Skip to content

เปิดประวัติ เวิร์คพอยท์ 35 ปี ผู้ผลิตเกมโชว์ สู่ผู้นำคอนเทนต์บันเทิงไทย

11 ก.ย. 2567 | 20:33น.
เปิดประวัติ เวิร์คพอยท์ 35 ปี ผู้ผลิตเกมโชว์ สู่ผู้นำคอนเทนต์บันเทิงไทย

เปิดประวัติ เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ บริษัทบันเทิง 35 ปี ที่เติบโตจากการเป็นผู้ผลิตเกมโชว์ สู่การเป็นช่องทีวี และเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์บันเทิงระดับแถวหน้าของไทย

หากพูดถึงบริษัทบันเทิงที่เป็นระดับแถวหน้า เป็นที่รู้จักของคนหลายยุคหลายสมัย และขึ้นชื่อเรื่องการผลิตเกมโชว์สนุก ๆ โดนใจคนไทย คงเป็นบริษัทอะไรไปไม่ได้ นอกจาก “เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์” บริษัทที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตเกมโชว์และรายการวาไรตี้ และค่อย ๆ เติบโตเป็นบริษัทบันเทิงครบวงจร ที่มีตั้งแต่การผลิตเนื้อหา สตูดิโอ สถานีโทรทัศน์ ค่ายเพลง และโรงละคร

และนับเป็นเวลา 35 ปี ตั้งแต่ก้าวแรกของการเติบโต จนถึงวันนี้ (11 ก.ย. 2567) ที่บริษัทบันเทิงแห่งนี้ฟันฝ่ามาแล้วหลายวิกฤต และยังคงเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจสื่อ

“ประชาชาติธุรกิจ” พาย้อนเวลาดูหมุดหมายการเติบโตของบริษัทแห่งนี้ ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา

Point ของการเริ่ม Work

จุดเริ่มต้นของบริษัทบันเทิงแห่งนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2532 ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 2 ล้านบาท โดยการนำทัพของ “ปัญญา นิรันดร์กุล” และ “ประภาส ชลศรานนท์” พร้อมกับผู้ร่วมก่อตั้งในขณะนั้นซึ่งล้วนเป็นคนบันเทิงและเป็นคนทำงานในวงการโทรทัศน์ หนึ่งในนั้น คือ สมพงษ์ วิศิษฐ์วาณิชย์ (ชื่อปัจจุบัน สมพงษ์ วรรณภิญโญ ผู้ก่อตั้ง “ทีวีธันเดอร์”) และมีสำนักงานเป็นทางการแห่งแรก ๆ ที่ซอยศูนย์วิจัย

หลังจากเริ่มต้นกิจการได้ไม่กี่เดือน ก็ได้เริ่มต้นรายการแรกของบริษัทฯ คือ “เวทีทอง” เริ่มออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2532 ทางช่อง 7 สี โดยเป็นรายการที่เปิดเวทีให้ได้แสดงความสามารถอะไรก็ได้ ก่อนที่ปีถัดมา (2533) จะปรับรูปแบบรายการเป็นเกมโชว์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวคำภาษาไทยและการชั่งสิ่งของ

ผ่านไปเพียงไม่ถึง 3 เดือนนับจากรายการแรกออกสู่สายตาคนไทย ก็ได้กำเนิดรายการที่สองขึ้น และเป็นรายการที่อายุการเติบโตใกล้ ๆ กับการเปิดบริษัทนี้ คือ “ชิงร้อยชิงล้าน” โดยวางคอนเซปต์รายการให้เป็นควิซโชว์ การแข่งขันกันของผู้เข้าแข่งขันที่เป็นคู่รัก คู่เพื่อน และการทายใจ พร้อมตำนานคู่ขวัญรายการทีวีเมืองไทย “ปัญญา-มยุรา” และการเกิดขึ้นของวลีเด็ดที่ว่า “ถ้าหากว่าคิดไม่ออก บอกชิงร้อยชิงล้าน” ซึ่งมาจากการแข่งขันของรอบชิงดำ ที่มีกติกาว่า หากคิดคำตอบไม่ได้ ให้บอกว่า “ชิงร้อยชิงล้าน”

ทั้งนี้ รายการเวทีทอง และชิงร้อยชิงล้าน สามารถคว้ารางวัลโทรทัศน์ “เมขลา” ได้ตั้งแต่ปีแรกที่ออกอากาศ โดยรายการ “เวทีทอง” ได้รับรางวัลประเภทรายการส่งเสริมความสามารถดีเด่น และรายการ “ชิงร้อยชิงล้าน” ได้รับรางวัลประเภทรายการแข่งขันชิงรางวัลดีเด่น

Work จน Point เติบโต

หลังจาก 2 รายการดังกล่าวออกสู่สายตาคนไทย ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดี พร้อมกับการขยับขยายผลิตรายการใหม่ ๆ ต่อเนื่อง เช่น คู่ทรหด ละครแห่งชีวิต กามเทพผิดคิว รายการเกมโชว์นัดบอด ชมรมขนหัวลุก รายการผีที่ได้รับการตอบรับถึงความหลอน ความสยองจากงานโปรดักชั่นที่ชวนขนลุก หรือระเบิดเถิดเทิง ซิทคอมผสมเกมโชว์ ที่มีทั้งความฮาจากเรื่องราวในซอยเถิดเทิง และความเลอะจากเกมถอดสลักระเบิด

ขณะที่รายการเดิมอย่าง ชิงร้อยชิงล้าน ได้ปรับโฉมรายการจากเรื่องราวคำถามและการทายใจ มาสู่การเปิดความลับดารา เรื่องราวของดารา ในชื่อ “ชิงร้อยชิงล้าน Top Secret-ชิงร้อยชิงล้าน ครั้งหนึ่งในชีวิต” จนถึง “ชิงร้อยชิงล้าน Super Game” กับการขยายเวลาครั้งแรกเป็น 2 ชั่วโมงเต็ม พร้อมเรื่องราวดารา ความสามารถต่าง ๆ และเกมเปิดป้ายแจกเงินรางวัลในทุกเบรก

หรือแม้กระทั่ง เวทีทอง ที่มีการปรับรูปแบบเกมการแข่งขันให้สนุกขึ้น อย่างภาพปริศนา พร้อมกับการมาของคู่หูพิธีกร “กิ๊ก-หม่ำ” ที่อยู่คู่กับรายการมานานนับ 10 ปี

ขณะที่การดำเนินงาน ก็ขยับขยายตามไปด้วย จากการเพิ่มรายการใหม่ ๆ จนทำให้ในปี 2537 เวิร์คพอยท์ ย้ายสำนักงานมาอยู่ที่ย่านสะพานใหม่ พหลโยธิน กทม. พร้อมทั้งที่อยู่การส่งชิงโชคที่หลายคนคุ้นเคยมานาน อย่าง “ตู้ ปณ. 2 สะพานใหม่ กรุงเทพฯ 10221”

เติบโตสู่ระดับเอเชีย

วิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” เมื่อปี 2540 เป็นช่วงที่หลาย ๆ บริษัท รวมถึงเวิร์คพอยท์ ต้องหาทางปรับตัว เปลี่ยนแปลง เพื่อให้อยู่รอดกับสถานการณ์เศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ในปี 2541 เป็นปีที่เปลี่ยนแปลงใหญ่ของรายการเรือธง เวิร์คพอยท์ อย่างเวทีทอง และชิงร้อยชิงล้าน ที่ย้ายออกจากช่อง 7 หลังอยู่ใต้ชายคาวิกหมอชิตมากว่า 7 ปี พร้อมการปรับโฉมรายการใหม่ โดยเฉพาะชิงร้อยชิงล้าน ที่เปลี่ยนนามสกุลจาก Super Game สู่การแต่งตัวใหม่และนามสกุลใหม่ว่า “ชิงร้อยชิงล้าน ชะชะช่า” ปรับเปลี่ยนสู่วาไรตี้เกมโชว์ เรื่องราวความสามารถและเรื่องน่าสนใจจากผู้ร่วมรายการ

พร้อมกับการเปิดตัว “แก๊งสามช่า” กลุ่มศิลปินตลกกับปรากฎการณ์ใหม่ในการนำตลกมาประจำในรายการเกมโชว์ และพัฒนาจนกลายมาเป็นละครสามช่าและการท้าแข่งจากผู้กล้าในสาขาอาชีพต่าง ๆ จากทั่วไทย ซึ่งเป็นภาพจำใหม่ของรายการชิงร้อยชิงล้าน

ในช่วงเวลาเดียวกัน เวิร์คพอยท์ ยังเพิ่มรายการใหม่ ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเกมโชว์ใหม่ 2 รายการ คือ เกมจารชน แอคชั่นเกมโชว์ที่ทั้งลุ้นระทึก ตื่นเต้น และกติกาที่คนตกรอบได้เละแบบจริงจัง และเกมแก้จน เกมโชว์รับยุค “ต้มยำกุ้ง” ที่หยิบเรื่องราวธุรกิจมาเป็นคำถาม พร้อมกับการแนะนำอาชีพเสริม หรือของใช้แบบไทย ๆ ให้ผู้ชมได้รู้จัก

และเกมจารชน ถือเป็นเกมโชว์แรกของประเทศไทย ที่ได้ประกาศศักดาในระดับเอเชีย ในฐานะเกมโชว์สัญชาติไทย รายการแรก ที่คว้ารางวัล BEST GAME OR QUIZ PROGRAMME จากเวทีเอเชี่ยน เทเลวิชั่น อวอร์ด (Asian Television Award) ถึง 2 ปีซ้อน คือ ปี 1999 และปี 2000

จากนั้น ยังมีอีกหลายรายการที่เกิดขึ้น ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี และออกอากาศครอบคลุมฟรีทีวีชั้นนำ เช่น แฟนตาซีมีหาง เกมโชว์ความรู้เกี่ยวกับสัตว์น่ารัก สัตว์แปลก แฟนพันธุ์แท้ เกมโชว์ที่วัดความรู้จริงในสิ่งที่รัก ชื่นชอบ เกมทศกัณฐ์ เกมโชว์ที่วัดความรู้รอบตัวและความจำผ่านใบหน้าบุคคลสำคัญ คุณพระช่วย รายการวาไรตี้นำเสนอศิลปะ วัฒนธรรม และเรื่องราวความเป็นไทย

กล่องดำ เกมโชว์ที่รวมสิ่งของน่าสนใจทั่วโลกมาเป็นคำถาม พร้อมกับเงินรางวัลที่ผู้เข้าแข่งขันเลือกได้เอง ชิงช้าสวรรค์ รายการปกิณกะที่ใช้ “งานวัด” เป็นธีมของรายการและการประกวดวงดนตรีลูกทุ่งระดับมัธยมศึกษา หรือ โคกคูนตระกูลไข่ ซิตคอมอารมณ์ดีกับเรื่องราวความป่วนของบริษัทขายไข่ปิ้ง

และในปี 2546 ยังก้าวสู่ธุรกิจด้านสิ่งพิมพ์ โดยเปิดบริษัท “เวิร์คพอยท์ พับลิชชิ่ง” และเปิดตัวนิตยสาร “แก้จน” ซึ่งต่อยอดจากความนิยมของรายการ เกมแก้จน จากนั้นยังมีนิตยสาร “สารกระตุ้น” นิตยสารที่นำเสนอเรื่องราวที่กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เป็นแรงจูงใจให้ผู้อ่านกล้าคิดกล้าทำในสิ่งที่อยากนำเสนอที่เป็นประโยชน์

และตามมาด้วยพ็อคเก็ตบุ๊ค และหนังสืออื่น ๆ ตามมา จากเรื่องราวของแก๊งสามช่า หรือเรื่องราวจากการเขียนของ ประภาส ชลศรานนท์

ก้าวสำคัญ สู่การเป็น “บริษัทมหาชน”

ปี 2547 เวิร์คพอยท์ เริ่มต้นก้าวใหญ่ครั้งสำคัญ ด้วยการจดทะเบียนบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ แปรสภาพจากบริษัทเอกชน สู่บริษัทมหาชน โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 200 ล้านบาท และเปิดขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่นักลงทุน รวมถึงผู้บริหาร พนักงานในบริษัท รวม 40 ล้านหุ้น ก่อนเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2547

โดยการระดมทุนจากการขายหุ้นครั้งนี้ มีมูลค่าถึง 580 ล้านบาท และมีวัตถุประสงค์ใหญ่ในการระดมทุนครั้งนี้ เพื่อลงทุนสร้างสตูดิโอและสำนักงานแห่งใหม่ ที่ ต.บางพูน อ.เมือง จ.ปทุมธานี ซึ่งปัจจุบันคือเวิร์คพอยท์ สตูดิโอ ที่ทำการปัจจุบันของเวิร์คพอยท์ ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ประมาณ 300 ล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม 2549 และย้ายที่ทำการอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนตุลาคม 2549

ในเอกสาร Filing เมื่อปี 2547 ระบุเหตุผลของการสร้างสำนักงานและสตูดิโอแห่งใหม่ไว้ว่า บริษัทฯมีโครงการสร้างสตูดิโอและสํานักงานแห่งใหม่เพื่อสนับสนุนการดําเนินธุรกิจและรองรับการขยายกิจการของบริษัทฯ บนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ งบประมาณการก่อสร้างและตกแต่งภายในประมาณ 300 ล้านบาท โดยคาดว่าจะใช้ระยะเวลาการก่อสร้างจนเสร็จสมบูรณ์ประมาณ 2 ปีและจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2549

ซึ่งโครงการดังกล่าวจะทําให้บริษัทฯสามารถรวบรวมทุกขั้นตอนการผลิตรายการโทรทัศน์ไว้ได้ในสถานที่เดียว ทําให้การดําเนินงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถผลิตผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้นและได้ปริมาณรายการโทรทัศน์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวจะทําให้บริษัทฯเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่ครบวงจรและมีศักยภาพในการแข่งขันสูงยิ่งขึ้น

อาคารเวิร์คพอยท์สตูดิโอ (ภาพจาก Facebook Workpoint Entertainment)

นอกจากการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แล้ว เวิร์คพอยท์ ยังก้าวสู่การผลิตภาพยนตร์ครั้งแรก ด้วยการร่วมทุนกับ สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล ผลิตภาพยนตร์ “โหน่ง-เท่ง นักเลงภูเขาทอง” นำแสดงโดยตลกคู่หู เท่ง เถิดเทิง และโหน่ง ชะชะช่า

เริ่มต้นการทำช่องทีวี

จากความสำเร็จในการสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา นำพาสู่ก้าวใหม่ของเวิร์คพอยท์ โดยเมื่อปลายปี 2554 เริ่มต้นการทำช่องดาวเทียม “เวิร์คพอยท์ทีวี” เช่นเดียวกับบริษัทบันเทิงอื่น ๆ ที่มีการทำช่องทีวีดาวเทียม ตามการเฟื่องฟูของตลาดทีวีดาวเทียม ก่อนจะออกอากาศอย่างเป็นทางการในปี 2555

โดยมีทั้งการนำรายการในอดีต รายการตอนเก่า ๆ มาออกอากาศให้ได้รับชมอีกครั้ง พร้อมทั้งรายการใหม่จากผู้ผลิตเจ้าต่าง ๆ

กระทั่งปี 2556 เวิร์คพอยท์ โดยบริษัทย่อย “ไทย บรอดคาสติ้ง” เข้าร่วมการประมูลใบอนุญาตโทรทัศน์ระบบดิจิทัล และเป็นผู้ชนะการประมูลใบอนุญาตฯ ประเภทบริการทางธุรกิจ หมวดหมู่ทั่วไป ความคมชัด SD ด้วยมูลค่า 2,355 ล้านบาท และเริ่มออกอากาศทางทีวีดิจิทัลตั้งแต่ 1 เมษายน 2557 ในชื่อ “Workpoint Creative TV” ก่อนจะมีการเปลี่ยนชื่อเป็น “ช่องเวิร์คพอยท์” จนถึงปัจจุบัน

ใช้ความสร้างสรรค์ ดันช่องติด Top 5

หลังจากเวิร์คพอยท์ ก้าวขึ้นมาเป็นสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลเต็มตัวแล้ว ก็ได้นำรายการที่เช่าเวลาในช่องต่าง ๆ มารวมไว้ที่ช่องของตัวเอง พร้อมทั้งปั้นรายการใหม่ ๆ ออกสู่สายตาผู้ชม โดยตั้งแต่เริ่มต้นช่องทีวีดิจิทัล มีรายการที่ประสบความสำเร็จและสร้างปรากฎการณ์ใหม่มากมาย ทั้งที่เวิร์คพอยท์ผลิตเองและซื้อรูปแบบรายการมาผลิตเพื่อออกอากาศ เช่น ปริศนาฟ้าแลบ I Can See Your Voice The Mask Singer ไมค์ทองคำ ร้องข้ามกำแพง The Rapper 10 Fight 10 T-Pop Stage Show เป็นต้น

ขณะทีการออกแบบผังรายการของช่อง อาศัยการนำรายการวาไรตี้ ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของบริษัท มาสู้ช่องอื่น ๆ ในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จและทำให้ช่องเวิร์คพอยท์ สามารถทะยานขึ้นมาอยู่ในอันดับเรตติ้ง Top 5 ได้อย่างยาวนาน

นอกจากนี้ เวิร์คพอยท์ ยังมีธุรกิจการจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ โดยบริษัทพัฒนาต่อยอดโดยการจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ (Licensing) ให้แก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2556 โดยมีการจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการแล้วกว่า 52 รายการ ให้แก่ 30 ประเทศ เช่น ประเทศ บราซิล เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา เป็นต้น

ทั้งนี้ การจำหน่ายลิขสิทธิ์รายการของเวิร์คพอยท์ มีทั้งในรูปแบบรายการ Format และรายการ Finished Program

ภาพจาก รายงานประจำปี 2566 บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์

รวมถึงมีการนำรายการต่าง ๆ ออกอากาศผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้ง Facebook และ YouTube ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี มีผู้ชมทางออนไลน์ติดตามต่อเนื่อง โดยปัจจุบันช่องทาง Facebook มีผู้ติดตามมากถึง 24 ล้านคน และ YouTube WorkpointOfficial มีผู้ติดตามมากถึง 41.5 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ก.ย. 2567)

นอกจากนี้ เวิร์คพอยท์ ยังมีช่อง YouTube Workpoint Classic ซึ่งเป็นการนำรายการเก่า ๆ ในอดีต อัพโหลดให้ได้ชม ทั้งเกมโชว์ ซิตคอม และรายการวาไรตี้เก่า ๆ

ร่วมทุน ลุยธุรกิจใหม่

นอกจากธุรกิจรายการและช่องโทรทัศน์ ที่มีประสบการณ์มานานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว ยังมีการลุยธุรกิจใหม่ ๆ มากขึ้น โดยปัจจุบันมีการดำเนินการใน 4 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจรายการโทรทัศน์ ธุรกิจรับจ้างจัดงาน ธุรกิจคอนเสิร์ตและละครเวที และธุรกิจอื่น ๆ คือ การให้บริการพื้นที่โรงละคร (โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ) ธุรกิจบริหารศิลปิน (เวิร์คพอยท์, ยุ้งข้าวเรคคอร์ด, เพลงเอก, XOXO ENTERTAINMENT, ศิลปินภายใต้สังกัด SKYBOX) และธุรกิจภาพยนตร์

ข้อมูลอ้างอิง รายงานประจำปี 2566 บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์ ระบุว่า ปัจจุบัน มีบริษัทย่อย ดังนี้

ธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์

  • บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด (ช่องเวิร์คพอยท์ 23)
  • บริษัท โต๊ะกลมโทรทัศน์ จำกัด
  • บริษัท จังก้า พลัส สตูดิโอ จำกัด
  • บริษัท แบ กบาล จำกัด (สำนักข่าวทูเดย์)

ธุรกิจจัดการแสดง

  • บริษัท กรุงเทพ เอ็กซิบิชั่น จำกัด (BEX)
  • บริษัท สยามพิฆเนศ จำกัด
  • บริษัท แซ๊ป ออนเซลล์ จำกัด

ธุรกิจอื่น ๆ

  • บจก.เวิร์คพอยท์ พิคเจอร์ส (ลงทุนภาพยนตร์)
  • บจก.กราว (บริการบันทึกเสียงและเครื่องดนตรี)
  • บจก.นาโนนีเซีย (ขายสินค้า)
  • บจก.ทีป๊อป อินคอร์ปอเรชั่น (บริหารศิลปินและออนไลน์แพลตฟอร์ม)
  • บจก.สกายบ๊อกซ์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์
  • บจก.โวป (ร่วมทุนกับ เซปเป้ ผลิตอาหาร-เครื่องดื่ม)
  • บจก.ฟินาเล่ แอคติ้ง สตูดิโอ

นอกจากบริษัทเหล่านี้แล้ว ยังมีการร่วมทุนกับ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ โดย เอ็ม สตูดิโอ เปิดบริษัท “คาร์แมนไลน์สตูดิโอ” ในการผลิตภาพยนตร์ โดยมีผลงานที่ฉายแล้ว คือภาพยนตร์เรื่อง “อนงค์ (My Boo)” และร่วมทุนกับ “เบิ้ล ปทุมราช” เปิดบริษัทใหม่ “ดับเบิ้ล พอยท์ 98” เพื่อผลิตรายการโทรทัศน์

รวมถึงข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงธุรกิจคอนเทนต์ออนไลน์ อย่างการเข้าถือหุ้นใน “โคตรคูล” ของ โอ๊ต-ปราโมทย์ จำนวน 49% มูลค่า 216 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพรายการออนไลน์-เพิ่มความหลากหลายธุรกิจ

ขณะที่ศิลปินในสังกัด นอกจาก แก๊งสามช่า ที่เป็นสัญลักษณ์คู่เวิร์คพอยท์อย่างยาวนาน ยังมีศิลปินอื่น ๆ ที่เป็นที่รู้จักอย่างดี เช่น ไรอัล-ซัน-ฟอร์ม, 4EVE (โฟร์อีฟ), ATLAS (แอทลาส), JustmineNika (จัสมิน-ณิก้า) รวมถึงคาแรกเตอร์ตัวละครที่รู้จักอย่างมาก อย่าง ครูเพ็ญศรี (หกฉากครับจารย์) ที่ถูกต่อยอดเป็นลูกอมครูเพ็ญศรี และตัวการ์ตูน ยุ้งและบ๊อกซ์ สัญลักษณ์ประจำเวิร์คพอยท์ ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจทีวีดาวเทียม

ส่องรายได้ 5 ปีล่าสุด

ขณะที่ผลประกอบการ 5 ปีล่าสุด ตั้งแต่ปี 2563-ครึ่งแรกของปี 2567 อ้างอิงจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นดังนี้

ปี 2563

  • รายได้รวม 2,336.71 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 159.11 ล้านบาท

ปี 2564

  • รายได้รวม 2,312.49 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 324.21 ล้านบาท

ปี 2565

  • รายได้รวม 2,510.37 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 171.41 ล้านบาท

ปี 2566

  • รายได้รวม 2,495.42 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 13.48 ล้านบาท

6 เดือนแรกของปี 2567

  • รายได้รวม 1,143.39 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 58.52 ล้านบาท

ดูข้อมูลเพิ่มเติม ที่นี่

ขณะที่ข้อมูลรายงานประจำปี 2566 ระบุโครงสร้างรายได้ไว้ว่า รายได้หลักยังมาจากธุรกิจรายการโทรทัศน์ ทั้งปี 2565 และปี 2566 แต่ความน่าสนใจอยู่ที่รายได้จากการจัดคอนเสิร์ตและละครเวที มีสัดส่วนอยู่ที่ 12% เพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีสัดส่วนรายได้เพียง 5.8% เท่านั้น

ภาพจาก รายงานประจำปี 2566 บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์

ข้อมูลจาก บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนต์, สำนักงาน กลต., ส่องสื่อ, Facebook Fanpage GSG – มุกตลกแบบเกมโชว์