Skip to content

คุยกับซีอีโอ LINE MAN Wongnai ทำไม ‘ยูนิคอร์น’ ตัวใหม่เกิดยาก ?

07 ก.พ. 2569 | 13:40น.
คุยกับซีอีโอ LINE MAN Wongnai ทำไม ‘ยูนิคอร์น’ ตัวใหม่เกิดยาก ?
สัมภาษณ์พิเศษ

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เศรษฐกิจดิจิทัลของ “ไทย” เติบโตไม่น้อยหน้าใคร

จากรายงาน e-Conomy SEA 2025 โดย Google, Temasek และ Bain & Company ล่าสุดระบุว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยปี 2025 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.8 ล้านล้านบาท) โตจากปีก่อนหน้า 16% และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาค เป็นรองแค่อินโดนีเซียที่มีประชากรกว่า 200 ล้านคน

ถึงอย่างนั้นก็น่าคิดว่า “ตัวเลข” ที่เกิดจากแพลตฟอร์ม “สัญชาติไทย” มีไม่มากนัก ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันที่ยังคงขับเคี่ยวรุนแรงยังจะเหลือพื้นที่ให้แพลตฟอร์มไทยเข้าไปชิงส่วนแบ่งได้มากน้อยสักแค่ไหน

“ประชาชาติธุรกิจ” พูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai สตาร์ตอัพไทยรุ่นแรก ๆ ที่ปัจจุบันเติบโตจนห่างไกลคำว่า “สตาร์ตอัพ” ไปมาก ๆ หลากหลายแง่มุมตั้งแต่ความท้าทายในการปลุกปั้นแพลตฟอร์มไทย ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจแพลตฟอร์มอยู่รอด ไปจนถึงสิ่งใหม่ ๆ ที่จะได้เห็นจากไลน์แมน-วงใน ปี 2026 นี้ด้วย

“ยูนิคอร์น” ตัวใหม่เกิดยาก

“ยอด” ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โอกาสในการสร้าง “ยูนิคอร์น” (สตาร์ตอัพที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 3 หมื่นล้านบาท) ตัวใหม่ของไทยเกิดยากขึ้นทุกที เพราะ “เทคโนโลยี” เปลี่ยนเร็วมาก เมื่อ 20 ปีก่อนเป็นยุคของอินเทอร์เน็ตและ Consumer Technology ถ้าเขียนโค้ดเป็นก็แข่งขันได้ หรือทำสิ่งที่คนยังไม่เคยทำมาเสิร์ฟตลาด เช่น วงใน (Wongnai) แพลตฟอร์มรวมลิสต์ร้านอาหาร และบิทคับ (Bitkub) แพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น

“สตาร์ตอัพยุค 2000-2020 แข่งกับธุรกิจยุคเก่า เอาชนะด้วยความเร็ว บริษัทเก่า ๆ ปรับตัวไม่ทันก็ล้มหายตายจากไป เช่น Netflix กับ Blockbuster หรือ Google Maps กับสมุดปกเหลือง แต่ปัจจุบันการแข่งขันเปลี่ยนไปแล้ว ต้องแข่งกับบริษัทเทคใหญ่ ๆ ที่มีทรัพยากรพร้อม สมมุติว่าจะทำระบบจองบัตรคอนเสิร์ตก็มีคนทำอยู่แล้ว ยิ่งเทคโนโลยีเข้าสู่ยุค AI ความสามารถในการแข่งขันในฐานะ Local Player ยิ่งน้อยลงไปอีก”

ประกอบกับสถานการณ์ของตลาดทุนไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ดีเลย ทำให้นักลงทุนดึงเงินไปลงทุนในตลาดอื่นส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาดของหลายบริษัทต่ำกว่าเพอร์ฟอร์แมนซ์ ส่วนสตาร์ตอัพไม่มีเงินทุนมาสเกลให้โตต่อ เพราะรัฐบาลยังกำหนดยุทธศาสตร์การเป็น “ผู้สร้าง” หรือต่อยอด AI เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ไม่ชัดเจน ทั้งดำเนินนโยบายแบบ “Deal Taker” เน้นเจรจาเพื่อรับผลประโยชน์เป็นหลัก ไม่ค่อยเห็นภาพการรวมตัวกับประเทศรอบ ๆ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองแบบที่สหภาพยุโรป (EU) ทำเท่าไร

“แม้รวม ๆ สภาพแวดล้อมจะไม่ค่อยดี แต่ก็ยังมีเซ็กเตอร์ที่ไปต่อได้ เช่น ฟินเทค เพราะมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดจากแบงก์ชาติ และเป็นตลาดที่มีความโลคอลสูง ทำให้ผู้เล่นต่างชาติเข้ามาได้ยาก หรือในฝั่งซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร ยังมีช่องว่างให้เข้าไปชิงส่วนแบ่ง แต่ตลาด B2B บ้านเราไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น ถ้าหวังให้เป็นยูนิคอร์นก็ยากมาก”

กว่าจะเกิดต้อง “เบิร์น” หนัก

“ยอด” บอกด้วยว่า สายป่านของสตาร์ตอัพคือ “เงินทุน” โดยเฉพาะธุรกิจแพลตฟอร์มที่ต้องสร้างฐานผู้ใช้เป็นจำนวนมากในช่วงแรกต่อให้มีคอร์ปอเรต หรือบริษัทใหญ่ ๆ คอยสนับสนุน ถ้าไม่ยอมใส่เงินเข้ามา “เบิร์น” เพื่อจูงใจคนให้ลองใช้ ก็ไม่มีทางสเกลธุรกิจต่อได้

“ผมยอมรับแบบไม่อายเลยว่า กว่าจะทำกำไรในปี 2025 ได้เป็นปีแรก เราเบิร์นเงินไปกว่าหมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปี 2020 ยอมเห็นตัวเลขขาดทุนทุกปี เพื่อสร้างฐานผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม ถ้าไม่ทำแบบนี้ไม่มีทางเป็นผู้นำตลาดได้เลย”

“ยอด” อธิบายเทียบเคียงกรณี “NocNoc” แพลตฟอร์มจำหน่ายของแต่งบ้านออนไลน์ในเครือ SCG ที่ประกาศปิดตัวไปเมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซใหญ่กว่าตลาดฟู้ดดีลิเวอรี่มาก มูลค่าน่าจะอยู่ราว ๆ 1 ล้านล้านบาท ขณะที่ฟู้ดดีลิเวอรี่อยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ต่างกันประมาณ 6-7 เท่า

“ถ้าไลน์แมนต้องเบิร์นเงินกว่าหมื่นล้านบาทเพื่อสร้างความเป็นผู้นำในตลาด เขาต้องใช้มากกว่า 6-7 เท่า หรือประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท เพื่อสู้ในตลาดอีคอมเมิร์ซที่คู่แข่งสเกลได้มากกว่า และมีฐานผู้ใช้ประจำอยู่แล้ว ถ้ามีทุนแค่ 2,000 ล้านบาท ยังไงก็ไม่พอ ยิ่งธุรกิจสเกลไม่ได้ ยิ่งกลายเป็น Forever Burning เผาเงินไปเรื่อย ๆ แต่ทำกำไรไม่ได้เลย”

3 สิ่งที่ทำให้อยู่รอด

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจแพลตฟอร์มยืนระยะได้ “ยอด” มองว่ามี 3 สิ่ง ได้แก่ 1.ต้องมีทีมที่ดี หลายบริษัทปลูกฝัง “Global Mindset” ให้คนทำงาน เพราะเวทีในการแสดงความสามารถ และสนามในการทำธุรกิจไม่ได้จำกัดแค่ในประเทศ 2.ต้องมีเงินทุนเพียงพอ และ 3.ต้องมี Competitive Advantage หรือข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

ตัวอย่างเช่น TikTok มีพื้นฐานเป็นโซเชียลมีเดีย Grab มีบริการเรียกรถที่แข็งแรงมาก หรืออย่าง “ไลน์แมน-วงใน” เริ่มจาก “วงใน” แพลตฟอร์ม Stand Alone ตลาดเล็ก ฐานผู้ใช้เฉพาะกลุ่ม เงินทุนไม่เยอะ พอมี LINE เข้ามาก็ดึงฐานผู้ใช้มาด้วย รวมถึงมีเงินลงทุนจาก LINE และแหล่งทุนภายนอกมาต่อยอดธุรกิจ ทำให้สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมได้

“การทำธุรกิจแพลตฟอร์มให้สเกลได้ ไม่จำเป็นต้องมีบริการให้ครบทั้งอีโคซิสเต็ม เช่น TikTok Shop ให้บริการได้ โดยไม่มีโลจิสติกส์ของตนเอง แต่ต้องบาลานซ์ส่วนที่ทำกำไรกับส่วนที่ดึงผู้ใช้ให้ดี เพื่อทำให้ธุรกิจสามารถสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว”

สิ่งใหม่ ๆ ในปี 2026

เมื่อถามถึงบริการใหม่ ๆ ที่จะได้เห็นบนไลน์แมนในปีนี้ “ยอด” บอกว่าสำหรับธุรกิจเกี่ยวกับฟู้ด (Food) จะมี “ดีลล็อกราคา” ที่ผู้ใช้เลือกซื้อดีลพิเศษจากร้านดังเก็บไว้ได้แล้วนำไปใช้ที่หน้าร้านในระยะเวลาที่กำหนด หรือฝั่งมาร์ต (Mart) เริ่มให้บริการ “Telepharmacy” ที่ผู้ใช้สามารถคุยกับเภสัชกรเพื่อซื้อยาควบคุมได้ จากที่เมื่อก่อนซื้อยาบนมาร์ตได้แค่กลุ่มที่เป็นยาพื้นฐานเท่านั้น ถือเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ และมีโอกาสให้เติบโต

ส่วนบริการเรียกรถ (Ride) ร่วมมือกับ บริษัท ไอทีพีพี จำกัด ทำโครงการ “LINE MAN EV” นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD รุ่น E6 มาให้บริการในรูปแบบการเช่าระยะยาว 5 ปี เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับคนขับ ควบคู่กับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์พลังงานสะอาดในภาคขนส่ง ถือเป็นมูฟเมนต์ใหม่ที่ทำให้อีโคซิสเต็มของบริการเรียกรถแข็งแรงขึ้นด้วย

“พัฒนาการของอุตสาหกรรมฟู้ดดีลิเวอรี่ในขณะนี้ ที่คิดว่าเหมือนกัน ทั้งเรา และคู่แข่ง คือพอมีกำไรแล้ว ก็จะนำกำไรมาลงทุนในส่วนต่าง ๆ ต่อ เพื่อทำราคาให้เข้าถึงง่ายขึ้น สามารถสั่งใน Basket Size หรือยอดต่อบิลที่ถูกลง เป็นการขยายฐานไปยังกลุ่มใหม่ ๆ ที่ไม่เคยใช้บริการมาก่อน เพราะตลาดฟู้ดดีลิเวอรี่มีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก แต่ละปีตลาดโตเฉลี่ย 20% ด้วยซ้ำ”

ภารกิจ ‘VP of AI’ คนแรก ?

บิ๊กเซอร์ไพรส์รับปีม้าไฟ 2026 ของ “ไลน์แมน-วงใน” หนีไม่พ้นการเปิดตัว “VP of AI” คนแรก นั่นคือ “ดร.ต้า-วิโรจน์ จิรพัฒนกุล” ผู้ร่วมก่อตั้งแพลตฟอร์มเรียนออนไลน์ Skooldio มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น AI-Driven Company อย่างเต็มรูปแบบ

“ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตัดสินใจตั้งตำแหน่ง VP of AI เพราะต้องการเป็น Early Adopter ในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในองค์กร

และว่า ก่อนหน้านี้มีหลายโปรเจ็กต์ที่ทำร่วมกับ Skooldio เพื่อทรานส์ฟอร์มคนทำงานให้คุ้นชินกับการใช้ AI และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในฝ่ายต่าง ๆ อยู่แล้ว เช่น ฝ่ายขาย และการดูแลลูกค้า เป็นต้น

ส่วนเหตุผลว่าทำไมต้องเป็น “ดร.ต้า” เพราะ “จริต” ตรงกัน มีมิชชั่นหลายอย่างที่ต้องการทำร่วมกัน โดยเฉพาะการสร้างอิมแพ็กต์ให้กับประเทศ ซึ่งแพลตฟอร์มของไลน์แมน-วงใน มีขนาดใหญ่มาก ฐานผู้ใช้ 10 ล้านคน แต่ละวันมีปริมาณของธุรกรรมมหาศาล ถ้าเอาทักษะที่ “VP of AI” คนแรกมารวมกับสิ่งที่มีอยู่แล้วน่าจะเกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีกับประเทศแน่นอน

“ประสบการณ์ของต้าตั้งแต่ทำงานที่เฟซบุ๊ก (Facebook) น่าจะช่วยเราได้เยอะมาก เรื่องของความเชี่ยวชาญด้านดาต้า และ AI ต้าน่าจะติดอันดับ Top 1% ของประเทศนี้แล้ว”