ผู้สัมภาษณ์ไม่ใช่คน ‘Chakra’ เอไอสัมภาษณ์งาน สัมไปแล้วกว่า 5 แสนครั้ง
HackerRank เปิดตัว Chakra เอไอสัมภาษณ์งาน จับตาวิธีคิด มากกว่าคำตอบ
มียุคที่ผู้สมัครใช้เอไอสัมภาษณ์งาน และในที่สุดก็มียุคที่เอไอมาสัมภาษณ์ผู้สมัครแทน รูปแบบการรับคนเข้าทำงานเริ่มเปลี่ยนไปอีกขั้น
HackerRank แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับ ทดสอบและประเมินทักษะโปรแกรมเมอร์และวิศวกรซอฟต์แวร์ เปิดตัว ‘Chakra’ AI Agent ที่สามารถทำหน้าที่สัมภาษณ์งาน สังเกตผู้สมัครระหว่างแก้โจทย์ และประเมินคำตอบสุดท้ายรวมถึง กระบวนการคิดที่ผู้สมัครใช้เพื่อไปถึงคำตอบนั้น

TechCrunch รายงานว่า หลังจากทดสอบ Chakra ในเวอร์ชั่นเบต้านานประมาณ 6 เดือน HackerRank เตรียมเปิดให้ลูกค้าใช้งานอย่างเป็นทางการ โดยระหว่างการทดสอบ เอไอตัวนี้ทำการสัมภาษณ์ไปแล้วมากกว่า 500,000 ครั้ง มีบริษัทอย่าง Snowflake, Snorkel และ Capgemini เข้าร่วมทดลอง ขณะที่ HackerRank เองก็นำระบบมาใช้ภายในองค์กรเช่นกัน
ประเมิณจากวิธีคิด
ที่ผ่านมา AI ถูกนำมาใช้ในกระบวนการรับสมัครงานอยู่แล้ว ตั้งแต่ระบบคัดกรองผู้สมัคร ไปจนถึง Voice Agent สำหรับสัมภาษณ์เบื้องต้น ขณะเดียวกัน ผู้สมัครงานเองก็เริ่มใช้เครื่องมือ AI ช่วยระหว่างการสมัครและสัมภาษณ์งานมากขึ้น บางครั้งโดยที่นายจ้างไม่รู้ตัว
แต่ HackerRank มองว่า AI สามารถเปลี่ยนได้มากกว่าแค่ “วิธีสัมภาษณ์” เพราะอาจเปลี่ยนสิ่งที่บริษัทใช้วัดความสามารถของผู้สมัครด้วย
Chakra จึงดูว่าผู้สมัครสามารถสร้างคำตอบที่ถูกต้องหรือเขียนโค้ดสำเร็จหรือไม่ และพยายามประเมินคุณสมบัติที่วัดได้ยากกว่า เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) การใช้วิจารณญาณ (Judgment) รวมถึงสิ่งที่ HackerRank เรียกว่า AI Fluency หรือความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI
AI Fluency ในที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่ความสามารถในการอธิบายและกำหนดปัญหาให้ AI เข้าใจ การประเมินว่าคำตอบที่ AI สร้างขึ้นมาถูกต้องหรือเหมาะสมเพียงใด ไปจนถึงการควบคุมและชี้นำ AI ให้ไปถึงวิธีแก้ปัญหาที่ต้องการ
วิเวก ราวิซันการ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอ HackerRank กล่าวว่า วิธีประเมินคนแบบเดิมมักจะมุ่งประเมินจากผลลัพธ์ แต่เมื่อเข้าสู่ยุค AI ใคร ๆ ก็สามารถสร้างชิ้นงานออกมาได้
ดังนั้น คำถามสำหรับนายจ้างจึงเปลี่ยนไปเป็น บริษัทสามารถมองเห็น “กระบวนการคิดและวิจารณญาณ” ที่อยู่เบื้องหลังผลงานนั้นได้หรือไม่
สัมภาษณ์เหมือนทำงานจริง
รูปแบบการสัมภาษณ์ผ่าน Chakra ถูกออกแบบให้ใกล้เคียงกับการทำงานจริง มากกว่าการนั่งทำข้อสอบเขียนโค้ดแบบเดิม
ผู้สมัครจะได้รับโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับ Code Repository หรือคลังโค้ดที่มีลักษณะใกล้เคียงกับงานจริง และทำโจทย์ผ่านพื้นที่ทำงานที่มี AI Assistant ให้ใช้งานได้โดยตรง
ระหว่างที่ผู้สมัครกำลังทำงาน Chakra จะติดตามบริบทและวิธีแก้ปัญหา ก่อนตั้งคำถามต่อยอด เช่น เหตุใดจึงเลือกใช้แนวทางนี้ หรือหากมีเงื่อนไขใหม่เพิ่มเข้ามา ผู้สมัครจะปรับวิธีแก้ปัญหาอย่างไร
หลังจบการสัมภาษณ์ ระบบจะจัดทำรายงานโดยละเอียดส่งให้ผู้จัดการฝ่ายสรรหาหรือผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจรับพนักงาน
ราวิซันการ์ระบุว่า Chakra เปลี่ยนโครงสร้าง ของกระบวนการจ้างงานด้วย เพราะขั้นตอนที่เดิมอาจต้องแบ่งออกเป็น 3 รอบ ได้แก่ การคัดกรองโดย Recruiter การทำแบบทดสอบกลับไปทำที่บ้าน และการสัมภาษณ์ติดตามผลกับวิศวกร สามารถรวมเข้ามาอยู่ในการสัมภาษณ์ผ่าน Chakra เพียงครั้งเดียวได้
ให้ใช้ AI กลับพบพฤติกรรมน่าสงสัยลดลง 70-80%
ประเด็นหนึ่งที่อาจสร้างคำถามคือ หากเปิดให้ผู้สมัครใช้ AI ระหว่างสัมภาษณ์ จะยิ่งทำให้การโกงง่ายขึ้นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม HackerRank ระบุว่า ผลการทดลองกลับออกมาในทิศทางตรงกันข้าม
ราวิซันการ์เปิดเผยว่า จำนวนการแจ้งเตือนกิจกรรมที่เข้าข่ายน่าสงสัยในการสัมภาษณ์ผ่าน Chakra ต่ำกว่าการทำแบบประเมิน HackerRank แบบดั้งเดิมประมาณ 70-80% แม้อัตราดังกล่าวจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่าง ๆ เช่น ภูมิภาคและระดับอาวุโสของตำแหน่งงาน
HackerRank มองว่า เมื่อบริษัทอนุญาตให้ผู้สมัครใช้ AI อย่างเปิดเผย แรงจูงใจในการแอบใช้เครื่องมือภายนอกเพื่อป้อนคำตอบระหว่างสัมภาษณ์ก็ลดลง
แทนที่จะพยายามตรวจสอบว่า “ผู้สมัครใช้ AI หรือไม่” บริษัทจึงสามารถหันไปวัดว่า “ผู้สมัครใช้ AI ได้ดีแค่ไหน”
HackerRank เดิมพันธุรกิจของตัวเอง
HackerRank เปิดตัวครั้งแรกในงาน TechCrunch Disrupt เมื่อปี 2012 และสร้างธุรกิจขึ้นมาจากการให้โจทย์เขียนโปรแกรม เพื่อช่วยบริษัทประเมินและรับนักพัฒนาจากทักษะทางเทคนิค
ปัจจุบันสตาร์ตอัพซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Y Combinator มีลูกค้าองค์กรกว่า 3,000 แห่ง รวมถึง Amazon, Nvidia, Clay และ Replit ขณะที่ชุมชนนักพัฒนาบนแพลตฟอร์มมีมากกว่า 30 ล้านคนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม Chakra กลับเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตั้งคำถามกับโมเดลการประเมินทักษะที่ HackerRank ใช้สร้างธุรกิจมานานหลายปี
ผลิตภัณฑ์แบบเดิมของ HackerRank เน้นทดสอบว่านักพัฒนาสามารถแก้โจทย์เขียนโปรแกรมได้ถูกต้องหรือไม่ แต่ราวิซันการ์มองว่า การมาถึงของ AI ทำให้วิธีดังกล่าวมีประโยชน์น้อยลงในการวัดความสามารถของวิศวกร
เขาเปรียบการเปลี่ยนผ่านกับกรณีที่ Apple เปลี่ยนจาก iPod ไปสู่ iPhone กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์เดิมยังมีคุณค่า แต่ผลิตภัณฑ์ใหม่ต่างหากที่นำทางไปยังตลาดในอนาคต
“Chakra จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์หลัก และเป็นทิศทางที่เราจะเดินหน้าต่อไป” ราวิซันการ์กล่าว
AI ให้คะแนน แต่ มนุษย์ยังเป็นคนตัดสินรับเข้าทำงาน
การให้อัลกอริทึมเข้ามามีบทบาทลึกขึ้นในการประเมินผู้สมัคร ทำให้เกิดคำถามว่า บริษัทควรมอบอำนาจในการตัดสินอนาคตการทำงานของคนให้ AI มากเพียงใด
ราวิซันการ์ระบุว่า Chakra ถูกออกแบบมาเพื่อ ให้คะแนนและประเมินผู้สมัคร ไม่ใช่ตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะรับหรือไม่รับเข้าทำงาน โดยอำนาจตัดสินใจดังกล่าวยังคงอยู่กับมนุษย์
ขณะที่ผู้สัมภาษณ์ที่เป็นมนุษย์สามารถใช้เวลาไปกับเรื่องอื่น เช่น ประเมินว่าต้องการทำงานร่วมกับผู้สมัครรายนั้นหรือไม่ รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับบริษัท ทีม และตำแหน่งงาน
ราวิซันการ์ให้ความเห็นว่า หากปรับแต่งระบบอย่างเหมาะสม AI สามารถมีอคติน้อยกว่ามนุษย์ เนื่องจากสามารถกำหนดให้ใช้เกณฑ์ประเมินเดียวกันกับผู้สมัครทุกคน โดยไม่ถูกโน้มน้าวจากภูมิหลังหรือสถาบันการศึกษาของผู้สมัคร
อย่างไรก็ตาม การใช้เกณฑ์เดียวกันอย่างสม่ำเสมอไม่ได้หมายความว่าระบบ AI จะปราศจากอคติโดยอัตโนมัติ
เครื่องมือรับสมัครงานอัตโนมัติยังสามารถรับช่วงหรือขยายอคติที่ฝังอยู่ในข้อมูล โมเดล และเกณฑ์ที่ใช้พัฒนาระบบได้ ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลในหลายพื้นที่เริ่มจับตาการใช้ AI ในการตัดสินใจด้านการจ้างงานมากขึ้น
นครนิวยอร์กของสหรัฐ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ออกกฎควบคุมเรื่องดังกล่าว โดยกำหนดให้นายจ้างที่ใช้เครื่องมืออัตโนมัติบางประเภทในการตัดสินใจด้านการจ้างงาน ต้องนำระบบเข้าสู่การตรวจสอบอคติโดยหน่วยงานอิสระ และต้องแจ้งผู้สมัครก่อนนำเครื่องมือเหล่านั้นมาใช้
ราวิซันการ์ยอมรับว่า การจ้างงานเป็นพื้นที่ที่มีกฎระเบียบกำกับ และการทำให้ Chakra สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้ เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ HackerRank ต้องพัฒนารองรับ