สรุป ‘GCNT Expo 2026’ คน-พลังงาน-ธุรกิจ ต้องเปลี่ยนพร้อมกัน
งาน GCNT Expo 2026 เนื้อหาหลักเน้นประเด็นที่ประเทศไทยต้องเผชิญพร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคน โดยผู้ร่วมเสวนาจากหลายภาคส่วนเห็นตรงกันว่าไม่มีภาคส่วนใดสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้ได้เพียงลำพัง
ตลอด 3 วันของ GCNT Expo 2026 มีผู้เข้าร่วมกว่า 9,000 คน จาก 47 องค์กร วิทยากรกว่า 123 คน ใน 65 เวทีเสวนาและเวิร์กช็อป เสียงจากแต่ละภาคส่วนอาจมีจุดเน้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ คน สิ่งแวดล้อม พลังงาน ธุรกิจ เทคโนโลยี การศึกษา เยาวชน และผู้ประกอบการ แต่มีจุดร่วมเดียวกัน คือประเทศไทยไม่สามารถรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงด้วยวิธีคิดแบบเดิมเพียงลำพัง
ด้านทุนมนุษย์
เปิดงานด้วย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำเสนอวิสัยทัศน์ “Thailand Squared” ซึ่งมุ่งเปลี่ยนประเทศไทยจาก Survival Mode สู่ Transformation Mode ด้วยการสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของประเทศ
แนวคิดดังกล่าวครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านใน 5 ด้านสำคัญ ตั้งแต่การปรับภาคเกษตรสู่ เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์ (Robotics) การสร้าง ระบบพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) การพัฒนาบริการที่ยั่งยืน โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาวะ (Medical and Wellness Tourism) ไปจนถึงการขับเคลื่อน การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ (Nature Positive) และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ควบคู่กับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
อีกโจทย์สำคัญคือการสร้างระบบการศึกษาที่ไม่ได้มุ่งเพียงการถ่ายทอด “ความรู้ (Knowledge)” แต่ต้องสร้าง “กระบวนการเรียนรู้ (Process of Learning)” เพื่อให้คนสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาทักษะใหม่ได้ตลอดชีวิต ทั้งการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) จริยธรรม (Ethics) และทักษะมนุษย์ (Human Skills) โดยมีทักษะดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การเงิน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนการสร้าง ความมั่งคั่งร่วมกัน (Shared Prosperity)
ด้านพลังงาน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงประมาณ 90% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากต่างประเทศ รัฐบาลจึงมุ่งสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
แนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนจากบ่อน้ำมันใต้ดินในต่างประเทศ สู่บ่อน้ำมันบนดินด้วยการนำผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มาพัฒนาเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้กลับสู่เกษตรกร ขณะเดียวกันผลักดัน พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) เพื่อเปลี่ยนประชาชนจากผู้ใช้ไฟฟ้าสู่เจ้าของโรงไฟฟ้า
พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างระบบไฟฟ้าผ่าน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่า 60% สะท้อนเป้าหมายของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ต้องสร้างทั้ง ความมั่นคงความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง
ด้านธุรกิจ
นายศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) และรองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ชี้ว่า ท่ามกลางความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี และกติกาการค้าใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยน “Shock” ให้เป็นแรงผลักดันสู่การลงมือทำ โดยเฉพาะการทำให้เงินลงทุนสามารถสร้างทั้งผลตอบแทน ความยั่งยืน และความเท่าเทียมไปพร้อมกัน
เชื่อมโยงเวทีโลก
นางมิเกลล่า ฟิลแบรย์-สตอเรย์ ผู้แทนเลขาธิการสหประชาชาติประจำประเทศไทย ย้ำถึงความสำคัญของ คำมั่นและการลงมือทำของภาคธุรกิจ พร้อมชื่นชมบทบาทของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ในฐานะหนึ่งในเครือข่าย Global Compact ที่เข้มแข็งของโลก สะท้อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับมือกับการเปลี่ยนแปลง แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของพลังที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก
ขณะที่เวที 7 CEO และผู้บริหารระดับสูงจาก True, CPF, UOB, BJC, SCG, CP Axtra และ Thai bev สะท้อนภาพจากภาคธุรกิจว่า การเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนต้องเข้าไปอยู่ในแกนของธุรกิจ ตั้งแต่ การลงทุน นวัตกรรม เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการบริหารคน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตและสร้างผลกระทบเชิงบวกไปพร้อมกัน
สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การเปลี่ยนแปลงของกติกาและมาตรฐานสากลเป็นอีกโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะการเตรียมประเทศไทยเข้าสู่ OECD จะทำให้มาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างมี
ความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) มีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านการทุจริต และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลต่อ SMEs ในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานด้วย
ขณะเดียวกันมาตรฐาน OECD ยังเป็นโอกาสสร้าง สนามแข่งขันที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ลดความเสียเปรียบ ทางการค้า และกระตุ้นให้ SMEs พัฒนาศักยภาพและสร้างนวัตกรรม โดยภาครัฐและภาคส่วนต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้ประกอบการ เข้าใจและเข้าถึงมาตรฐานใหม่ เพื่อให้ธุรกิจไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำงานภายในองค์กร แต่คือการลดการทำงานแบบแยกส่วน (Silos) และสร้าง
ความร่วมมือ (Partnership) ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา นักวิจัย ชุมชน และผู้ประกอบการรายเล็ก เพื่อให้ SMEs เกษตรกร และแรงงาน สามารถเข้าถึงทักษะ เงินทุน เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ ได้อย่างทั่วถึง
งานนี้ยังได้รับเลือกเป็นกิจกรรมคู่ขนานของการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience”



