เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ส่องหุ้นรับประโยชน์ กนง.ตรึงดอกเบี้ยยุติวัฏจักรขาลง
Finance ส่องหุ้นรับประโยชน์ กนง.ตรึงดอกเบี้ยยุติวัฏจักรขาลง
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (2 ก.ค.) ขยับขึ้น 3.7% อยู่ที่ 60,758 เหรียญสหรัฐ
Economic ราคาบิตคอยน์วันนี้ (2 ก.ค.) ขยับขึ้น 3.7% อยู่ที่ 60,758 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (2 ก.ค.) เช็กราคา ‘ดีเซล-แก๊สโซฮอล์’ ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (2 ก.ค.) เช็กราคา ‘ดีเซล-แก๊สโซฮอล์’ ล่าสุด
สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
Politics สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
Politics กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
Politics ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
Politics ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
Business JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
News กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ดูทั้งหมด

ล้างขาดทุนสะสม “บินไทย” “สุเมธ” ยันทำเพื่อผู้ถือหุ้น

01 พ.ค. 2562 | 17:18น.

ผ่านความเห็นชอบในที่ประชุมผู้ถือหุ้นไปเรียบร้อยสำหรับแผนการล้างตัวเลข “ขาดทุนสะสม” ของบริษัทการบินไทย หรือทีจี โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้น เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีมติอนุมัติให้บริษัทโอนทุนสำรองตามกฎหมาย จำนวน 2,691 ล้านบาท และเงินสำรองที่เกิดจากส่วนล้ำมูลค่าหุ้น 2.55 หมื่นล้านบาท ไปชดเชยผลขาดทุนสะสมในงบการเงินเฉพาะกิจการ จำนวน 2.8 หมื่นล้านบาท (เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2561) ไปเรียบร้อยแล้ว

มีกฎหมายรองรับ-ได้ผลเร็ว

ในประเด็นนี้ “สุเมธ ดำรงชัยธรรม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วิธีการดังกล่าวนี้มีหลักการและมีกฎหมายรองรับ และหลาย ๆ บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯก็ทำกัน ซึ่งรวมทั้งตัวเขาเองก็เคยใช้วิธีการนี้มาก่อนด้วย อีกทั้งยังเป็น 1 ในหลาย ๆ วิธีของหลักการบริหารทางการเงินที่สามารถทำได้

พร้อมยืนยันว่า วิธีนี้ไม่ใช่วิธีสุดท้ายที่จะทำให้องค์กรอยู่รอดได้ต่อไป แต่ถ้าจะเอาเร็ววิธีนี้เห็นผลเร็วที่สุด

เมื่อถามว่ามีวิธีอื่น ๆ อีกไหม “สุเมธ” บอกว่า มี แต่ไม่ทำ คือ ค่อย ๆ ทำกำไรไปเรื่อยให้ได้ 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปี เพราะหากปีหนึ่งการบินไทยทำกำไรได้ 5,000 ล้านบาท ก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 5 ปี แต่หากปีหนึ่งทำกำไรได้ 1,000 ล้านบาท ก็ใช้เวลานานถึง 25 ปี

หลายองค์กรเลือกใช้วิธีนี้

พร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีนี้มีข้อดีคือ ถ้าสมมุติว่าปีนี้การบินไทยกำไร 1,000 ล้านบาท ถ้าบริการแบบเดิมผู้บริหารก็เอากำไรที่เกิดขึ้นไปลงทุนเพิ่ม จ่ายโบนัสผู้บริหาร จ่ายโบนัสพนักงาน ไม่ต้องสนใจผู้ถือหุ้น เพราะบริษัทยังคงมีตัวเลขขาดทุนสะสมอยู่ บริษัทก็บริหารงานไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะล้างขาดทุนสะสมหมดถึงจะมีเงินเหลือจ่ายเป็นเงิน “ปันผล” ให้ผู้ถือหุ้น

เพราะหลักของการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นคือ จ่ายจากกำไรสะสม ถ้ายังมีตัวเลขขาดทุนสะสมอยู่บริษัทก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้น การนำเอาทุนสำรองตามกฎหมายและเงินสำรองที่เกิดจากส่วนล้ำมูลค่ามาชดเชยผลขาดทุนสะสมนั้นไม่ใช่วิธีที่พิสดารเลย

“ที่ผ่านมามีหลายบริษัททำกัน เพียงแต่คนทั่วไปอาจจะไม่ได้สนใจมากนัก และมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป แต่สำหรับของการบินไทยเราชัดเจนว่ามีเป้าหมายล้างขาดทุนสะสมก่อน” สุเมธอธิบาย พร้อมบอกด้วยว่า เมื่อล้างขาดทุนสะสมแล้ว ผลลัพธ์มันเปรียบเสมือนการจัดตั้งบริษัทใหม่ ที่วันแรกยังไม่มีทุนสำรองตามกฎหมาย ไม่มีตัวเลขกำไรสะสม มีแต่เงินทุน

ยัน “ไม่เสี่ยง-ไม่เจ๊ง”

เมื่อถามต่อว่าแล้ววิธีการนี้ “เสี่ยง” ไหม และจะทำให้บริษัทเจ๊งตามที่มีคนวิเคราะห์กันหรือไม่ “ดีดีสุเมธ” บอกว่า ประเด็นนี้หากคนเข้าใจเรื่องการเงินก็จะเข้าใจว่าสาเหตุที่ทำให้บริษัทเจ๊งนั้นมาจากการมีหนี้แล้วไม่สามารถชำระหนี้ได้ ไม่ได้เจ๊งจากการไม่มีทุนสำรองตามกฎหมาย

“บริษัทที่ขาดทุนตราบใดที่ยังมีเงินสดและนำเงินสดไปชำระหนี้ได้ บริษัทนั้นยังอยู่ได้ แต่ในทางกลับกันบริษัทที่มีกำไร แต่ไม่มีเงินสดไปชำระหนี้ นั่นแหละเขาถึงเรียกว่าบริษัทเจ๊ง หรืออีกกรณีบริษัทไหนที่ขาดทุนสะสมกินทุนจนหมด ถามว่าเจ๊งไหม ยังไม่เจ๊งนะครับ เพียงแต่เข้าข่ายหนี้สินล้นพ้นตัว” สุเมธย้ำ

และให้ข้อมูลอีกว่า ตัวเลขส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นสาระสำคัญที่จะดูว่าบริษัทนั้น ๆ อยู่ในความเสี่ยงที่จะล้มละลายหรือไม่ ถ้าเมื่อไหร่ที่ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ แปลว่าบริษัทนั้นเป็นของเจ้าหนี้ อันนี้คือ เสี่ยงที่จะล้มละลาย

แต่สำหรับ “การบินไทย” นั้น มีส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่กว่า 2 หมื่นล้านบาท และไม่เคยมีประวัติส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ ฉะนั้นยังมีอะไรอีกมากมายที่ยังสามารถบริหารจัดการได้โดยที่ส่วนของผู้ถือหุ้นไม่ติดลบ จึงยังห่างไกลคำว่า “เจ๊ง” หรือ “ล้มละลาย”

“ผมอยากอธิบายให้เข้าใจตรงกันว่า บริษัทการบินไทยไม่ได้เสี่ยงอะไร และสิ่งที่ผมทำก็ไม่ได้ทำให้บริษัทเสี่ยงมากกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้”

เพิ่มโอกาส “ปันผล” ผู้ถือหุ้น

ต่อคำถามว่า วิธีนี้ยังทำให้บริษัทสามารถเพิ่มทุนได้อยู่หรือไม่ “สุเมธ” บอกว่า ถ้ามองเรื่องประเด็นการเพิ่มทุน
วิธีนี้ยังช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มทุนได้ง่ายขึ้นด้วย เพราะคนที่จะเข้ามาซื้อหุ้นไม่ต้องมาช่วยบริษัทแบกรับภาระหนี้สะสม ที่สำคัญไม่รู้ว่าซื้อแล้วเมื่อไหร่จะได้เงินปันผลเหมือนก่อนหน้านี้ หรือหากซื้อหุ้นแล้วบริษัทมีผลประกอบการที่เป็น “กำไร” ผู้ถือหุ้นก็จะได้รับปันผลทันทีด้วย

ดีดีการบินไทยยังทิ้งท้ายด้วยว่า วิธีการดังกล่าวนี้เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ถือหุ้นรับรู้ว่า ผู้บริหารการบินไทยมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้บริษัทมีผลประกอบการที่เป็นบวก และหากผลประกอบการเป็นบวกก็จะมีโอกาสจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นบ้าง หลังจากที่ไม่ได้ปันผลมากว่า 10 ปีแล้ว

สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การมูฟรอบนี้ของ “การบินไทย” เป็นการทำเพื่อผู้ถือหุ้นโดยเฉพาะ ขณะที่บริษัทก็ไม่ได้เสียหายด้วย…

วงในชี้ “เสี่ยง” ไม่มีใครทำกัน

ขณะที่แหล่งข่าวในธุรกิจการเงินรายหนึ่งให้ข้อมูลกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วิธีการดังกล่าวที่ “การบินไทย” นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการในครั้งนี้นั้น ถือเป็นวิธีการที่ค่อนข้างเสี่ยงมาก เนื่องจากทำให้บริษัทตัวเองขาดเสถียรภาพทางการเงิน และมีข้อจำกัดเกิดขึ้นในหลาย ๆ ด้าน อาทิ ไม่สามารถเพิ่มทุนได้ เป็นต้น

ที่สำคัญ หากดำเนินการวิธีนี้แล้วผลประกอบการยัง “ติดลบ” หรือ “ราคาหุ้น” ยังไม่กระเตื้อง จะส่งผลต่อมูลค่าบริษัททันที และมีทางรอดอยู่เพียงทางเดียวเท่านั้นคือ ผลประกอบการต้องมีกำไรเท่านั้น

พร้อมยังให้ข้อมูลด้วยว่า ปกติส่วนใหญ่องค์กรที่เลือกใช้วิธีการนี้มักจะดึงแค่เงินในส่วนของส่วนล้ำมูลค่าหุ้นออกมาเท่านั้น จะไม่ดึงเงินทุนสำรองตามกฎหมายออกมา เพราะหากบริษัทยังคง “ขาดทุน” ต่อไป สุดท้ายบริษัทจะไม่สามารถไปต่อได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก