เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

กรมพัฒน์ตรวจร้านอาหาร-บ่อตกกุ้งห้วยขวาง พบพฤติการณ์พัวพันเว็บพนันออนไลน์

24 มิ.ย. 2569 | 15:15น.
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วม กมธ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด ลงพื้นที่ห้วยขวาง ตรวจ 5 ธุรกิจร้านอาหาร-บ่อตกกุ้งกลุ่มเสี่ยงนอมินี พบพฤติการณ์บางรายประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ รับชำระเงินผ่านบัญชีส่วนบุคคล และมีนิติบุคคลหลายรายใช้สถานที่เดียวกัน เตรียมนำข้อมูลขยายผลตรวจสอบเชิงลึก พร้อมเตือนคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับสูงสุด 1 ล้านบาท และปรับรายวันอีก 10,000-50,000 บาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมทีมปราบนอมินีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงในเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

การลงพื้นที่ครั้งนี้ดำเนินการร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตห้วยขวาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ บก.ปอศ.

เป้าหมายคือการเฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ Nominee ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินและระบบรับชำระเงินที่อาจเข้าข่ายการฟอกเงิน

นายพูนพงษ์กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารและสถานประกอบการที่ตั้งอยู่บนถนนประชาอุทิศและถนนรัชดาภิเษก จำนวน 5 ราย ซึ่งเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงธุรกิจนอมินี และมีการใช้ธุรกรรมทางการเงินหรือระบบการชำระเงินที่อาจเอื้อต่อการฟอกเงิน

รายแรก คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เฮง เฮง เจริญค้า ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง มีหุ้นส่วนเป็นคนไทย 2 ราย โดยเจ้าหน้าที่พบข้อสงสัยเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ จึงตรวจยึดเอกสารทางบัญชีและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพนันไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 2 คือ ร้านอาหารหม่าล่า “ชุยเยียนสือไต้” ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล 2 ราย ได้แก่ บริษัท ถัน ฟู้ดแอนด์เบฟเวอเรจ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 75% และต่างชาติ 25% และบริษัท ชุยเยียนสือไต้ จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และต่างชาติ 49%

จากการตรวจสอบพบว่า กรรมการและผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติเป็นบุคคลเดียวกันทั้ง 2 บริษัท และพบการรับชำระเงินค่าอาหารโดยโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคลของกรรมการชาวต่างชาติ รวมถึงพบพฤติการณ์ประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันออนไลน์ในลักษณะเดียวกับรายแรก

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีนิติบุคคลอีก 2 รายใช้สถานที่ตั้งเดียวกัน ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะนำข้อมูลไปตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้ถือหุ้น กรรมการ แหล่งที่มาของเงินลงทุน และการประกอบธุรกิจจริงต่อไป

รายที่ 3 คือ บริษัท สกาย วอเตอร์ สปา จำกัด ประกอบธุรกิจสปาและดูแลสุขภาพ มีกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย โดยกรรมการเป็นผู้พาตรวจสถานที่

อย่างไรก็ดี พบว่ามีบริษัท ตงลู่ หิมาลายา จำกัด ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ในอาคารแห่งเดียวกัน ประกอบกิจการจำหน่ายวัตถุมงคลและเครื่องราง โดยมีผู้ถือหุ้นคนไทยและคนจีนถือหุ้นร่วมกัน แต่ในวันตรวจสอบสถานประกอบการปิด และไม่สามารถติดต่อผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลได้

รายที่ 4 คือ บริษัท เกาเหลาจิ่ว กรุ๊ป จำกัด ประกอบกิจการร้านอาหาร “หมาล่า ฉงชิ่งเกาเก้า” จดทะเบียนเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ทุนจดทะเบียน 18 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นไทย 51% และผู้ถือหุ้นชาวจีน 49%

จากการตรวจสอบระบบรับชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด พบว่าเงินค่าบริการถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัทโดยตรง เบื้องต้นจึงยังไม่พบข้อสังเกตในการกระทำผิด

รายที่ 5 คือ บริษัท บ่อกุ้ง รัชดา 18 จำกัด ประกอบกิจการบ่อตกกุ้ง โดยมีกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นคนไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบข้อสังเกตหรือพฤติการณ์ผิดปกติ

นายพูนพงษ์กล่าวว่า ข้อมูลและพยานหลักฐานที่ได้จากการลงพื้นที่ครั้งนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึก และตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเฉพาะกรณีที่พบว่ามีการใช้บัญชีบุคคลหรือธุรกรรมทางการเงินเพื่อปกปิด อำพราง หรือซ่อนเร้นแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าขอเตือนคนไทยที่ให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติในการใช้ชื่อเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นนอมินี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

คนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจผ่านนอมินี หรือผู้ที่ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือยินยอมให้ใช้ชื่อตนเองถือหุ้นแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากยังฝ่าฝืนไม่เลิกการกระทำผิด จะมีโทษปรับรายวันวันละ 10,000-50,000 บาท

การลงพื้นที่ห้วยขวางครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และลดความเสี่ยงจากธุรกิจที่อาจเชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจหรือการฟอกเงิน