ท่องเที่ยวยืนเป้า 1.23 ล้านล้าน เร่งเปิด “ภูเก็ตโมเดล” รับต่างชาติ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ปรับเป้ารายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติล่าสุดเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดเป้าหมายให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2563 ให้ได้รวม 1.23 ล้านล้านบาท โดยตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 ล้านคน และคนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ 120 ล้านคน-ครั้ง

ล่าสุด “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลิกฟื้นท่องเที่ยว สายเลือดหลักเศรษฐกิจ” ในงานสัมมนา SMEs New Normal ไปต่อแบบไหน…ถึงจะรอด ? จัดโดยนิตยสารเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ในเครือ บมจ.มติชน เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2563 ว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทำลายเป้าหมายรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ตั้งไว้ที่ 3.18 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของ GDP ประเทศ 

ยันเป้ารายได้ 1.23 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่า ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะยังคงมีศักยภาพในการสร้างรายได้รวมได้ถึง 1.23 ล้านล้านบาท โดยสิ่งที่ทำให้มั่นใจคือ เชื่อว่ารัฐบาลจะเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้ ซึ่งส่วนตัวก็ได้ต่อสู้และพูดมาตลอดว่า จะพยายามเอานักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวให้ได้ใน 2-3 เดือนนี้ หรือประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้

“วันนี้ทั้ง ททท.และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า เป้าหมายดังกล่าวนี้น่าจะเป็นไปได้ยากมาก มีผมคนเดียวที่ยังเชื่อและยืนยันว่าเราต้องทำให้รายได้บรรลุเป้าหมายให้ได้ โดยตอนนี้เรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาแล้ว 6.7 ล้านคน ส่วนคนไทยเที่ยวไทยพบว่าถึงสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำได้แล้ว 90 ล้านคน-ครั้ง และเชื่อว่าจะทำได้ 120 ล้านคน-ครั้ง ตามเป้าหมายที่วางไว้” 

เปิด “ภูเก็ตโมเดล” รับต่างชาติ

เมื่อนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบศ. เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา จึงได้เสนอให้นายกฯประยุทธ์อนุมัติ และขอใช้ภูเก็ตมาเป็น “โมเดล” นำร่อง โดยใช้ภูเก็ตเป็นพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวและจำกัดพื้นที่ 14 วัน

ยกตัวอย่าง เช่น หากใช้พื้นที่หาดป่าตอง รัฐจะจำกัดให้นักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่ในรัศมี 1 กิโลเมตร 14 วัน เมื่ออยู่ครบจะมีการตรวจเชื้อโควิด-19 ถ้าไม่พบเชื้อ นักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ไปเที่ยวในพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดได้ หรือหากต้องการไปเที่ยวจังหวัดอื่น นักท่องเที่ยวต้องกักตัวอยู่ในพื้นที่จำกัดอีก 7 วัน จากนั้นจะมีการตรวจเชื้อซ้ำอีกรอบ หากไม่พบเชื้อก็จะสามารถไปเที่ยวจังหวัดอื่นได้ 

สิ่งสำคัญคือ เจ้าหน้าที่โรงแรม หรือผู้ให้บริการนักท่องเที่ยวต้องห้ามออกนอกพื้นที่ตลอดเวลาที่อยู่กับนักท่องเที่ยว และเข้าตรวจเชื้อเช่นกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว

“เรื่องนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯได้นำเสนอไป และนายกฯประยุทธ์ก็เห็นด้วย โดยวางเป้าหมายว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยได้ ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และตั้งเป้าว่าในเดือนแรกคือตุลาคมนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้ประมาณ 100,000 คน” พิพัฒน์ย้ำ 

เตรียมเปิด 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ

และไม่เพียงแค่ภูเก็ตเท่านั้น นายกฯประยุทธ์ยังได้สั่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องไปคิดเพื่อนำไปทำใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ คือ ภาคเหนือ ดูพื้นที่เชียงใหม่, เชียงราย ภาคตะวันออก ดูพื้นที่จันทบุรี, ระยอง และตราด ภาคตะวันตก ดูพื้นที่กาญจนบุรี, ราชบุรี และเพชรบุรี ภาคกลาง ดูพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ดูพื้นที่อุบลราชธานี, อุดรธานี ส่วนภาคใต้นั้นนอกจากที่ภูเก็ตแล้ว ยังดูที่สุราษฎร์ฯ และกระบี่

โดยทุกพื้นที่ที่ถูกคัดเลือกแล้ว จะใช้ “ภูเก็ตโมเดล” เป็นต้นแบบ พร้อมทั้งถามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วยว่า ยินดีที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวหรือไม่ หากประชาชนไม่พร้อมก็จะไม่นำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปในพื้นที่นั้น ๆ

“วันที่ 5-6 กันยาฯนี้ จะมีการประชุมร่วมกันของ 4 กระทรวงที่ภูเก็ต ประกอบด้วย กระทรวงการท่องเที่ยวฯ, มหาดไทย, สาธารณสุข และคมนาคม เพื่อสำรวจพื้นที่และเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ”

 เร่งสปีด “เที่ยวในประเทศ”

ประกอบกับแผนการกระตุ้นคนไทยให้ท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านแคมเปญและมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าคนไทยยังนิยมเที่ยวในช่วงที่มีวันหยุดยาว และยังกระจุกอยู่ในพื้นที่รัศมี 200-300 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ จังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่และต่างจังหวัดไกลคนยังไปไม่ถึง 

“พิพัฒน์” บอกด้วยว่า ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนยังไม่เดินทางไกลนั้น เป็นเพราะช่วงนี้ยังไม่ใช่ฤดูการท่องเที่ยวของภาคเหนือ, ภาคอีสาน เพราะเป็นช่วงฤดูฝน และภาคใต้ทางฝั่งตะวันตก เนื่องจากเป็นช่วงมรสุม แต่อีกประมาณ 1 เดือนก็จะเป็นฤดูท่องเที่ยวของทางภาคเหนือและอีสาน สภาพอากาศจะเริ่มเย็น ภาครัฐจึงต้องเดินหน้ากระตุ้นให้เกิดกระแสการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 

เขย่าเกณฑ์โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”

“ตอนนี้ ศบศ.ได้ปรับเกณฑ์โครงการเราเที่ยวด้วยกันใหม่ โดยให้ 1 คนสามารถจองใช้สิทธิ์โรงแรมเพิ่มจาก 5 คืน เป็น 10 คืน สนับสนุนค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินเพิ่มจาก 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท และยังเปิดให้นิติบุคคล บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ สามารถใช้สิทธิ์ได้ โดยรัฐจะสนับสนุนค่าห้องพักในอัตรา 40% เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เกณฑ์ใหม่นี้น่าจะจูงใจและกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น และใช้สิทธิ์ห้องพักครบ 5 ล้านห้องได้ตามเป้าหมายที่วางไว้”

นอกจากนี้ยังมีแผนกระตุ้นให้กลุ่มคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หรือกลุ่ม expat จำนวนกว่า 2 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯจะประสานกับสมาคม expat และกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้ปรับราคาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวให้เป็นอัตราเดียวกันกับคนไทย 

อนุมัติวงเงินแสนล้านอุ้ม SMEs ท่องเที่ยว

ที่สำคัญคือ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งล่าสุดยังมีมติเห็นชอบเรื่องการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี และเสนอมาตรการช่วยเหลือ SMEs ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ด้วยการเตรียมวงเงินอีกกว่า 1 แสนล้านบาท สำหรับดูแล SMEs ให้เข้าถึงสินเชื่อซอฟต์โลนได้ และในจำนวนนี้ยังกันวงเงินไว้ 5,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs ขนาดเล็กที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ อาทิ ธุรกิจสปา, นวดแผนไทย, โฮสเทล, รถรับจ้าง ฯลฯ สามารถกู้ได้รายละไม่เกิน 500,000 บาท 

“แนวทางที่ออกมานี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ได้ละเลยกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็น SMEs และผมก็ได้หารือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ เพื่อให้ปลดล็อกกฎเกณฑ์บางอย่างลง ซึ่งประเด็นนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯจะไปเจรจาใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น”

“พิพัฒน์” ย้ำหนักแน่นว่า ด้วยแนวทางและมาตรการต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ ทำให้เชื่อมั่นว่าจะนำไปสู่เป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวที่ 1.23 ล้านล้านบาทในปีนี้ได้ ที่สำคัญ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด และประเทศไทยยังเดินหน้าต่อไปได้

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ