหลักความเสมอภาค ไม่ใช่สิทธิพิเศษหรือเรื่องความงาม ทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัย-มีมาตรฐานภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ชี้แจงถึงกรณีการบรรจุ “ฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพ” เข้าเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง โดยเน้นย้ำว่า เป็นบริการสาธารณสุขที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ไม่ใช่การทำเพื่อความสวยงามหรือความพึงพอใจส่วนบุคคล
นพ.จเด็จ กล่าวว่า การใช้ฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนเพศสภาพ เดิมถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ข้อยกเว้น’ เพราะถูกมองว่าเป็นการเสริมความงามหรือทำเพื่อความพึงพอใจส่วนตัว ก่อนเกิดกระแสการเรียกร้องในปี 2563 เมื่อกลุ่ม LGBTQ+ ได้นำประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณา เนื่องจากมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและความเป็นอยู่
โดยเหตุผลสำคัญที่ต้องมีสิทธิฮอร์โมนคนข้ามเพศ คือ หนึ่ง ป้องกันอันตรายจากการซื้อยากินเอง ปัจจุบันกลุ่ม LGBTQ+ มีการใช้ฮอร์โมนเองอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ลิ่มเลือดอุดตัน หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่อาจอันตรายถึงชีวิต
สอง ผ่านการศึกษาอย่างรอบคอบกว่า 4 ปี 7 เดือน นโยบายนี้ไม่ได้ประกาศใช้ทันที แต่ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ประเมินความคุ้มค่าทางสุขภาพ และมีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการ สปสช. ตั้งแต่ 3 กรกฎาคม 2567 โดยเริ่มเตรียมงบประมาณรองรับในปีงบประมาณ 2568
สาม ยึดหลักความเสมอภาค ไม่ใช่สิทธิพิเศษ เป็นการทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Care)
“ระบบบัตรทองไม่สนับสนุนการรักษาที่เป็นไปเพื่อความสวยงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แต่บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเป็นบริการทางการแพทย์ที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน มีแนวทางกำกับดูแลตามมาตรฐานวิชาชีพ และมีเป้าหมายเพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้ฮอร์โมนด้วยตนเองอย่างไม่ถูกต้อง” นพ.จเด็จกล่าว
เรื่องเงื่อนไขและกลุ่มเป้าหมายในระยะแรก เขาระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศกว่า 300,000 คน แต่ในเฟสแรกมีการประเมินและคัดกรอง คาดการณ์ผู้รับบริการระยะแรก ประมาณ 20,000 คน โดยผู้รับสิทธิจะต้องผ่านการประเมินและรับบริการตามข้อบังคับของแพทยสภาว่าด้วยการบริบาลสุขภาพเพื่อการยืนยันเพศสภาพอย่างเคร่งครัด
นพ.จเด็จ ชี้แจงถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณไว้ 2 ประเด็นหลัก
- การบริหารงบประมาณมีความซับซ้อน สปสช. ต้องรักษาสมดุลในการดูแลประชาชนทุกคน โดยจัดลำดับความสำคัญของโรค (เช่น โรคที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิต โรคเรื้อรัง หรือโรคที่รักษาหายขาด) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับคนหมู่มาก อย่างไรก็ตามการประเมินถึงความคุ้มค่าในการให้บริการการรักษาต่อโรคใดโรคหนึ่งนั้นยากที่จะประเมินอย่างชัดเจน
- สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความปลอดภัย” ไม่ใช่งบประมาณ หากปล่อยให้มีการใช้ยาฮอร์โมนอย่างไม่เหมาะสม จะกลายเป็นภาระระบบสาธารณสุขในระยะยาว การดึงเข้ามาอยู่ในระบบที่มีแพทย์กำกับดูแลจึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยและคุ้มค่ากว่า
เขากล่าวย้ำว่า สปสช.มีกลไกตรวจสอบโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่พิจารณาครอบคลุมทั้งมิติด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ สังคมศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้มั่นใจว่าการเบิกจ่ายเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยอย่างแท้จริง
“ยานี้มีอยู่แล้วในระบบ…เราต้องควบคุมให้เขาใช้อย่างถูกต้องและไม่เกิดผลเสียหรือภาวะแทรกซ้อน”
ในกรณีที่มีข้อเรียกร้องจากกลุ่มต่างๆ นพ.จเด็จ ยืนยันว่าไม่ได้ละเลย แต่การพิจารณาจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนของคณะกรรมการฯ โดยหากมีข้อเสนอเรื่องสิทธิใหม่ๆ เข้ามา ก็จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาว่ามีความจำเป็นทางการแพทย์อย่างไร และมีความคุ้มค่าเชิงนโยบายหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับการใช้งบประมาณที่นำมาใช้กับสิทธินี้นั้น นพ.จเด็จ กล่าวว่าเป็นเรื่องดีที่สังคมตื่นตัว แต่ต้องแยกแยะระหว่าง ‘การรักษาที่จำเป็น’ กับ ‘ความต้องการส่วนตัว’ ออกจากกัน
“เราพร้อมดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียมตามกรอบของกฎหมายและหลักการแพทย์ แต่เราก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้ภาษีประชาชนด้วยการคัดกรองสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยที่สุดให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งปัจจุบันมีการนำระบบคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเข้ามาพิจารณานโยบายอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับการใช้งบประมาณของประเทศ และรักษามาตรฐานความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุขไทย” นพ.จเด็จ กล่าว
เลขา สปสช.กล่าวว่า การถกเถียงในเรื่องความคุ้มค่าและเม็ดเงิน ต้องมองในหลากหลายเหตุผล ถ้าเราบอกว่า เอาเงินเป็นตัวตั้งอย่างเดียว เราจะพบว่า มีหลายโรคเลยที่เราไม่ควรให้ แต่ในระบบสาธารณสุขและในภาพรวมเราไม่ได้คิดแค่เรื่องเงินและด้อยค่ากับโรคใดโรคหนึ่งเพียงเท่านั้น