COP17 วันสุดท้าย ทบทวนครั้งแรก-โลกยังห่างเป้าปี 2030
COP17 เข้าสู่วันสุดท้าย ประธานการประชุมชี้โลกยังห่างเป้าหมายปี 2030 ขณะภาคธุรกิจขอให้ลงมือทำไม่ใช่แค่สัญญา
การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 (COP17) เข้าสู่วันสุดท้ายในวันที่ 30 ต.ค. ภายใต้หัวข้อ “ลงมือทำเพื่อธรรมชาติ” (Taking Action for Nature) โดยภารกิจหลักคือการทบทวนความคืบหน้าร่วมกันของโลกเป็นครั้งแรก ตามกรอบการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง-มอนทรีออล (KMGBF) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ประเทศต่าง ๆ ตั้งเป้าปกป้องธรรมชาติภายในปี 2030
เนื่องจากกรอบ KMGBF ได้รับการรับรองในปี 2022 มีเป้าหมายหยุดยั้งและฟื้นฟูการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030 และมีวิสัยทัศน์ให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืนภายในปี 2050 การประชุม COP17 ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ประเทศต่าง ๆ ร่วมประเมินว่า นับจากรับรองกรอบดังกล่าวว่าโลกคืบหน้าไปแค่ไหนแล้ว
Hambardzum Matevosyan ประธานการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 (COP17) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซินหัวว่า ประเทศภาคีส่วนใหญ่ส่งรายงานระดับชาติแล้ว และหลักฐานที่มีอยู่ชี้ว่าโลกยังห่างไกลจากเป้าหมายปี 2030
การทบทวนครั้งนี้จะช่วยให้เห็นว่าโลกใกล้เป้าหมายแค่ไหน และมีช่องว่างตรงไหนในการดำเนินงาน โดยประธานระบุว่าเป้าหมายคือการเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญาไปสู่การลงมือทำจริง ตามแนวทางที่เรียกว่า “เส้นทางเยเรวาน” (Yerevan Pathway)
ประธานการประชุมยังกล่าวถึงบทบาทของจีน ซึ่งเคยเป็นประธาน COP15 ที่ผลักดันให้เกิดกรอบ KMGBF และเป็นผู้ริเริ่มกองทุนความหลากหลายทางชีวภาพคุนหมิง (Kunming Biodiversity Fund) ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาเสริมความสามารถด้านการอนุรักษ์ กองทุนนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2567 นอกจากนี้ อาร์เมเนียและจีนยังร่วมมือกันด้านอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครอง
ด้านภาคธุรกิจ หอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce : ICC) รายงานว่าได้แถลงในนามภาคธุรกิจทั่วโลกในการประชุมระดับสูง ICC ระบุว่ามีเครือข่ายบริษัทกว่า 45 ล้านแห่งใน 170 ประเทศ และธุรกิจเริ่มมองว่าการสูญเสียธรรมชาติเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ แต่การขยายการดำเนินงานให้กว้างขวางต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจน แนวทางปฏิบัติที่เชื่อถือได้ และโครงการที่คุ้มค่าต่อการลงทุน
ICC เสนอให้ที่ประชุมดำเนินการ 3 เรื่อง ได้แก่ “แผนระดับชาติที่ชัดเจน” ให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น พร้อมแนวทางเรื่องการวัดผลกระทบต่อธรรมชาติ การเปิดเผยข้อมูล ห่วงโซ่อุปทานที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ และนวัตกรรม
“การระดมเงินทุน” โดยลดความเสี่ยงของการลงทุนด้านธรรมชาติ สร้างความน่าเชื่อถือให้ตลาด และแก้ไขอุปสรรคด้านกฎระเบียบ และ “กลไกแบ่งปันผลประโยชน์” จากการนำทรัพยากรธรรมชาติไปต่อยอดเป็นนวัตกรรม ซึ่งภาคธุรกิจระบุว่าพร้อมร่วมพัฒนากับประเทศภาคี
Matevosyan กล่าวว่า ประเทศภาคีมีความตั้งใจที่จะเดินหน้าเจรจาและได้ขอเวลาเพิ่ม ในช่วงสุดท้ายของการประชุม ฝ่ายประธานมุ่งจัดทำรายงานทบทวนที่เข้มแข็งและเป็นกลาง และความสำเร็จของ COP17 จะไม่จบลงในวันที่ 30 ต.ค. เพราะอาร์เมเนียจะดำรงตำแหน่งประธาน COP ต่ออีก 2 ปี ซึ่งจะยังมีบทบาทขับเคลื่อนผลการประชุมต่อหลังจากการประชุมที่เยเรวานสิ้นสุดลง