ศึก กสทช. ซีซั่น 2 ผวาลูกหลง ‘วินัย-อาญา’
ปมขัดแย้งขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ยกระดับสู่ซีซั่น 2 แล้ว เกิดการชิงประชุมซ้อน 2 วง จนเกิดความอลหม่าน ผวาผิดวินัย-อาญา แต่เชื่อว่าไม่กระทบแผนจัดสรรคลื่นทีวี – 3G – 5G
แช่แข็งปมขัดแย้ง
เสียงสะท้อนของความขัดแย้งในสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมานานกว่า 2 เดือนแล้ว ซึ่งไม่มีทีท่ายุติ
จากปมปัญหาคุณสมบัติ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่ทำให้บอร์ดทั้ง 7 คนไม่สามารถจัดประชุมได้ และล่มไปแล้ว 13 ครั้ง ควบคู่ไปกับการต่อสู้ทางกฎหมายของ นพ.สรณ
แม้มีคำสั่งจากคณะกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. ที่ให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงคำสั่งศาลปกครองกลาง เมื่อ 25 ก.ย. 2569 ที่ระบุคำวินิจฉัย คกก.สรรหาที่ 1/2569 ให้ นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้าม ถือว่าสละสิทธิ กสทช.แต่ต้นชอบด้วยกฎหมาย
แต่ฝั่งของสำนักงาน กสทช.โดย “ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” ยังคงยึดแนวทางการจัดประชุม โดยให้ นพ.สรณ เป็นประธานเหมือนที่ผ่าน ๆ มา
ซึ่ง นพ.สรณก็ได้ “เปิดทาง” ให้บอร์ด กสทช.ที่เหลือประชุมต่อได้ โดยตัวเองขอลาประชุม 2 ครั้งล่าสุด และย้ำให้จัดประชุมตามระเบียบข้อบังคับ หากจะจัดประชุมกัน 6 คน และถือมติเป็นกฎหมายก็เห็นว่าไม่ถูกต้อง
ดังนั้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ปมปัญหาถูกผูกทับเพิ่มจาก “ซีซั่น 1” สู่ “ซีซั่น 2” ที่ชิงจัดประชุมพิเศษ โดย กสทช. 6 คน ขณะที่สำนักงาน กสทช.ยังสนับสนุนจัดประชุมบอร์ด 7 คน โดยมี นพ.สรณเป็นประธาน
กลายเป็นวงประชุมซ้อน 2 วง ที่ต่างฝ่ายต่างงัดข้อ อ้างความชอบธรรมทางกฎระเบียบกันสุดทาง
ทว่าการชิงประชุมซ้อนกัน 2 วงรอบนี้ กำลังสร้างความสับสนให้เจ้าหน้าที่สำนักงานที่อาจจะโดนลูกหลง เรื่องทำผิดวินัยหรือผิดอาญา จากการปฏิบัติ/ละเว้นหน้าที่ด้วย
ผวาผิดวินัย-อาญา
การประชุมบอร์ด กสทช.นัดพิเศษครั้งที่ 3 ล่าสุด 6 กสทช.ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่ให้ความร่วมมือในทุกด้าน
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช.กิจการกระจายเสียง กล่าวว่า สำนักงานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของบอร์ด กสทช. และยังคงไม่ยอมรับคำสั่งศาลปกครอง ไม่จัดประชุมให้บอร์ดทั้ง 6 คน
ซึ่งบอร์ด กสทช.นัดพิเศษครั้งที่ 3/2569 จึงมีมติแต่งตั้งตน และพลตำรวจเอกณัฐธร เพราะสุนทร กสทช. ด้านกฎหมาย ร่วมหารือแนวทางตามกฎหมาย กรณีที่สำนักงานและผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ยอมปฏิบัติตามหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้อง
และคำว่า เจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ไม่ได้หมายถึงพนักงานทั้งหมด แต่หมายถึงคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำเนินการงานธุรการ
แนวทางนี้เปลี่ยนไปจากก่อนหน้าที่บอร์ดยังไม่มีนโยบายบังคับทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ และไม่ต้องการให้มีการฟ้องร้องกันอีก
สำทับด้วย สภาองค์กรของผู้บริโภค ที่เดินหน้าร้อง กรณีเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรืออาจเข้าข่ายขัดขวางการประชุม ซึ่งเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยจะร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันที่ 19 ตุลาคม 2569
“สารี อ๋องสมหวัง” เลขาธิการสำนักงาน สภาองค์กรของผู้บริโภค เผยว่า ผลกระทบที่ กสทช.จัดประชุมไม่ได้ ได้ลุกลามถึงผู้บริโภคเรื่องวาระร้องเรียนต่าง ๆ ที่ค้างพิจารณา 149 วาระ คาดว่าจำนวนจะเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและการคุ้มครองผู้บริโภค
หากยิ่งล่าช้าจะยิ่งส่งผลต่อประชาชน โดยเฉพาะเรื่องทีวีดิจิทัล โดยปี 2572 ผู้บริโภคที่รับชมโทรทัศน์ผ่านระบบ C-Band หลายล้านคนอาจไม่สามารถรับชมโทรทัศน์ได้ หากไม่มีการพิจารณาแผนเปลี่ยนผ่านทีวีจาก กสทช.
แม้แต่ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ต่างก็รอความชัดเจน เรื่องจัดทำแผนปฏิบัติการ เพื่อกำหนดอนาคตทีวีดิจิทัล และมาตรการหลังการควบรวมกิจการ
ผู้สื่อข่าวได้สอบถามเรื่องการประชุมบอร์ด เจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายต่างบอกว่า “อึดอัดและสับสน”
ส่วนแถลงการณ์ของ “สมาคมพนักงาน สำนักงาน กสทช.” ฉบับที่ 1/2569 เรียกร้องให้บอร์ด กสทช. 7 คน เร่งหารือเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว เพราะความขัดแย้งทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ทั้งทำให้สำนักงานตกอยู่ในสภาวะกดดันและถูกบีบบังคับ
สมาคมยืนยันว่า พนักงานทุกคนพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช.ทั้งคณะ แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้พนักงานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มความสามารถ ทั้งที่พนักงานไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งดังกล่าว จึงเรียกร้องให้บอร์ด กสทช.ทั้ง 7 คนหารือร่วมกันให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว
สู่ข้อพิพาทอาญา
อีกความเห็นมองว่า การนัดประชุมบอร์ด กสทช. 8 ต.ค. ที่ผ่านมาได้ยกระดับความผูกพันทางกฎหมายจากระดับปกครองสู่อาญา โดย “วัส ติงสมิตร” นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้เขียนถึงความเสี่ยงของ กสทช. ที่อาจขัดกฎหมายอาญา 157
สำหรับฝ่ายสำนักงานและเลขาธิการ กสทช. มีสถานะตามกฎหมายและความสุ่มเสี่ยงต่อความผิดความรับผิด ดังนี้
1) เลขาธิการ กสทช. และพนักงาน เป็นเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
2) เลขาธิการ กสทช. เป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
3) ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ กสทช. เลขาธิการ กสทช. และพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 64)
4) แม้เลขาธิการ กสทช.จะขึ้นตรงต่อประธาน กสทช. (มาตรา 60) และประธาน กสทช.มีอำนาจแต่งตั้ง ถอดถอนเลขาธิการ กสทช. แต่เป็นอำนาจที่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของ กสทช. (มาตรา 61)
5) ตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นพ.สรณไม่มีหน้าที่และอำนาจในฐานะประธาน กสทช. อีกต่อไป จนกว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น เลขาธิการ กสทช. จึงไม่ขึ้นตรงต่อ นพ.สรณ
หากเลขาธิการ กสทช. จะอ้างเหตุใด ๆ ไม่จัดประชุมตามที่กรรมการ กสทช. 6 ท่านร้องขอ นอกจากความเสี่ยงที่ต้องรับผิดตามกฎหมายปกครองแล้ว ยังเสี่ยงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พรป.ป.ป.ช. 2561 มาตรา 172 ฐาน “เป็นเจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด” โทษจำคุกสูงถึง 1 ถึง 10 ปี หรือปรับ 20,000 ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ไม่กระทบประมูลคลื่น
แหล่งข่าว กสทช. เปิดเผยว่า จากความกังวลที่มีต่อความขัดแย้งที่ยกระดับขึ้นใน กสทช. อาจจะกระทบต่อการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G ย่าน 2100MHz ซึ่งจะหมดอายุในปี 2570 เชื่อว่าไม่กระทบอะไร เพราะเดิมคลื่นดังกล่าวมีแผนจะประมูลล่วงหน้า พร้อมประมูลคลื่นเมื่อปี 2568 จึงจัดสรรไว้แล้ว แต่มีข้อครหาจะเป็นการยกคลื่นให้เอกชน จึงชะลอไว้ก่อนและจะนำมาประมูลพร้อมกันกับคลื่น 5G C-Band หรือ 3500MHz ในปี 2570-2571
“ส่วนที่จะกระทบจริง ๆ คือ ใบอนุญาตวิทยุสาธารณะ 200 สถานีที่จะหมดอายุช่วงต้นปีหน้า ส่วนหนึ่งใช้ในกิจการรัฐ และบริการสาธารณะ หากไม่มีการพิจารณาก็จะมีผลต่อการใช้งาน
ถามว่า หากนำคลื่น 2100MHz ประมูลพร้อม 3500MHz (C-band) จริง แต่ กสทช. ไม่สามารถพิจารณาแนวทางเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลจากคลื่น C-band ไปใช้ Ku-Band อาจทำให้ไม่สามารถแบ่งคลื่น 3500MHz ซึ่งเป็น C-Band มาใช้ในอุตสาหกรรม 5G ได้ทันเวลา
คำตอบที่ได้คือ แผนเปลี่ยนผ่านได้บรรจุในวาระบอร์ดหมดแล้ว หากประชุมได้ทันแล้วมีการรับรองมติของบอร์ด 6 คน อยู่ที่ว่าสำนักงานฯ จะนำไปปฏิบัติงานต่อหรือไม่