Tokenomics จีนมาแล้ว ซื้อเกี๊ยว-กาแฟ ด้วยบัตรเครดิต แถม AI Token
Tokenomics หรือ เศรษฐศาสตร์โทเคน ที่นำ Token หรือสกุลเงิน สำหรับซื้อกำลังประมวลผล AI มาจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน
2026 คือปีที่ ธุรกิจจีนเริ่มนำโมเดลโทเค็นโนมิกส์มาปรับใช้ ตั้งแต่ธนาคาร คาเฟ่ ร้านอาหาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ไปจนถึงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยนำโทเคน AI มาแจก-ขาย หรือผูกเข้ากับบริการของตัวเอง เพื่อดึงดูดลูกค้า
ขณะที่ธนาคารบางแห่งกำลังทดลองนำปริมาณการใช้โทเคนของบริษัท AI มาเป็นหนึ่งในข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ
ปรากฏการณ์นี้ ทำเศรษฐศาสตร์โทเคน กลายเป็นอีกสนามหนึ่งของการแข่งขันด้าน AI ในจีน
จีน ใช้ Tonken เพิ่มขึ้น 5,000 เท่าภายใน 2 ปี
โดยพื้นฐานแล้ว AI token คือหน่วยย่อยของข้อมูลที่โมเดล AI ใช้ในการประมวลผลข้อความ เมื่อผู้ใช้ป้อนคำถามหรือคำสั่งให้ AI ระบบจะแบ่งข้อความออกเป็นหน่วยเล็ก ๆ หรือ tokens ก่อนนำไปประมวลผลเพื่อสร้างคำตอบ
ข้อมูลจาก Rest of World ระบุว่า ปริมาณการใช้โทเคน AI ในจีนเพิ่มขึ้น 5,000 เท่า จากประมาณ 1 แสนล้าน โทเคน/วัน ในช่วงต้นปี 2024 เป็น 500 ล้านล้าน โทเคน/วัน ในช่วงกลางปี 2026
ทำให้ราคาโทเคน เป็นหนึ่งในสมรภูมิการแข่งขันของบริษัท AI ทั่วโลก ส่งผลให้บริษัท AI ทั้งจากจีนและสหรัฐ ต่างพยายามลดต้นทุนการใช้งาน เพื่อให้โมเดลของตัวเองถูกนำไปใช้ในวงกว้างมากขึ้น
โดยเฉพาะโมเดลแบบ open-source และ open-weight จากจีน ซึ่งแม้จะมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับคู่แข่งสหรัฐ ในการวัดประสิทธิภาพของโมเดลระดับแนวหน้า แต่มีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่าระบบที่ใกล้เคียงกันจากบริษัทอย่าง OpenAI และ Anthropic ราว 60-90%
ต้นทุนโทเคนที่ลดลงจึงทำให้ AI ราคาถูกลง และเปิดทางให้ภาคธุรกิจทดลองนำ ‘โทเคน’ ไปบรรจุในรูปแบบสินค้าและสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ สำหรับผู้บริโภค
1. บัตรเครดิตแจกโทเคน AI แทนไมล์สะสม
หนึ่งในโมเดลให้รางวัลผู้ซื้อ คือ เมื่อซื้อสินค้าใดๆก็ตามด้วยบัตตรเครดิต จะได้รับโทเคนเป็นของแถม
เดือนกรกฎาคม 2026 บริษัทสตาร์ตอัพ AI จีน Moonshot AI จับมือกับ Agricultural Bank of China และ American Express เปิดตัวบัตรเครดิตในชื่อ Kimi ตามชื่อโมเดล AI ของบริษัท โดยลูกค้าสามารถสะสม Kimi Token รวมถึงโควตาใช้งาน AI Agent และเครื่องมือเขียนโค้ดตามยอดใช้จ่ายผ่านบัตร
พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่บัตรเครดิตใช้ไมล์สะสม หรือ ‘เงินคืน’ เป็นรางวัล ลูกค้าก็มีทางเลือกใหม่คือ สะสมสิทธิ์ในการใช้ AI แทน
ต่อมาในเดือนมิถุนายน China Merchants Bank เปิดตัวบัตรเครดิตสำหรับนักพัฒนา AI โดยให้โทเคนสูงสุด 1.8 พันล้านโทเคน สำหรับใช้งานโมเดลของ MiniMax ขณะที่ Shanghai Pudong Development Bank เสนอสิทธิประโยชน์สูงสุด 3 พันล้านโทเคน สำหรับใช้กับโมเดล Qwen ของ Alibaba
ทำให้ AI Token เริ่มมีบทบาทคล้าย แต้มสะสมยุค AI ที่เชื่อมการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเข้ากับสิทธิในกำลังประมวลผล AI
2. โทเคน AI มาเป็นแพ็กเกจเหมือนอินเทอร์เน็ตมือถือ
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีนทั้ง 3 ราย พากันนำแนวคิดการขาย ‘แพ็กเกจข้อมูล’ ที่ผู้บริโภคคุ้นเคยจากแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถือ มาปรับใช้กับ AI
China Telecom เปิดแพ็กเกจสำหรับผู้บริโภค เริ่มต้นที่ 9.9 หยวน หรือประมาณ 1.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน แลกกับโทเคนจำนวน 10 ล้านโทเคน และมีแพ็กเกจที่ให้โควตามากขึ้นสำหรับผู้ใช้งานหนักและลูกค้าธุรกิจ
บริษัทเดียวกันยังพัฒนาแพลตฟอร์ม TokenHub ซึ่งเปิดให้สมัครใช้บริการโมเดล AI ขนาดใหญ่ถึง 142 โมเดล
เทเลคอมเริ่มขยับจากธุรกิจดั้งเดิมอย่างการให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม ไปสู่ธุรกิจบริการ AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล
ด้าน China Mobile เคยเสนอแพ็กเกจ 400,000 โทเคนในราคา 1 หยวน หรือประมาณ 14 เซนต์สหรัฐ ในเซี่ยงไฮ้ โดยสามารถชำระผ่านบิลโทรศัพท์
ขณะที่ China Unicom เสนอแพ็กเกจรายเดือนตั้งแต่ 15 หยวน หรือประมาณ 2.10 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ 6 ล้านโทเคน ไปจนถึง 45 หยวน หรือประมาณ 6.30 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับ 18 ล้านโทเคน สำหรับผู้ใช้งานภาคธุรกิจ
3. ซื้อกาแฟ แถมโทเคน AI
แทนที่ร้านค้าจะดึงลูกค้าด้วย Wi-Fi ฟรี ร้านอาหารและคาเฟ่ในจีนบางแห่งเริ่มใช้ กำลังประมวลผล AI ฟรี เป็นสิทธิประโยชน์แทน
ที่ AGI Bar ในปักกิ่ง ลูกค้าที่ซื้อเครื่องดื่มและเชื่อมต่อ Wi-Fi สามารถใช้งาน DeepSeek V4 Flash ได้แบบไม่จำกัด
ร้านนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มโปรแกรมเมอร์และผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพ AI และมีการรันโมเดล AI ภายในร้านผ่านเครื่อง Nvidia DGX Spark
ขณะที่ร้านเกี๊ยว Jingu Yuan ในกรุงปักกิ่งใช้วิธีที่แตกต่างออกไป โดยมอบเครดิตการประมวลผลมูลค่า 10 หยวน หรือประมาณ 1.40 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ลูกค้าหลังรับประทานอาหาร
การ์ดบนโต๊ะของร้านระบุข้อความเชิญชวนว่า ลูกค้าอิ่มจากการกินเกี๊ยวแล้ว ก็สามารถไปรับโทเคนที่แคชเชียร์ เพื่อให้ AI agent ของตัวเองมีกำลังประมวลผลต่อ
ร้าน Jingu Yuan ทั้ง 2 สาขาแจกคูปองลักษณะนี้มากกว่า 100 ใบต่อวัน
ที่เมืองฉางซา ร้านกาแฟแบบเปิดตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งกำลังจะเปิดให้บริการก็เตรียมใช้แนวคิดเดียวกัน โดยมอบโทเคน AI ให้กับลูกค้าที่ซื้อกาแฟ
นี่จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำต้นทุนด้าน AI ซึ่งเดิมอยู่ในโครงสร้างต้นทุนของบริษัทเทคโนโลยี มาทำหน้าที่เป็น “ของแถม” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าทางกายภาพ
4. ตลาดมือสองเริ่มขาย AI เป็น แพ็กโทเคน
โทเคน AI ยังขยายไปสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซมือสองของจีน
บน Xianyu แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายสินค้ามือสองที่ Alibaba เป็นเจ้าของ ผู้ขายเริ่มนำสิทธิการใช้งานโมเดล AI มาขายเป็นแพ็กเกจ โดยกำหนดราคาและปริมาณการใช้งานเป็นจำนวนโทเคน
ประกาศขายบางรายการเสนอสิทธิใช้งานหลายล้านโทเคนในราคาเพียงไม่กี่ดอลลาร์ ทั้งในรูปแบบบัตรผ่านรายวันและสมาชิกแบบรายเดือน รวมถึงการแชร์บัญชี AI
ผู้ขายบางรายนำโควตาการใช้งานโมเดลที่ตัวเองได้รับมาแบ่งขายต่อให้กับนักศึกษา นักพัฒนาอิสระ และธุรกิจขนาดเล็ก
ขณะที่บางรายพยายามทำกำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาโทเคนอย่างเป็นทางการกับสิทธิการใช้งานที่ได้มาในราคาลดพิเศษหรือได้มาฟรี
ตลาดลักษณะนี้สะท้อนว่า เมื่อ AI กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถวัดเป็นหน่วยและกำหนดราคาได้ ก็ย่อมเกิดตลาดรองสำหรับการซื้อขายสิทธิการใช้งานตามมา
5. ธนาคารใช้โทเคนประเมินสินเชื่อสตาร์ตอัพ AI
ไม่หยุดแค่สินค้า แต่ลามมาถึงสินเชื่อ
จำนวนสตาร์ตอัพ AI ในจีนที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างโจทย์ใหม่ให้ธนาคาร เพราะบริษัทเทคเกิดใหม่หลายๆ เจ้า ไม่ได้มีสินทรัพย์ทางกายภาพมากพอที่จะใช้เป็นหลักประกันฉายศักยภาพทางธุรกิจผ่านเกณฑ์สินเชื่อแบบดั้งเดิม
ธนาคารในเมืองกว่างโจวทางตอนใต้ของจีนจึงเริ่มทดลองนำข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตและการใช้โทเคน AI มาเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำหรับประเมินความสามารถในการกู้เงินของบริษัท
เดือนสิงหาคม 2026 เขต ไห่จู ในกว่างโจวเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เรียกว่า token loan
เปิดทางให้ธนาคารหลายแห่ง เช่น Bank of China, China CITIC Bank และ Bank of Guangzhou ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณโทเคนที่บริษัทผลิตและบริโภค เพื่อประกอบการพิจารณาว่าบริษัทนั้นสามารถกู้เงินได้มากน้อยเพียงใด
หากแนวทางนี้ขยายตัว โทเคน AI อาจทำหน้าที่เป็น ข้อมูลทางเศรษฐกิจ ที่ใช้แสดงศักยภาพระดับกิจกรรมทางธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีได้ด้วย
เพราะ Computing Power คือ สินค้า
Computing Power หรือ กำลังประมวลผล สามารถกำหนดราคา แบ่งขาย แจกเป็นรางวัล แลกเปลี่ยน และนำไปใช้สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้
รูปแบบการใช้งานกำลังแตกแขนงออกไปหลายระดับ ตั้งแต่ผู้บริโภคที่ได้รับโทเคนจากการใช้บัตรเครดิต ลูกค้าที่ได้โทเคนจากการซื้อกาแฟหรือเกี๊ยว ไปจนถึงบริษัทที่ซื้อแพ็กเกจโทเคนเพื่อใช้งาน AI และธนาคารที่เริ่มนำข้อมูลการใช้โทเคนมาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินสินเชื่อ
เมื่อราคาของโทเคนลดลง และการใช้งาน AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โทเคนจึงเริ่มมีคุณสมบัติคล้าย หน่วยเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมระหว่างผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน AI นักพัฒนา ธุรกิจ และผู้บริโภคในที่สุด