วันนี้เมื่อ 85 ปีที่แล้ว “ฮิตเลอร์” ยึดอำนาจรัฐสภา เดินหน้าเป็นเผด็จการเต็มตัว
ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1929 ทำให้การเมืองในเยอรมนีขาดเสถียรภาพ โฆษณาชวนเชื่อโจมตีรัฐบาลที่ล้มเหลวในการแก้ปัญหา รวมถึงการต่อต้านชาวยิวสร้างคะแนนนิยมอย่างมากให้กับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ผู้นำนาซี โดย การเลือกตั้งในปี 1930 พรรคนาซีได้คะแนนเสียงเพิ่มจากเพียง 2.6 เปอร์เซนต์ในปี 1928 เป็นกว่า 18 เปอร์เซนต์ และในปี 1932 เขาได้ลงเลือกตั้งประธานาธิบดีแข่งกับ พอล วอน ฮินเดนเบิร์ก (Paul von Hindenberg) แม้เขาจะพ่ายแพ้ไปด้วยคะแนนเสียง 36.8 ต่อ 53.0 เปอร์เซนต์ แต่ก็ทำให้เขามีสถานะทางการเมืองที่มั่นคง
แม้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 1932 พรรคนาซีจะได้คะแนนเสียงลดลง (เหลือราว 33 เปอร์เซนต์ จาก 37 เปอร์เซนต์ในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน) แต่ฮิตเลอร์ยืนยันว่า มีเพียงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้นที่เหมาะสมกับเขา ในวันที่ 30 มกราคม 1933 ประธานาธิบดีฮินเดนเบิร์กจึงเสนอตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้กับเขา พร้อมกับให้สมาชิกนาซีอีกไม่กี่คนเข้ามานั่งในคณะรัฐมนตรี
การที่พรรคนาซีไม่ได้เสียงข้างมากในรัฐสภาทำให้ฮิตเลอร์ผลักดันให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง โดยได้รับเสียงสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรีให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที 5 มีนาคม 1933 แต่ก่อนหน้าการเลือกตั้งเพียง 6 วัน ได้เกิดเพลิงไหม้อาคารรัฐสภาขึ้นซึ่งหลายฝ่ายเชื่อกันว่า น่าจะเป็นฝีมือของพวกนาซีเองเพื่อสร้างสถานการณ์เล่นงานคู่แข่ง โดยผู้ต้องสงสัยชาวดัตช์ที่ถูกจับตัวได้ มีผู้กล่าวอ้างว่าเป็นบุคคลที่พรรคนาซีจับมาปล่อยในที่เกิดเหตุ เพื่อใช้เป็นเหตุโจมตีฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีผู้คัดค้านมองว่าข้ออ้างดังกล่าวขาดหลักฐาน และนาซีอาจเพียงฉวยโอกาสจากเหตุที่อุบัติขึ้นโดยมิได้วางแผนล่วงหน้า
แต่ในวันที่ 23 มีนาคม 1933 เขาก็สามารถเรียกเสียงสนับสนุนจากสภาให้ผ่านกฎหมายพิเศษที่มอบอำนาจนิติบัญญัติให้กับเขาและรัฐบาลรวมถึงให้อำนาจในการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศโดยไม่ต้องผ่านการรับรองจากรัฐสภาและประธานาธิบดี ปูทางสู่การเป็นเผด็จการสูงสุดโดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลใดๆ
เรียบเรียงโดย ศิลปวัฒนธรรม https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1708