ททท.ชูกลยุทธ์แอร์ไลน์โฟกัส ย้ำ “โลว์ซีซั่น” ปีนี้ไม่มีร่วง

Low season

จากที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยเริ่มเข้าสู่ช่วง “โลว์ซีซั่น” อย่างชัดเจนตั้งแต่หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ที่พบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70,000-80,000 คนต่อวันลดลงจากช่วงก่อนสงกรานต์ที่อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 100,000 คนต่อวัน

สอดคล้องกับสมาคมโรงแรมไทย (THA) ที่คาดการณ์ว่า อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมที่พักในเดือนพฤษภาคม 2567 จะอยู่ในระดับประมาณ 52% ลดลงจากเดือนเมษายน 2567 ที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 61% ซึ่งเป็นไปตามซีซันนิ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

เดินหน้ากลยุทธ์ แอร์ไลน์ไฟกัส

“ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร” รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ปกติในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของทุกปี อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยจะเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น หรือ “กรีนซีซั่น” นักท่องเที่ยวบางตลาดโดยเฉพาะยุโรปจะชะลอการเดินทางท่องเที่ยว

ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร
ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร

สำหรับในส่วนของตลาดระยะไกล (Long-Hual) นั้น “ศิริปกรณ์” บอกว่า ททท.มุ่งเดินหน้ากลยุทธ์ Airline Focus & Zustainability Approach โดยร่วมทำงานร่วมกับสายการบินต่าง ๆ อย่างเข้มข้น เพื่อให้สายการบินที่เคยให้บริการเส้นทางสู่ประเทศไทยในช่วงก่อนหน้านี้กลับมาให้บริการอีกครั้ง หรือสายการบินใดที่กลับมาให้บริการแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมเส้นทางบินที่เคยให้บริการในช่วงก่อนวิกฤตโควิด รวมถึงสายการบินที่ยังไม่เคยให้บริการให้เข้ามาให้บริการเส้นทางสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้น

“เราจัดกิจกรรม Air-Mazing Thailand เป็นแฟมทริปที่เชิญกลุ่มผู้ประกอบการสายการบินจากทั่วโลกเข้ามาดูศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยและศักยภาพรองรับผู้โดยสารของสนามบินต่าง ๆ ของไทยในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าได้รับความสนใจจากสายการบินอย่างมาก”

Advertisment

“แอร์ไลน์” แห่เพิ่มไฟลต์หนุน

ทั้งนี้ จากการมอนิเตอร์ข้อมูลของสำนักงานในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า ในช่วงโลว์ซีซั่น (เมษายน-กันยายน) ปีนี้ มีสายการบินจำนวนหนึ่งได้ประกาศเพิ่มเที่ยวบินเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้น ทั้งในรูปแบบการเพิ่มจุดหมายปลายทาง การเพิ่มความถี่ และการกลับมาให้บริการอีกครั้ง (Resume Flights)

ประกอบด้วย สายการบิน iberojet (สเปน) เป็นสายการบินที่เคยบินเข้าประเทศไทยเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ขณะนี้ตัดสินใจกลับมาให้บริการเส้นทางมาดริด-กรุงเทพฯ อีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2567 นี้ จำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวสเปนนิยมออกเดินทางในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

สายการบิน condor (เยอรมนี) เป็นสายการบินที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยสีสันที่สดใส มีแผนให้บริการเส้นทางบินแฟรงก์เฟิร์ต-กรุงเทพฯ และแฟรงก์เฟิร์ต-ภูเก็ต ในเดือนกันยายนนี้ จำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

สายการบินบริติชแอร์เวย์ (British Airways) ของอังกฤษ มีแผนให้บริการเส้นทาง Gatwick (ลอนดอน)-กรุงเทพฯ ในช่วงเดือนตุลาคม 2567-มีนาคม 2568 จำนวน 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ สายการบิน SCAT Airline (คาซัคสถาน) สายการบินเช่าเหมาลำ จำนวน 213 ที่นั่ง เปิดให้บริการเส้นทางอัลมาตี-สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ โดย 1 เที่ยวบินจะพักยาวประมาณ 11-12 คืน

Advertisment

และสายการบินไทย มีแผนเปิดให้บริการเส้นทางมิลาน (อิตาลี)-กรุงเทพฯ จำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเส้นทางออสโล (นอร์เวย์)-กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ (กลับมาบินครั้งแรกตั้งแต่ปี 2020)

นอกจากนี้ยังมีสายการบินอีกจำนวนหนึ่งที่มีแผนเปิดให้บริการเพิ่มเติมเช่นกัน อาทิ ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ที่มีแผนเปิดให้บริการเส้นทางปราก (สาธารณรัฐเช็ก) -กรุงเทพฯ และเส้นทางบูดาเปสต์ (ฮังการี) -กรุงเทพฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นต้น (ดูตารางประกอบ)

กราฟฟิกเครื่องบิน

ยัน “โลว์ซีซั่น” ปีนี้ไม่มีร่วง

“ศิริปกรณ์” บอกว่า ข้อมูลเบื้องต้นจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ณ วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 พบว่า ในตารางบินฤดูร้อน (Summer Schedule) ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่นนั้น ปกติจำนวนเที่ยวบินจะต่ำกว่าตารางบินฤดูหนาว หรือ Winter Schedule แต่สำหรับปีนี้พบว่าสายการบินในภูมิภาคต่าง ๆ มีจำนวนเที่ยวบินประจำ (Regular Flights) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566

ได้แก่ แอฟริกา มีจำนวน 465 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 77.5% อเมริกา จำนวน 15 เที่ยวบิน จากเดิมปี 2566 ไม่มีเที่ยวบินจากอเมริกา เอเชีย-แปซิฟิก จำนวน 122,128 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 28.34% ยุโรป จำนวน 6,886 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 19.4% ตะวันออกกลาง (Middle East) จำนวน 7,909 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 17.57% และภูมิภาคโอเชียเนีย จำนวน 1,921 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 24.6%

“ตารางบินฤดูร้อนปีนี้นอกจากจำนวนเที่ยวบินจะเพิ่มขึ้นจากปี 2566 อย่างชัดเจนแล้ว ยังพบว่าบางภูมิภาคขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาทิ กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ปัจจุบันมีจำนวนเที่ยวบินเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2562 ถึงประมาณ 120%”

นอกจากนี้ยังพบว่า มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หรือ Charter Flights จากภูมิภาคยุโรปและอเมริกา อีกจำนวนกว่า 210,000 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2566 และปี 2562

“จากตัวเลขดังกล่าวนี้ชี้ชัดเจนว่า โลว์ซีซั่นปีนี้ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยจะไม่ตกท้องช้างแน่นอน”

เอทิฮัด-ลุฟท์ฮันซ่ารุกไฮซีซั่น

“ศิริปกรณ์” ให้ข้อมูลว่า หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรม Air-Mazing Thailand เมื่อเดือนเมษายนพบว่ามีสายการบินหลายแห่งแจ้งความประสงค์จะเปิดเส้นทางบินเข้าไทยเพิ่มอีก ประกอบด้วย 1.สายการบินเอทิฮัด ซึ่งปัจจุบันให้บริการเส้นทางสู่ไทยแล้ว 2 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ จำนวน 2 เที่ยวบินต่อวัน และภูเก็ต จำนวน 1 เที่ยวบินต่อวัน มีแผนเพิ่มเที่ยวบินสู่กระบี่อีก 1 จุดหมายปลายทาง ในเดือนตุลาคม 2567 นี้

2.สายการบิน Edelweiss สายการบินลูกของลุฟท์ฮันซ่า มีแผนจะเปิดเส้นทางบินจากซูริก (สวิตเซอร์แลนด์) -ภูเก็ต ในตารางบินฤดูหนาว หรือ Winter Schedule ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ 3.สายการบิน Air Astana คาซัคสถาน มีแผนเปิดให้บริการเส้นทางคาซัคสถาน-อู่ตะเภา และ 4.สายการบิน Spring Airline (จีน) ซึ่งเดิมมีเส้นทางจากจีนเข้าเชียงใหม่ล่าสุดได้แจ้งขอเพิ่มความถี่เข้าสู่เชียงใหม่ และเพิ่มเส้นทางสู่อู่ตะเภาอีกจำนวนหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าแค่ 4 สายการบินดังกล่าวนี้เพิ่มเส้นทางบินเข้ามาตามแผน จะทำให้มีจำนวนที่นั่งประมาณ 1,150 ที่นั่งต่อวันหรือรวมกว่า 240,000 ที่นั่งในช่วงไฮซีซั่นนี้

มั่นใจบรรลุเป้าทั้งจำนวน-รายได้

“ศิริปกรณ์” ยังเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับเป้าหมายด้านจำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน และรายได้จากการท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ 1.92 ล้านล้านบาทนั้นมั่นใจว่า ผลการดำเนินงานปีนี้บรรลุเป้าหมายแน่นอน โดยในส่วนของตลาดระยะไกล (Long-Hual) ตั้งเป้ามีสัดส่วนรายได้ 40% และมีสัดส่วนจำนวนนักท่องเที่ยว 28%

โดยจากการเก็บข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม-12 พฤษภาคม 2567 มีจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลรวม 3.95 ล้านคน แบ่งเป็น ยุโรป 3.08 ล้านคน อเมริกา 5.66 แสนคน ตะวันออกกลาง 2.58 แสนคน (รวมอิสราเอล) และแอฟริกา 4.47 หมื่นคน

ทั้งนี้ ปัจจุบันเป้าทำงานของ ททท. ยังอยู่ที่นักท่องเที่ยวจำนวน 35 ล้านคน และมีรายได้รวมทั้งหมด 3 ล้านล้านบาท หากรัฐบาลต้องการให้ทำเป้าหมายที่ 39-40 ล้านคน และมีรายได้รวมที่ 3.5 ล้านล้านบาท จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมด้วย