ศาลปกครองชั้นต้นยกฟ้องคดีห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องเชคสเปียร์ต้องตาย

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องเชคสเปียร์ต้องตาย เนื่องจากเห็นว่าการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 3 ที่ไม่อนุญาตให้นำภาพยนตร์ดังกล่าวออกเผยแพร่ในราชอาณาจักรเป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย (คดีหมายเลขดำที่ 1321/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 1419/2560 คดีพิพาทระหว่าง นายมานิต ศรีวานิชภูมิ ที่ 1 และนางสาวสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ที่ 2 (ผู้ฟ้องคดี) กับ คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ที่ 1 คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 3 ที่ 2 และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ที่ 3 (ผู้ถูกฟ้องคดี))

วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษา
ในคดีหมายเลขดำที่ ๑๓๒๑/๒๕๕๕ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๔๑๙/๒๕๖๐ คดีพิพาทระหว่าง นายมานิต
ศรีวานิชภูมิ ที่ ๑ และนางสาวสมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ ที่ ๒ (ผู้ฟ้องคดี) กับ คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ที่ ๑ คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ ๓ ที่ ๒ และ
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ที่ ๓ (ผู้ถูกฟ้องคดี) เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง (คดีการห้ามฉายภาพยนตร์ เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตาย)

คดีนี้มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามบันทึกการตรวจพิจารณาภาพยนตร์ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๕ ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำภาพยนตร์เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตาย ออกเผยแพร่ในราชอาณาจักร และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ตามมติ
ที่ประชุมครั้งที่ ๓/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ที่มีมติยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ หากเป็นการกระทำละเมิด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองหรือไม่ เพียงใด

ภาพจาก www.shakespearemustdie.com

ศาลปกครองพิเคราะห์เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้นำภาพยนตร์เรื่อง
เชคสเปียร์ต้องตาย ออกเผยแพร่ในราชอาณาจักร เนื่องจากมีเนื้อหาสาระบางส่วนอาจก่อให้เกิดการ
แตกความสามัคคีของคนในชาติ ในการตรวจพิจารณาภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงจำเป็นต้องพิจารณาเนื้อหาสาระสำคัญของภาพยนตร์โดยตลอดเรื่องอย่างเชื่อมโยงร้อยเรียงเป็นเนื้อเดียวกันว่า มีเนื้อหา
เข้าลักษณะก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติหรือไม่ แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจะกล่าวว่า ประเทศในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นประเทศสมมุติก็ตาม แต่โดยที่มีเนื้อหาหลายฉากหลายตอน สื่อให้เห็นได้ว่าเป็นสภาพสังคมไทย และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มิใช่ประเทศสมมุติตามที่ผู้ฟ้องคดี
ทั้งสองกล่าวอ้าง สำหรับฉากที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นว่า คล้ายกับเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่
๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ อันเป็นฉากที่พิพาทนั้น เป็นฉากที่มีกลุ่มผู้ชายใส่เสื้อสีดำ โพกผ้าสีแดงที่ศีรษะจำนวนหนึ่ง ถือท่อนไม้วิ่งเข้าไปในโรงละครแล้วทำร้ายคนดูละคร คณะนักแสดง จับผู้กำกับละครแขวนคอ โดยมีชายสวมแว่นดำถือเก้าอี้เหล็กพับทุบตีที่ร่างกายของผู้กำกับละคร ที่ถูกแขวนคอ โดยมีกลุ่มผู้ชายโพกผ้าสีแดงที่ศีรษะส่งเสียงสนับสนุนการกระทำนั้น เป็นการนำเหตุการณ์ร่วมสมัยมาไว้เป็นส่วนหนึ่งของ

ภาพจาก www.shakespearemustdie.com

ภาพยนตร์ที่ย่อมสร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นแก่ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต หรือผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดความรู้สึกเคียดแค้นชิงชัง อันอาจเป็นชนวนให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคน
ในชาติได้ เมื่อในการเข้าร่วมประชุมกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทภาพยนตร์ในฉากดังกล่าวแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองยืนยันที่จะไม่ทำการแก้ไขทั้งที่สามารถดำเนินการได้ โดยมิได้ส่งผลกระทบต่อเนื้อหาสำคัญของเรื่อง รวมถึง
แนวคิดเกี่ยวกับด้านมืดและด้านสว่างของมนุษย์ บาปบุญคุณโทษ ผลกรรม และการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมภายในจิตใจคน ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองประสงค์จะนำเสนอให้ผู้ชมภาพยนตร์ได้รับรู้ และเมื่อพิจารณาหนังสืออุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ฉบับลงวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๕ ที่รับว่า ได้มีการถกเถียงกันอย่างมากถึงฉาก ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และฉากที่มีการใช้สีแดง แสดงให้เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบและเข้าใจแล้วว่า บทภาพยนตร์ในส่วนใดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ประสงค์ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองแก้ไขหรือตัดทอน ประกอบกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นรากฐานความดีงามของสังคมไทยที่รัฐธรรมนูญมุ่งหมายธำรงรักษา จึงบัญญัติให้เป็นเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ฝ่ายนิติบัญญัติสามารถยกขึ้นใช้เป็นเหตุผลในการออกกฎหมายมาจำกัดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้

แม้ว่าในการผลิตหรือสร้างภาพยนตร์จะถือเป็นการประกอบอาชีพอย่างหนึ่งที่รัฐธรรมนูญรับรองให้ผู้ประกอบอาชีพมีสิทธิและเสรีภาพในการผลิตหรือสร้างภาพยนตร์ก็ตาม แต่สิทธิและเสรีภาพดังกล่าวยังต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งข้อจำกัดบางประการตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑ คือ ภาพยนตร์ที่ผลิตขึ้นมาจะต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ และเกียรติภูมิของประเทศไทย ดังนั้น กรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำภาพยนตร์เรื่อง เชคสเปียร์ต้องตาย ออกเผยแพร่ ด้วยเหตุผลว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการแตกความสามัคคีระหว่างคนในชาติ ซึ่งเป็นกรณีที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงยังฟังไม่ได้ว่า เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตามมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองนำภาพยนตร์ดังกล่าวออกเผยแพร่ในราชอาณาจักร จึงเป็นการใช้ดุลพินิจ
ที่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง