อิรักแล้งจัด ผุดเมืองใต้บาดาลอายุ 3,400 ปี ทีมวิจัยเร่งศึกษาก่อนน้ำขึ้น

Image credit: Universities of Freiburg and Tubingen KAO

น้ำลด-เมืองผุด หลังอิรักเผชิญสภาพอากาศแล้งจัด น้ำเหือดแห้งจนทำให้เห็นเมืองใต้บาดาล อายุสามพันปี นักโบราณคดีตื่นเต้นและต้องเร่งรีบศึกษาก่อนที่น้ำจะขึ้น

วันที่ 22 มิถุนายน 2565 ซีเอ็นเอ็น รายงานข่าวฮือฮาในแวดวงโบราณคดีและวิทยาศาสตร์ เมื่อเมืองโบราณ 3,400 ปี ทางเหนือของอิรักปรากฎให้เห็น หลังจากระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำแห้งขอดเพราะแล้งจัด

นักโบราณคดีชาวเคิร์ดและชาวเยอรมันร่วมกันขุดค้นอ่างเก็บน้ำโมซุล ริมแม่น้ำไทกริส ในพื้นที่ปกครองของชาวเคิร์ด ทางตอนเหนือของอิรักเมื่อเดือน ม.ค. และ ก.พ. ตามโครงการความร่วมมือกับคณะกรรมการโบราณคดีและมรดกในเมืองดะฮูก (Duhok) ของอิรักเพื่ออนุรักษ์แหล่งวัฒนธรรมเพื่อคนรุ่นหลัง

Image credit: Universities of Freiburg and Tubingen KAO

แหล่งโบราณคดี เคมูเน (Kemune) เชื่อว่าเคยเป็นเมืองซาคีกู (Zakhiku) เมืองสำคัญในยุคสำริด ของอาณาจักรมิตตานี ที่อยู่ช่วง 1550-1350 ปี ก่อนคริสตกาล

ไอวานา พูลจิซ อาจารย์โบราณคดีและอัสซีเรียศึกษา มหาวิทยาลัยไฟร์บวร์กของเยอรมนี กล่าวว่าอาณาจักรครอบคลุมพื้นที่จากทะเลเมดิเตอเรเนียนไปจนถึงตอนเหนือของอิรัก
Image credit: Universities of Freiburg and Tubingen KAO

ศึกษาแข่งกับเวลา

เมืองซาคีกูจมอยู่ใต้บาดาล ตั้งแต่รัฐบาลอิรักสร้างเขื่อนโมซุลในทศวรรษที่ 1980 และแทบจะไม่มีใครเห็นอีกเลย แต่เมื่อพูลจิซได้ยินว่าเมืองปรากฎขึ้นมาอีกครั้ง คณะสำรวจจึงรีบขุดค้นเพราะไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ระดับน้ำจะสูงขึ้นมาอีก ดังนั้นต้องทำงานแข่งกับเวลาไม่ว่าอากาศหนาว ฝนตก พายุพัด ลูกเห็บตกหรือแดดร้อน

ปัจจุบัน เมืองโบราณจมใต้น้ำอีกครั้ง แต่นักวิจัยจัดทำบัญชีรายชื่อเอาไว้ได้มากแล้ว



พระราชวังได้รับการบันทึกในเอกสารเมื่อครั้งที่เมืองโผล่พ้นน้ำมาให้เห็นในช่วงสั้นๆ ปี 2018 (พ.ศ.2561) และการขุดค้นระยะหลังพบโครงสร้างเพิ่มเติมอีกหลายรายการ รวมทั้ง ป้อมปราการที่มีหอคอยและกำแพง รวมทั้ง อาคารเก็บของสูงหลายชั้น

โบราณวัตถุที่พบในพื้นที่ Image credit: Universities of Freiburg and Tubingen KAO

โครงสร้างส่วนใหญ่ทำจากก้อนโคลนตากแห้งซึ่งมักรักษาสภาพในใต้น้ำไม่ได้และเมืองซาคีกู เกิดแผ่นดินไหวเมื่อประมาณ 1350 ปีก่อนคริสตกาลทำให้กำแพงบางส่วนพังทลายและล้มลงมาทับอาคารต่างๆ

อดีตที่รุ่งโรจน์และล่มสลาย

พูลจิซกล่าวว่าไม่ค่อยมีคนรู้จักชาวเมืองโบราณมิตตานีเพราะนักวิจัยไม่ได้ระบุเหมืองหลวงของอาณาจักรหรือค้นพบหอจดหมายเหตุ แต่สิ่งที่เพิ่งค้นพบระหว่างการขุดค้นครั้งล่าสุดช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น

นักโบราณคดีพบโถเซรามิก 5 ใบบรรจุแผ่นดินเหนียวอักษรรูปลิ่ม 100 แผ่น ทำขึ้นหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหว เชื่อว่าน่าจะอยู่ในยุคอัสซีเรียตอนกลาง ย้อนกลับไป 1350-1100 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการล่มสลายของเมืองและการรุ่งโรจน์ในยุคที่ชาวอัสซีเรียปกครอง

Image credit: Universities of Freiburg and Tubingen KAO

ปีเตอร์ เฟลเซอร์ ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดี มหาวิทยาลัยทือบิงเงินและหนึ่งในคณะขุดค้น กล่าวว่าคล้ายปาฏิหาริย์ที่แผ่นอักษรรูปลิ่มเหล่านี้ทำจากดินเหนียวที่ไม่ได้เผาไฟและผ่านากลเวลามาได้หลายสิบปีใต้น้ำ

แม้แผ่นอักษรรูปลิ่มยังไม่ได้ถอดความ แต่พูลจิซสันนิษฐานว่าอาจเป็นหนังสือส่วนตัวและอยากทราบว่าตำราแหล่านี้จะเปิดเผยชะตากรรมของเมืองและชาวเมืองหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อย่างไร

Image credit: Universities of Freiburg and Tubingen KAO

ขณะนี้ โบราณวัตถุที่ขุดได้ รวมทั้ง แผ่นอักษรรูปลิ่ม เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติดูฮุก สิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดที่ขุดได้ รวมทั้งแผ่นจารึก ทีมวิจัยจะนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติดะฮูก ก่อนที่เมืองจะหายไปใต้น้ำอีกครั้ง

คณะนักวิจัยคลุมซากเมืองด้วยผ้าพลาสติกรัดแน่นและวางก้อนหินและกรวดทับไว้อีกทีซึ่งพูลจิซหวังว่าจะช่วยปกป้องไม่ให้แหล่งโบราณคดีต้องถูกกัดกร่อนและจะหายไปตลอดกาล


………..

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ