‘หม้อนอน’ จากขยะทะเล นวัตกรรมบริบาล ม.เกษตรฯ
วิกฤตขยะพลาสติกในทะเลกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี และการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โจทย์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันสองเรื่องนี้กลับถูกนำมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านงานออกแบบชิ้นหนึ่ง นั่นคือ “หม้อนอน” (Bedpan) อุปกรณ์บริบาลผู้ป่วยติดเตียงที่ผลิตจากขยะพลาสติกทางทะเล ผลงานล่าสุดที่คว้ารางวัล DEmark Award 2026 ในหมวดสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี จากกระทรวงพาณิชย์
ผลงานชิ้นนี้เกิดจาก ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม (Scrap Lab) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและปฏิบัติการด้านการอัพไซคลิ่งที่ทำงานภายใต้การนำของ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต มาอย่างยาวนาน โดยมีเป้าหมายหลักคือการแก้ปัญหาเศษวัสดุเหลือใช้ทั้งจากภาคอุตสาหกรรม ภาคชุมชน และภาคการก่อสร้าง ผ่านแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และผลักดันให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในภาคธุรกิจ เอกชน และภาครัฐ
ที่ผ่านมา Scrap Lab มีผลงานด้านการนำขยะทะเลและวัสดุเหลือใช้ เช่น พลาสติก PP, PET และไนลอน มาแปรรูปเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือระบบนิเวศและสัตว์ทะเลแล้วกว่า 10 ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเลื่อนสำหรับเคลื่อนย้ายโลมาและพะยูนที่เกยตื้น เปลและผ้าห่มให้ความชื้นแก่สัตว์ทะเล อุปกรณ์ยึดรากหญ้าทะเล โครงสร้างดักตะกอนชายเลน ไปจนถึงรองเท้าและกระเป๋าปฐมพยาบาลสำหรับสัตวแพทย์ที่ทำงานในพื้นที่ทรายและโคลน
หม้อนอนจากขยะทะเลใบนี้ออกแบบโดย รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ร่วมกับ อ.อรสุธา ทัพโภทยาน ภายใต้โครงการ “Upcycling for Life” ซึ่งดำเนินงานร่วมกับมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเล
รศ.ดร.สิงห์เล่าว่า การเดินทางของหม้อนอนใบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากพลังของนักออกแบบเพียงลำพัง แต่เกิดขึ้นจากโมเดลความร่วมมือครั้งสำคัญ ระหว่างกรมควบคุมมลพิษ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัย โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอย่าง HMC Polymer เข้ามาช่วยพัฒนาและแปรรูปเป็นเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง และ JCJ Double Lock ที่มารับหน้าที่ออกแบบแม่พิมพ์พร้อมฉีดขึ้นรูปอย่างประณีต
ความร่วมมือทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดเบื้องหลังรูปทรงที่ดูละมุนตา ซึ่งถอดรหัสเส้นสายจากธรรมชาติให้สอดเข้าใต้ร่างกายได้อย่างนุ่มนวล ช่วยกระจายแรงกดทับและลดความเจ็บปวด ผิวสัมผัสที่เรียบเนียน ไม่เย็นเฉียบจนสร้างความกังวลใจ ช่วยคืนศักดิ์ศรีและฮีลใจผู้ใช้งานได้อย่างอ่อนโยน
ขณะเดียวกันก็เข้าใจหัวใจของผู้ดูแล ด้วยโครงสร้างที่รับน้ำหนักได้ 120 กิโลกรัม จุของเหลวได้ 2 ลิตร พร้อมดีไซน์ร่องเทของเสีย ฝาปิด และมือจับที่ช่วยให้จัดการความสะอาดได้ง่ายและถูกสุขลักษณะ เป็นงานออกแบบที่เล่าเรื่องราวความยั่งยืน ผ่านการดูแลทั้งสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อม ๆ กัน
รักษาพร้อมอ่อนโยน
อุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่ควรทำหน้าที่แค่รักษาแต่ควรช่วยให้กระบวนการรักษาเป็นประสบการณ์ที่อ่อนโยนขึ้นด้วย ทำให้หม้อนอนใบนี้แตกต่างจากอุปกรณ์บริบาลทั่วไป เพราะความสบายใจของผู้ป่วยก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาเช่นกัน ทีมออกแบบจึงนำแนวคิด One Health ซึ่งมองว่าสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันมาเป็นแกนหลัก
อุปกรณ์เดิมที่ใช้ในการบริบาลผู้ป่วยติดเตียงมักมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งในมิติสรีรศาสตร์และมิติทางจิตใจ วัสดุพลาสติกทั่วไปมีผิวสัมผัสหยาบด้าน ขณะที่วัสดุสเตนเลสมักให้ความรู้สึกเย็นจัดจนไม่สบายตัว นอกจากนี้โครงสร้างของอุปกรณ์หลายแบบยังมีความสูงไม่สอดคล้องกับสรีระ ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวดบริเวณสะโพกและกระดูกสันหลังขณะใช้งาน ยังไม่นับรวมรูปลักษณ์ของอุปกรณ์การแพทย์ที่มักเน้นฟังก์ชั่นการรักษาเป็นหลัก โดยละเลยมิติด้านความรู้สึก จนอาจสร้างความกังวลและตอกย้ำสภาวะการเจ็บป่วยให้กับผู้ใช้งานโดยไม่ตั้งใจ

ทีมออกแบบจึงนำหลัก Biomimicry หรือการถอดรหัสรูปทรงจากธรรมชาติมาปรับใช้
การพัฒนาหม้อนอนใบนี้วางอยู่บนแนวคิดหลักสี่ประการ ได้แก่ หนึ่ง การออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติผ่านการประยุกต์ใช้ Biomimicry, การกระจายแรงกดทับด้วยเส้นโค้งที่คำนวณมาจากรูปทรงธรรมชาติ, การออกแบบที่ยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง เพื่อยกระดับมาตรฐานการบริบาลให้เป็นมิตรและผ่อนคลายมากขึ้น และการอัพไซคลิ่งมูลค่าสูง ที่ผสานวัสดุศาสตร์เข้ากับงานออกแบบ เพื่อเปลี่ยนขยะพลาสติกทะเลอย่างแหอวนและขวดน้ำให้กลายเป็นอุปกรณ์พยาบาลที่มีทั้งมูลค่าและประสิทธิภาพ
รศ.ดร.สิงห์เคยให้มุมมองไว้ในโอกาสหนึ่งว่า เรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่กระแสชั่วคราวอีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดของมนุษยชาติไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อดูจากมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมปัญหาฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วม และภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขามองว่าคนรุ่นเขาเองต่างหากที่อาจยังคิดว่าเรื่องนี้เป็นเพียงกระแส ขณะที่เด็กรุ่นใหม่กลับมองเป็นความจำเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิตไปแล้ว
นอกจากงานออกแบบอุปกรณ์บริบาล รศ.ดร.สิงห์ยังมีเป้าหมายระยะยาวที่อยากผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือการสร้างอาคารสูงจากไม้ (Timber High-Rise) แทนการใช้ปูนและเหล็กแบบดั้งเดิม ซึ่งเขามองว่าเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับต้น ๆ ในชีวิตการทำงาน อีกเป้าหมายหนึ่งคือการผลักดันให้เกิดโครงการต้นแบบในไทยที่เป็น Carbon Negative Development ไม่ใช่เพียงแค่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral) แต่ต้องสามารถดูดซับคาร์บอนกลับคืนสู่โครงการได้ด้วย
เขายังหวังว่าในอนาคตสินค้าทุกชิ้นที่ถูกผลิตขึ้นควรเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เพราะมองว่านี่คือหนทางเดียวที่จะช่วยชะลอปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกได้