MOU ทรัมป์ – อาเซียน อีกหนึ่งข้อที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ข้อตกลงด้านการค้า บริการ และการลงทุนดิจิทัลที่อาจนำไปสู่การปิดประตูการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งอาเซียน และ “สกัด” การเก็บ “ภาษีบริการดิจิทัล” ในอนาคต จาก “แพลตฟอร์มอเมริกัน”
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เนื้อหาส่วนหนึ่งที่ทางการสหรัฐได้ประกาศกรอบความตกตลงร่วมกันใน “Framework for an Agreement on Reciprocal Trade” ระหว่างไทย-สหรัฐ มีเนื้อหาที่สำคัญในด้านการกำกับดูแล “บริการดิจิทัล” อย่างยิ่ง คือ “การงดเว้นการเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลหรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติต่อบริการดิจิทัลหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐ” เป็นหนึ่งในข้อตกลงเรื่อง การขจัดอุปสรรคสําหรับการค้า บริการ และการลงทุนดิจิทัล
หากมีการดำเนินการตามข้อตกลงนี้อย่างเข้มงวด จะนำไปสู่การ “ปิดประตู” กลไกการเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัล หรือ DST ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่าหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร หรือ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กำลังดำเนินการศึกษาออกแบบวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถเรียกเก็บรายได้จากบริการดิจิทัลได้ (อ่านเพิ่มเติมใน “ดีอี สั่งหาแนวทางบี้ภาษีแพลตฟอร์ม โต้มาตรการภาษีทรัมป์”)
การเก็บภาษีบริการดิจิทัลสำคัญอย่างไร
DST หรือ Digital Service Tax ไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีเงินได้ หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะในแง่ของการเรียกเก็บจาก “แพลตฟอร์มดิจิทัล”
เดิมทีกลไกที่หลายประเทศใช้ คือการเปิดทางให้บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มยอดนิยมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Google Netflix ฯลฯ เข้ามาจดทะเบียนอย่างถูกต้องในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้สามารถเรียกเก็บภาษีแบบ VAT หรือภาษีสินค้าและบริการ (GST) สำหรับประเทศไทยเราเรียกว่า E-Service Tax ซึ่งการเก็บแบบนี้ ภาระบางส่วนจะตกที่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ ซึ่งไม่ใช่การพุ่งเป้าที่รายได้ของบิ๊กแพลตฟอร์ม
ในขณะที่ Digital Service Tax เป็นการคิดวิธีการเก็บภาษีเพื่อความ “ยุติธรรม” แบบใหม่ ด้วย “มูลค่า” ของกิจการนั้น “เกิดข้ามพรมแดน” ไม่ใช่เกิดตามแหล่งที่สำนักงานของบิ๊กแพลตฟอร์มนั้น ๆ ตั้งอยู่ในประเทศ
ทำไมจึงสำคัญ ด้วยกิจกรรมออนไลน์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศอาเซียนในปี 2020 มีสัดส่วนกว่า 40% ของโลก แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลกว่า 40% กระจุกตัวอยู่ที่ “อเมริกาเหนือ” หรือพูดให้เข้าใจง่ายคืออยู่ที่สำนักงานใหญ่ของบิ๊กแพลตฟอร์มในสหรัฐอเมริกา (อ่านเพิ่มใน คริสติน่า อานาเช, Digital Taxation around the World | Tax Foundation)
คนอาเซียนใช้งาน ถูกเก็บข้อมูล และแพลตฟอร์มนำข้อมูลไปสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อ “ยิง Ads” เข้ามายังอาเซียน และคนไทย-อาเซียน “ซื้อ-ขาย” บนแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ “รายได้หรือมูลค่า” ถูกบันทึกที่อเมริกาเหนือ
เราจึงเก็บ “ภาษี” จากบิ๊กแพลตฟอร์มได้น้อยกว่าความเป็นจริง
“อริญชัย เกตุแก้วมณีรัตน์” นิติกรจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ยกกรณีตัวอย่างเช่น นาย A เป็นคนไทย ใช้ Social Media ของเจ้าหนึ่ง ระบบของแพลตฟอร์มนั้นจะเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่นาย A ค้นหา กดถูกใจ กดแชร์ หรือกดติดตาม และนำข้อมูลดังกล่าวมาประมวลผลเพื่อหาความชื่นชอบหรือความสนใจเฉพาะตัวของนาย A โดยข้อมูลเหล่านี้ต่อมาจะถูกบริษัทนำไปใช้ประโยชน์ ในการกำหนดโฆษณาให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า
ดังนั้นการขายโฆษณาของบริษัทส่วนหนึ่งเกิดจากข้อมูลที่บริษัทเก็บรวบรวมได้จากผู้ใช้บริการ หรืออีกนัยหนึ่งคือ “มูลค่าของกิจการ” เกิดขึ้น ณ ประเทศไทย ที่นาย A อาศัยอยู่ และการโฆษณาดังกล่าวก็เป็นการโฆษณาไปยังนาย A โดยตรง
ทว่า ตามระเบียบทางภาษีระหว่างประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน รายได้จากการขายโฆษณาทั้งหมดจะถูกเก็บภาษี ณ ประเทศที่มีการขายโฆษณา ซึ่งมักจะเป็นประเทศที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทนั้นตั้งอยู่
สหราชอาณาจักรได้ริเริ่มใช้ภาษีประเภทนี้ โดยมีลักษณะสำคัญคือ
1.Digital Services Tax ไม่ใช่ภาษีที่เรียกเก็บจากธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ และไม่ใช่ภาษีทั่วไปสำหรับธุรกิจที่ให้บริการทางดิจิทัล แต่เป็นภาษีอย่างแคบที่เรียกเก็บจากธุรกิจที่สร้างรายได้จากการใช้ข้อมูลของผู้ใช้บริการ
2.มีขอบเขตบังคับใช้สำหรับกิจกรรมทางธุรกิจบางประเภท อันได้แก่ Social Media Platform, Search Engine และ Online-Marketplace โดยจะมีการเรียกเก็บภาษีเฉพาะรายได้ที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้บริการในสหราชอาณาจักรเท่านั้น
Digital Services Tax ในเบื้องต้นจะเรียกเก็บ 2% จากรายได้ในข้อ 2 เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ดังกล่าวทั่วโลกมากกว่า 500 ล้านปอนด์ และสร้างรายได้ จากผู้ใช้บริการในสหราชอาณาจักรมากกว่า 25 ล้านปอนด์ (โดย 25 ล้านปอนด์แรกจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี)
แน่นอนว่าทางการสหรัฐไม่ยอมอ่อนข้อและมองว่า กฎหมาย DST เป็นภัยคุมคามต่อสหรัฐ ซึ่งนำมาสู่การขึ้นภาษี “ต่างตอบโต้” ในปีนี้
และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ระบุว่า การดำเนินการเหล่านี้ชั่วร้ายเป็น “การเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจของสหรัฐ” ซึ่งมีการออกมาตรการตอบโต้ภายใต้กฎหมาย One big beautiful bill ซึ่งจะระบุว่าหากประเทศใดออกกฎหมายภาษีที่กระทบบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะโต้กลับด้วยมาตรการภาษีเช่นกัน
เก็บภาษีเพิ่มไม่ได้ – เปิดทางให้บิ๊กเทคถึงแพลตฟอร์มมะกันผงาด
นอกจากนี้ในข้อตกลงที่ “ทรัมป์” ได้เซ็นร่วมกับรัฐบาล 4 ชาติอาเซียน รวมถึงไทย ซึ่งมีเนื้อหาคล้าย ๆ กันในมิติ “ขจัดอุปสรรคสําหรับการค้า บริการ และการลงทุนดิจิทัล” ระบุว่า
สหรัฐ และไทยจะสรุปคํามั่นสัญญาในการจัดการกับอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการค้า บริการ และการลงทุนทางดิจิทัล รวมถึง
(1) งดเว้นการเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลหรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติต่อบริการดิจิทัลหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐ (ซึ่งในส่วนนี้ได้อธิบายไปแล้วว่าเป็นการสกัดกั้นไม่ให้คิดเรื่องภาษี DST)
(2) สร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นในการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนเพื่อการดําเนินธุรกิจ
(3) สนับสนุนการพักชําระภาษีศุลกากรถาวรสําหรับการส่งสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ WTO
(4) งดเว้นจากการกําหนดโควตาหน้าจอสําหรับภาพยนตร์
(5) ยกเลิกข้อกําหนดในการประมวลผลภายในประเทศสําหรับธุรกรรมการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ค้าปลีกในประเทศทั้งหมดสําหรับบัตรเดบิตที่ออกในประเทศไทย
(6) การผ่อนคลายข้อจํากัดการถือครองของชาวต่างชาติสําหรับการลงทุนของสหรัฐ ในภาคโทรคมนาคมของประเทศไทย
ข้อตกลงที่เหลือ จะเห็นได้ว่าเป็นการสร้างข้อตกลงเปิด “เสรี” ให้เทคโนโลยีสหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลในหลายประเทศกำลังดำเนินการสร้างกรอบ “กำกับดูแล” ร่วมกัน ซึ่งการมีข้อตกลงเช่นนี้ก็เป็นทั้งข้อดีข้อเสีย เช่นใน (2) เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปิดถ่ายโอนข้อมูลเสรีด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งเดิมหลายประเทศมีความกังวลเกี่ยวกับการส่งออกและประมวลผลข้อมูล จึงมีการสร้างกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บและประมวลผลข้อมูลในท้องถิ่น ที่เคยทำให้บิ๊กเทคต้องมาลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้บริการ
หรือใน (6) อาจเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงว่าต้องการให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการอนุญาตให้สหรัฐถือครองสิทธิโครงข่ายดาวเทียมสื่อสารที่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญเหล่านี้
การเปิดเสรีเหล่านี้เป็นทางสองแพร่งว่าการกำกับดูแลอาจยากขึ้น แต่ก็อาจทำให้บิ๊กเทค – แพลตฟอร์มอเมริกันได้รับโอกาสที่จะช่วงส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคนี้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ซึ่งในรายละเอียดข้อตกลงเหล่านี้ล้วนมีนัยที่อาจพลิกโฉมหน้าธุรกิจบริการเทคโนโลยี และการกำกับดูแลบิ๊กแพลตฟอร์มของทั้งไทยและอาเซียน เป็นแน่ เพียงแต่ต้องจับตาดูต่อไปว่าทางไทยจะขยับอย่างไร