SNNP ยอดขาย Q1 หด 12% ส่ง ‘เบนโตะ x สไปเดอร์แมน’ ปลุกกำลังซื้อครึ่งปีหลัง
SNNP ยอมรับยอดขายไตรมาสแรกปี 2569 ลดลง 12% ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แม้ตลาดขนมขบเคี้ยวยังเติบโตเฉลี่ย 3-5% ต่อปี เดินหน้าปรับเกมครึ่งปีหลัง เปิดแคมเปญ “Bento x SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY” รีเฟรชแบรนด์ เจาะผู้บริโภค Gen Z ตั้งเป้ายอดขายช่วงแคมเปญเพิ่ม 20% พร้อมตรึงราคาสินค้า 5 บาท และเร่งขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 30% ภายใน 4-5 ปี
นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจในประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอให้การใช้จ่ายกลับมาเติบโตอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทในไตรมาสแรกปี 2569 ลดลงประมาณ 12%

ขณะเดียวกัน บริษัทยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจและการวางแผนตลาด ส่งผลให้ต้องเลื่อนการเปิดตัวแคมเปญการตลาดจากเดิมในไตรมาส 2 มาเป็นไตรมาส 3
อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าตลาดขนมขบเคี้ยวยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 3-5% ต่อปี จึงเดินหน้าทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ผ่านกลยุทธ์ Collaboration Marketing จับมือโซนี่ พิคเจอร์ส เปิดตัวแคมเปญ “Bento x SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY” เพื่อรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ ขยายฐานผู้บริโภค และกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง
ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าให้แคมเปญดังกล่าวช่วยผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีแคมเปญ พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชั่นซี (Gen Z) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของบริษัท
รีเฟรชเบนโตะ เจาะผู้บริโภค Gen Z
นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า การร่วมมือกับภาพยนตร์ SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY ในครั้งนี้ มีเป้าหมายยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์เบนโตะให้ทันสมัยและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ผ่านการเชื่อมจุดแข็งของแบรนด์กับทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ระดับโลก
“SPIDER-MAN เป็น Global Icon ที่เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และสอดคล้องกับตัวตนของเบนโตะ ภายใต้แนวคิด ‘โตมาด้วยกัน’ ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น จนถึงวัยทำงาน”
ผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคของบริษัทพบว่า ผู้บริโภค Gen Z ยังมีภาพจำของเบนโตะจากการสื่อสารทางการตลาดในอดีต บริษัทจึงต้องการรีเฟรชภาพลักษณ์แบรนด์ เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ควบคู่กับการกระตุ้นให้ผู้บริโภคเดิมกลับมาซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น
ดันยอดขายช่วงแคมเปญโต 20%
ภายใต้แคมเปญ บริษัทเปิดตัวบรรจุภัณฑ์ลิมิเต็ดเอดิชั่นจำนวน 13 SKU ครอบคลุมทั้งเบนโตะหมึกอบ เบนโตะหมึกบด และเบนโตะ แม็กซ์ หมึกอบกรอบ โดยนำคาแรกเตอร์ SPIDER-MAN มาปรากฏบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างความโดดเด่นบนชั้นวางสินค้าและเพิ่มการจดจำแบรนด์ พร้อมทำการตลาดแบบ 360 องศา ผ่านสื่อออฟไลน์ สื่อ ณ จุดขาย และสื่อออนไลน์
นอกจากนี้ บริษัทยังจัดกิจกรรม Lucky Draw Promotion ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-20 สิงหาคม 2569 โดยผู้บริโภคที่ซื้อผลิตภัณฑ์เบนโตะครบทุก 100 บาท จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลผ่านการอัปโหลดใบเสร็จแบบไม่จำกัดจำนวนสิทธิ์ รางวัลประกอบด้วยเครื่องเล่น PlayStation 5 รุ่น Ultra HD Blu-ray พร้อมเกม MARVEL’S SPIDER-MAN 2 จำนวน 20 รางวัล และของพรีเมียม Bento x SPIDER-MAN กว่า 4,000 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 2.3 ล้านบาท


นายวิโรจน์กล่าวว่า หลังเริ่มวางจำหน่ายสินค้า บริษัทได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในระดับที่น่าพอใจ และยังคงตั้งเป้าให้แคมเปญดังกล่าวช่วยผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีแคมเปญ
ด้านช่องทางจำหน่าย บริษัทนำสินค้าเข้าวางจำหน่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ โมเดิร์นเทรด และค้าส่งทั่วประเทศ ควบคู่กับการสื่อสารการตลาดและสื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย เพื่อเชื่อมการรับรู้จากช่องทางออนไลน์สู่การตัดสินใจซื้อหน้าร้าน
ปัจจุบันเบนโตะมีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในตลาดขนมปลาหมึกอบ โดยยอดขายผ่านช่องทางคอนวีเนียนสโตร์และโมเดิร์นเทรดคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 75% ของยอดขายทั้งหมด
นายวิโรจน์กล่าวว่า บริษัทเลือกใช้คาแรกเตอร์ SPIDER-MAN กับสินค้าเพียงบางเอสเคยู เพื่อบริหารสินค้าคงคลัง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ของแคมเปญอยู่ที่กว่า 2 ล้านบาท และกำหนดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไว้ไม่เกิน 3% ของงบแคมเปญ
ตรึงราคา 5 บาท รับกำลังซื้อชะลอ
นายวิโรจน์ระบุว่า แม้ต้นทุนการดำเนินธุรกิจจะเพิ่มขึ้นจากราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่บริษัทยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นราคาสินค้าขนาด 5 บาท เนื่องจากมองว่าเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคยังเข้าถึงได้ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
“สินค้าราคา 5 บาทยังมีความสำคัญต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่ผู้ปกครองอาจต้องลดค่าใช้จ่ายหรือค่าขนมของบุตรหลาน บริษัทจึงยังไม่มีนโยบายปรับราคาสินค้ากลุ่มนี้ แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นก็ตาม”
แม้กำลังซื้อจะยังชะลอตัว แต่บริษัทเชื่อว่าตลาดขนมขบเคี้ยวยังเติบโตเฉลี่ย 3-5% ต่อปี ดังนั้น การสร้างการรับรู้แบรนด์และทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z
มอง “ไทยช่วยไทย” หนุนเศรษฐกิจทางอ้อม
สำหรับมาตรการ “ไทยช่วยไทย” ของภาครัฐ นายวิโรจน์กล่าวว่า บริษัทมองว่ามาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในภาพรวม แต่ไม่น่าจะส่งผลต่อยอดขายของบริษัทโดยตรง หากปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นยังไม่ฟื้นตัวไปพร้อมกัน
“มาตรการไทยช่วยไทยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากปัจจัยอื่นยังไม่ฟื้นตัว ผลต่อการใช้จ่ายก็อาจยังไม่ชัดเจน”
ทั้งนี้ บริษัทจะติดตามผลของมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่น่าจะนำเงินไปใช้จ่ายกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ผงซักฟอก สบู่ และของใช้ในครัวเรือน มากกว่าสินค้าในกลุ่มขนม ทำให้ผลบวกต่อธุรกิจของบริษัทน่าจะเกิดขึ้นในลักษณะทางอ้อม
ตั้งเป้ารายได้ต่างประเทศแตะ 30% ใน 4-5 ปี
นายวิโรจน์กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทจำหน่ายสินค้าแล้วกว่า 40 ประเทศ โดยตลาดในประเทศยังเป็นฐานรายได้หลัก คิดเป็นสัดส่วน 75% ขณะที่รายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ 25% และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 30% ภายใน 4-5 ปี ผ่านการขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง
ตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญ ได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และเกาหลี โดยเฉพาะ เวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศที่สร้างยอดขายสูงที่สุดของบริษัท ขณะที่บริษัทอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบกระจายสินค้าเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
สำหรับความร่วมมือกับ “โซนี่ พิคเจอร์ส” นายวิโรจน์กล่าวว่า บริษัทยังมองเห็นโอกาสต่อยอดกลยุทธ์ Collaboration Marketing ในรูปแบบอื่น ๆ แต่จะพิจารณาความเหมาะสมระหว่างคาแรกเตอร์กับสินค้าในแต่ละครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์และกลุ่มเป้าหมาย