สร้างจุดเชื่อมธุรกิจ+สังคม SET Social Impact Day
หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้พัฒนา “SET Social Impact Platform” มาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเชื่อมโยง และต่อยอดระหว่างภาคธุรกิจ และภาคสังคม ให้สามารถประสานกำลังและเอื้อประโยชน์ระหว่างกัน โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ทั้งยังเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจ (impact biz) และภาคสังคม (impact creator)
ตลอด 3 ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาโครงการ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคสังคม และภาคตลาดทุน (online-to-offline) เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสังคม ทั้งการจัดกิจกรรม SET Social Impact Day เป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งมีผู้ร่วมงานที่มาจากภาคธุรกิจ ภาคสังคม ภาคการศึกษา ทำให้เกิดพันธมิตรในการทำงานกว่า 150 องค์กร เกิดคู่ค้าทางธุรกิจกว่า 20 ราย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,000 ล้านบาท
ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีการสร้างหลักสูตรพื้นฐาน และหลักสูตรที่เข้มข้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของธุรกิจเพื่อสังคม ทั้ง SE 101, 102 และ SET Social Impact Gym ที่ร่วมกับสมาคมบริษัท
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ทั้งยังขยายไปสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือระหว่าง SE ธุรกิจในภูมิภาค ตลอดจนสถานศึกษา
ที่สำคัญ ยังส่งเสริมให้ SE สามารถเข้าถึงช่องทางแหล่งระดมเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และจัดกิจกรรมส่งสริมการตลาดให้กับ SE ผ่าน SI Fair โดยร่วมกับ MBK ตลอดจนการส่งเสริมการขายออนไลน์ ควบคู่ไปกับการทำงานขยายเครือข่าย เพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคม และส่งเสริมนักธุรกิจเพื่อสังคมให้มีความเข้มแข็ง และขยายในวงกว้างต่อไป

โดยล่าสุด ตลท. ร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย, สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ, บริษัท ไลฟ์อีส กรุ๊ป จำกัด, โครงการพอแล้วดี รวมถึงองค์กรภาคธุรกิจและภาคสังคม
เตรียมจัดงาน “SET Social Impact Day 2019” ภายใต้แนวคิด “Partnership for Impact Cocreation : ออกแบบ ทางออก มหาชน” ขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2562 ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคธุรกิจ และภาคสังคม อย่างเป็นรูปธรรม ยั่งยืน
ภายในงานจะมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งการเสวนาเพื่อออกแบบโมเดล win-win และมีเนื้อหาครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา, สุขภาพ, สิ่งแวดล้อม, กลุ่มเปราะบาง รวมถึงการพัฒนาชุมชนและการเกษตร และจะมี 60 บูทผู้ประกอบธุรกิจเพื่อสังคม มานำเสนอนวัตกรรมและวิธีการทางธุรกิจในรูปแบบที่สร้างสรรค์ ทั้งยังจะมีสินค้าและบริการที่มีคุณค่าและความหมายมาให้ผู้ร่วมงานสนับสนุน
ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน หากปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้การผนวกแนวคิดด้านความยั่งยืน ในมิติที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เข้าเป็นองค์ประกอบหลักในการดำเนินธุรกิจ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
“ขณะเดียวกันทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันสร้างโมเดลที่เป็นนวัตกรรม โดยออกแบบความร่วมมือ ขยายมิติของพันธมิตร เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดเป็นรูปธรรม และเติบโตไปพร้อมกันได้ และด้วยวิสัยทัศน์ของ ตลท. ที่มุ่งพัฒนาตลาดทุนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องในทุกมิติของสังคม ภายใต้วิสัยทัศน์ To Make the Capital Market Work for Everyone”
“จึงทำให้การจัดงาน SET Social Impact Day 2019 ในปีนี้ เป็นการขยายผลจากทุกปีที่ผ่านมา จากเดิมที่สร้าง SET Social Impact Platform ให้ทำหน้าที่เป็น impactmultiplier เชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาคตลาดทุน ภาคธุรกิจ และภาคสังคม ให้เกิดพลังอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความสมดุลให้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”
ในปีนี้ยังมีการขยายบทบาทของแพลตฟอร์มให้มีกลไกเพิ่มพลังตัวคูณการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมใน 2 มิติ คือ
หนึ่ง การขยายพันธมิตร โดยใช้กลยุทธ์ 4 E ได้แก่ 1) entertainment การขยายพันธมิตรสู่ภาคศิลปิน ในฐานะผู้มีอิทธิพล และมีบทบาทต่อผู้บริโภค เพื่อผลักดันการบริโภคอย่างยั่งยืน 2) expert การขยายจำนวนพันธมิตรในตลาดทุน และผู้ทรงคุณวุฒิจิตอาสาที่ร่วมอุทิศความรู้ ความสามารถ เพื่อสร้างนักธุรกิจเพื่อสังคมรุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนธุรกิจยุคหน้าได้ 3) education ร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาขยายความรู้ และแรงบันดาลใจเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคม และ 4) exchange information การขยายความจริงเกี่ยวกับปัญหาสังคมร่วมกับ media platform สื่อมวลชนที่นำเสนอเรื่องความยั่งยืน
สอง มิติด้านการขยายพื้นที่ ได้แก่ การสร้างตัวคูณการทำงานร่วมกันในท้องถิ่น (local-to-local sustainable growth) เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยใช้พลังของภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และภาคสังคม ในจังหวัดต่าง ๆ
นพเก้า สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลท. กล่าวเสริมถึงแนวคิดออกแบบทางออกมหาชนว่า การจะแก้ไขปัญหาสังคมต้องมีสารตั้งต้น คือ การเชื่อมต่อโอกาสภาคธุรกิจ สังคม ประชาชน และร่วมกันออกแบบเพื่อนำมาซึ่งทางออกของปัญหาในรูปแบบของนวัตกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ ในปีนี้ได้ตัวแทนมหาชนที่เป็นกลุ่มศิลปินเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนในอีกทางหนึ่งด้วย
“สำหรับไฮไลต์ของงานทั้งสองวันอยู่ที่การสัมมนา ซึ่งมีเนื้อหา และวิทยากรที่ต่างจากที่อื่น ๆ เพราะมีการออกแบบหัวข้อสัมมนาให้มีความชัดเจน และเน้นการเสวนาอย่างมีส่วนร่วม โดยผู้ที่เข้าร่วมงานสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการเสวนา เพื่อร่วมกันออกแบบทางออกที่ win-win และสามารถนำไปต่อยอดได้อีกด้วย”
นภ พรชำนิ ซีอีโอ บริษัท ไลฟ์อีส กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในตัวแทนมหาชนที่เป็นกลุ่มศิลปิน กล่าวว่า นอกจากความเป็นศิลปินที่เป็นตัวขับเคลื่อนไอเดีย และแรงบันดาลใจสู่สาธารณชนแล้ว พวกเรายังต้องการทำอะไรเพื่อสังคม แม้ว่าจะมีฐานที่เป็นกลุ่มแฟนเพลง แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง
“ผมเหมือนเป็นตัวแทนร่วมคิด ร่วมออกแบบกับ ตลท. เพื่อทำให้คนรู้สึกว่าเราสามารถเริ่มต้นด้วยกันได้ เพื่อมาช่วยกันคิดหาทางออก ทั้งภาคตลาดทุน
ภาคธุรกิจ ภาคสังคม และภาคประชาชน โดยงานวันนั้นจะมีศิลปิน ดารา นักร้อง นักแต่งเพลง มาร่วมกันเสวนา นำเสนอไอเดีย เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อกันเป็น platform และสร้างผลกระทบเชิงบวกสู่สังคม นำความหวังไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคตต่อไป”
อันเป็นการเชื่อมต่อการทำงานระหว่างภาคธุรกิจ และภาคสังคม ที่ทำให้เกิดพลังเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน