เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ทรัมป์ เตะตัดขา ‘ภาษีดิจิทัล’ เปิดทางบิ๊กแพลตฟอร์มมะกันผงาดไทย-อาเซียน 

28 ต.ค. 2568 | 14:42น.

MOU ทรัมป์ – อาเซียน อีกหนึ่งข้อที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ข้อตกลงด้านการค้า บริการ และการลงทุนดิจิทัลที่อาจนำไปสู่การปิดประตูการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งอาเซียน และ “สกัด” การเก็บ “ภาษีบริการดิจิทัล” ในอนาคต จาก “แพลตฟอร์มอเมริกัน”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เนื้อหาส่วนหนึ่งที่ทางการสหรัฐได้ประกาศกรอบความตกตลงร่วมกันใน “Framework for an Agreement on Reciprocal Trade” ระหว่างไทย-สหรัฐ มีเนื้อหาที่สำคัญในด้านการกำกับดูแล “บริการดิจิทัล” อย่างยิ่ง คือ “การงดเว้นการเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลหรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติต่อบริการดิจิทัลหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐ” เป็นหนึ่งในข้อตกลงเรื่อง การขจัดอุปสรรคสําหรับการค้า บริการ และการลงทุนดิจิทัล

หากมีการดำเนินการตามข้อตกลงนี้อย่างเข้มงวด จะนำไปสู่การ “ปิดประตู” กลไกการเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัล หรือ DST ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่าหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร หรือ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กำลังดำเนินการศึกษาออกแบบวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถเรียกเก็บรายได้จากบริการดิจิทัลได้ (อ่านเพิ่มเติมใน “ดีอี สั่งหาแนวทางบี้ภาษีแพลตฟอร์ม โต้มาตรการภาษีทรัมป์”)

การเก็บภาษีบริการดิจิทัลสำคัญอย่างไร 

DST หรือ Digital Service Tax ไม่ใช่การเรียกเก็บภาษีเงินได้ หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT ที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะในแง่ของการเรียกเก็บจาก “แพลตฟอร์มดิจิทัล” 

เดิมทีกลไกที่หลายประเทศใช้ คือการเปิดทางให้บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มยอดนิยมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Google Netflix ฯลฯ เข้ามาจดทะเบียนอย่างถูกต้องในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้สามารถเรียกเก็บภาษีแบบ VAT หรือภาษีสินค้าและบริการ (GST) สำหรับประเทศไทยเราเรียกว่า E-Service Tax ซึ่งการเก็บแบบนี้ ภาระบางส่วนจะตกที่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ ซึ่งไม่ใช่การพุ่งเป้าที่รายได้ของบิ๊กแพลตฟอร์ม 

ในขณะที่ Digital Service Tax เป็นการคิดวิธีการเก็บภาษีเพื่อความ “ยุติธรรม” แบบใหม่ ด้วย “มูลค่า” ของกิจการนั้น “เกิดข้ามพรมแดน” ไม่ใช่เกิดตามแหล่งที่สำนักงานของบิ๊กแพลตฟอร์มนั้น ๆ ตั้งอยู่ในประเทศ 

ทำไมจึงสำคัญ ด้วยกิจกรรมออนไลน์บนแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศอาเซียนในปี 2020 มีสัดส่วนกว่า 40% ของโลก แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลกว่า 40% กระจุกตัวอยู่ที่ “อเมริกาเหนือ” หรือพูดให้เข้าใจง่ายคืออยู่ที่สำนักงานใหญ่ของบิ๊กแพลตฟอร์มในสหรัฐอเมริกา (อ่านเพิ่มใน คริสติน่า อานาเช, Digital Taxation around the World | Tax Foundation)

คนอาเซียนใช้งาน ถูกเก็บข้อมูล และแพลตฟอร์มนำข้อมูลไปสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อ “ยิง Ads” เข้ามายังอาเซียน และคนไทย-อาเซียน “ซื้อ-ขาย” บนแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ “รายได้หรือมูลค่า” ถูกบันทึกที่อเมริกาเหนือ 

เราจึงเก็บ “ภาษี” จากบิ๊กแพลตฟอร์มได้น้อยกว่าความเป็นจริง 

“อริญชัย เกตุแก้วมณีรัตน์” นิติกรจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ยกกรณีตัวอย่างเช่น นาย A เป็นคนไทย ใช้ Social Media ของเจ้าหนึ่ง ระบบของแพลตฟอร์มนั้นจะเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่นาย A ค้นหา กดถูกใจ กดแชร์ หรือกดติดตาม และนำข้อมูลดังกล่าวมาประมวลผลเพื่อหาความชื่นชอบหรือความสนใจเฉพาะตัวของนาย A โดยข้อมูลเหล่านี้ต่อมาจะถูกบริษัทนำไปใช้ประโยชน์ ในการกำหนดโฆษณาให้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายของลูกค้า

ดังนั้นการขายโฆษณาของบริษัทส่วนหนึ่งเกิดจากข้อมูลที่บริษัทเก็บรวบรวมได้จากผู้ใช้บริการ หรืออีกนัยหนึ่งคือ “มูลค่าของกิจการ” เกิดขึ้น ณ ประเทศไทย ที่นาย A อาศัยอยู่ และการโฆษณาดังกล่าวก็เป็นการโฆษณาไปยังนาย A โดยตรง

ทว่า ตามระเบียบทางภาษีระหว่างประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน รายได้จากการขายโฆษณาทั้งหมดจะถูกเก็บภาษี ณ ประเทศที่มีการขายโฆษณา ซึ่งมักจะเป็นประเทศที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทนั้นตั้งอยู่ 

สหราชอาณาจักรได้ริเริ่มใช้ภาษีประเภทนี้ โดยมีลักษณะสำคัญคือ

1.Digital Services Tax ไม่ใช่ภาษีที่เรียกเก็บจากธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ และไม่ใช่ภาษีทั่วไปสำหรับธุรกิจที่ให้บริการทางดิจิทัล แต่เป็นภาษีอย่างแคบที่เรียกเก็บจากธุรกิจที่สร้างรายได้จากการใช้ข้อมูลของผู้ใช้บริการ 

2.มีขอบเขตบังคับใช้สำหรับกิจกรรมทางธุรกิจบางประเภท อันได้แก่ Social Media Platform, Search Engine และ Online-Marketplace โดยจะมีการเรียกเก็บภาษีเฉพาะรายได้ที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้บริการในสหราชอาณาจักรเท่านั้น

Digital Services Tax ในเบื้องต้นจะเรียกเก็บ 2% จากรายได้ในข้อ 2 เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ดังกล่าวทั่วโลกมากกว่า 500 ล้านปอนด์ และสร้างรายได้ จากผู้ใช้บริการในสหราชอาณาจักรมากกว่า 25 ล้านปอนด์ (โดย 25 ล้านปอนด์แรกจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี)

แน่นอนว่าทางการสหรัฐไม่ยอมอ่อนข้อและมองว่า กฎหมาย DST เป็นภัยคุมคามต่อสหรัฐ ซึ่งนำมาสู่การขึ้นภาษี “ต่างตอบโต้” ในปีนี้ 

และ “โดนัลด์ ทรัมป์” ระบุว่า การดำเนินการเหล่านี้ชั่วร้ายเป็น “การเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจของสหรัฐ” ซึ่งมีการออกมาตรการตอบโต้ภายใต้กฎหมาย One big beautiful bill ซึ่งจะระบุว่าหากประเทศใดออกกฎหมายภาษีที่กระทบบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ จะโต้กลับด้วยมาตรการภาษีเช่นกัน 

เก็บภาษีเพิ่มไม่ได้ – เปิดทางให้บิ๊กเทคถึงแพลตฟอร์มมะกันผงาด 

นอกจากนี้ในข้อตกลงที่ “ทรัมป์” ได้เซ็นร่วมกับรัฐบาล 4 ชาติอาเซียน รวมถึงไทย ซึ่งมีเนื้อหาคล้าย ๆ กันในมิติ “ขจัดอุปสรรคสําหรับการค้า บริการ และการลงทุนดิจิทัล” ระบุว่า

สหรัฐ และไทยจะสรุปคํามั่นสัญญาในการจัดการกับอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการค้า บริการ และการลงทุนทางดิจิทัล รวมถึง 

(1) งดเว้นการเรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลหรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติต่อบริการดิจิทัลหรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัลของสหรัฐ (ซึ่งในส่วนนี้ได้อธิบายไปแล้วว่าเป็นการสกัดกั้นไม่ให้คิดเรื่องภาษี DST) 

(2) สร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นในการถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนเพื่อการดําเนินธุรกิจ 

(3) สนับสนุนการพักชําระภาษีศุลกากรถาวรสําหรับการส่งสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ WTO

(4) งดเว้นจากการกําหนดโควตาหน้าจอสําหรับภาพยนตร์ 

(5) ยกเลิกข้อกําหนดในการประมวลผลภายในประเทศสําหรับธุรกรรมการชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ค้าปลีกในประเทศทั้งหมดสําหรับบัตรเดบิตที่ออกในประเทศไทย 

(6) การผ่อนคลายข้อจํากัดการถือครองของชาวต่างชาติสําหรับการลงทุนของสหรัฐ ในภาคโทรคมนาคมของประเทศไทย

ข้อตกลงที่เหลือ จะเห็นได้ว่าเป็นการสร้างข้อตกลงเปิด “เสรี” ให้เทคโนโลยีสหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลในหลายประเทศกำลังดำเนินการสร้างกรอบ “กำกับดูแล” ร่วมกัน ซึ่งการมีข้อตกลงเช่นนี้ก็เป็นทั้งข้อดีข้อเสีย เช่นใน (2) เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปิดถ่ายโอนข้อมูลเสรีด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวเตอร์ ซึ่งเดิมหลายประเทศมีความกังวลเกี่ยวกับการส่งออกและประมวลผลข้อมูล จึงมีการสร้างกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเก็บและประมวลผลข้อมูลในท้องถิ่น ที่เคยทำให้บิ๊กเทคต้องมาลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้บริการ 

หรือใน (6) อาจเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงว่าต้องการให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการอนุญาตให้สหรัฐถือครองสิทธิโครงข่ายดาวเทียมสื่อสารที่กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญเหล่านี้ 

การเปิดเสรีเหล่านี้เป็นทางสองแพร่งว่าการกำกับดูแลอาจยากขึ้น แต่ก็อาจทำให้บิ๊กเทค – แพลตฟอร์มอเมริกันได้รับโอกาสที่จะช่วงส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคนี้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

ซึ่งในรายละเอียดข้อตกลงเหล่านี้ล้วนมีนัยที่อาจพลิกโฉมหน้าธุรกิจบริการเทคโนโลยี และการกำกับดูแลบิ๊กแพลตฟอร์มของทั้งไทยและอาเซียน เป็นแน่ เพียงแต่ต้องจับตาดูต่อไปว่าทางไทยจะขยับอย่างไร