เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นายกฯ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัว
Politics นายกฯ ลุยปฏิรูปราชการ-สร้างคน วางกรอบ 4P รับเทรนด์ AI ดันเศรษฐกิจกระจายตัว
พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดา ‘พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน’ เสียชีวิต อายุ 103 ปี
News พล.ต.ท.ผ่อน ปลัดรักษา บิดา ‘พญ.พักตร์พิไล ทวีสิน’ เสียชีวิต อายุ 103 ปี
เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
Finance เอกนิติ ตั้งคณะทำงานรื้อยุทธศาสตร์ Data Center ครอบคลุมทุกมิติ ชง ครม. 4 ส.ค.นี้
PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
Finance PTTEP บอร์ดเคาะจ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 4.50 บาท ขึ้น XD 14 ส.ค.นี้
ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
Biz Movement ไอคอนสยาม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระพันปีหลวง จัดกิจกรรมตลอดเดือนแห่งวันแม่
SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
Finance SET ฟื้นแรง-ปิดตลาดสุดสัปดาห์บวก 25 จุด ดัชนีกลับมายืนเหนือ 1,600 จุด DELTA หนุน
จับตาปี 2040 รถไร้คนขับ ‘ระดับ 4’ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ?
Automotive จับตาปี 2040 รถไร้คนขับ ‘ระดับ 4’ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ?
เสนาฯ รุกตลาดต่างประเทศ โรดโชว์คอนโด 5 ทำเล เจาะนักลงทุน-เอเจนต์ไต้หวัน
Real Estate เสนาฯ รุกตลาดต่างประเทศ โรดโชว์คอนโด 5 ทำเล เจาะนักลงทุน-เอเจนต์ไต้หวัน
แจงปม “คีย์ทิพย์” แจ้งข้อมูลเท็จสุขภาพประชาชน แสดงผลบนแอปทางรัฐ
Politics แจงปม “คีย์ทิพย์” แจ้งข้อมูลเท็จสุขภาพประชาชน แสดงผลบนแอปทางรัฐ
กรอ. เคาะ 5 ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ‘เอกนิติ’ ตั้งเป้าดันลงทุนแตะ 30% ของ GDP
Economic กรอ. เคาะ 5 ยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ‘เอกนิติ’ ตั้งเป้าดันลงทุนแตะ 30% ของ GDP
ดูทั้งหมด

‘Ozempic’ ป้องกันมะเร็งได้จริง? หรือแค่พาดหัวชวนให้สับสน แพทย์ชี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป

31 ก.ค. 2569 | 09:17น.
MED PARTNERS TOLUCA LAKE

ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่ายาลดน้ำหนักและเบาหวานกลุ่ม GLP-1 อย่าง Ozempic อาจช่วยลดความเสี่ยงหรือป้องกันโรคมะเร็งได้ ผู้เชี่ยวชาญออกมาชี้แจงว่า หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันข้อสรุปดังกล่าว ชี้ผลศึกษาในอดีตอาจมีความคลาดเคลื่อนจากตัวแปรแฝง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่แน่ชัดในปัจจุบันคือ ยาในกลุ่มนี้ไม่ได้ส่งผลให้ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด

ในช่วงการประชุมประจำปีของสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (American Society of Clinical Oncology) ในปี 2026 พาดหัวข่าวจากสำนักข่าวชั้นนำไปจนถึงสื่อโซเชียลมีเดียต่างประโคมข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ยาในกลุ่ม GLP-1 เช่น Ozempic อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้

เบื้องหลังการพาดหัวข่าวเหล่านี้คือ คลื่นงานวิจัยระลอกใหญ่ที่ศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยนับล้านคน ทว่าแพทย์และนักระบาดวิทยาคลินิกผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและแปลผลการศึกษาวิจัยยาระบุว่า ความตื่นเต้นเกี่ยวกับความสามารถในการป้องกันมะเร็งของยา GLP-1 นั้นกำลังเดินหน้าไปไกลเกินกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ ซึ่งไม่ได้แปลว่าข้อสันนิษฐานนี้ผิด เพียงแต่ยังเป็นเรื่องที่ไม่ได้พิสูจน์จนประจักษ์ชัด

“โรคมะเร็ง” ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ศึกษาได้ยากที่สุด เนื่องจากมะเร็งไม่ใช่โรคเดียว แต่ประกอบด้วยโรคนับร้อยชนิด ทั้งมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งเม็ดเลือด ซึ่งต่างมีชีววิทยาเฉพาะตัว รวมถึงปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น ยาเพียงตัวเดียวจึงไม่สามารถให้ผลลัพธ์เดียวต่อมะเร็งทุกชนิดได้ แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิด ลดความเสี่ยงในบางชนิด และไม่มีผลใดๆ กับมะเร็งส่วนใหญ่

จากความกังวลในอดีต สู่ข้อสงสัยเรื่องการก่อมะเร็ง

ก่อนที่จะเกิดกระแสข่าวว่ายา GLP-1 สามารถลดความเสี่ยงมะเร็งได้ ความกังวลในยุคแรกกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือเกรงว่ายานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

ในอดีต นักวิจัยเคยมีความกังวลเกี่ยวกับมะเร็งต่อมไทรอยด์ เนื่องจากผลการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า Ozempic ทำให้เกิดเนื้องอกในเซลล์ซี (C-cell) ของต่อมไทรอยด์ในหนู ส่งผลให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ กำหนดให้เพิ่มคำเตือนกรอบดำ (Black Box Warning) ในเดือนมิถุนายน 2026 เพื่อเตือนผู้ป่วยที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม หนูทดลองมีความแตกต่างจากมนุษย์ เซลล์ซีในต่อมไทรอยด์ของมนุษย์มีความไวต่อยา GLP-1 น้อยกว่าหนูมาก เนื่องจากมีตัวรับ GLP-1 น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การศึกษาในลิงระยะยาวก็ไม่พบการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์ต่อมไทรอยด์เหมือนในหนูทดลอง

ต่อมา การวิเคราะห์ข้อมูลในปี 2025 จากการทดลองทางคลินิก 93 โครงการ ไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการใช้ยา GLP-1 กับมะเร็งต่อมไทรอยด์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสรุปของหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปตั้งแต่ปี 2023 ส่วนความกังวลเรื่องมะเร็งตับอ่อน การวิเคราะห์ข้อมูล 62 การศึกษาในปี 2025 ก็ไม่พบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

แม้งานวิจัยจะช่วยยืนยันความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง แต่นี่เป็นเพียงข้อสรุปชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากยากลุ่มนี้ยังถือว่าใหม่มาก ขณะที่โรคมะเร็งอาจใช้เวลานานหลายทศวรรษในการก่อตัว

จากยาสงสัยก่อมะเร็ง สู่ยาป้องกันมะเร็ง?

ยาในกลุ่ม GLP-1 ซึ่งเคยถูกจับตาว่าอาจก่อมะเร็ง กลับกลายมาเป็นหัวข้อหารือในฐานะยาที่อาจช่วยป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งได้

ผลการศึกษาในปี 2024 ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 กว่า 1.6 ล้านคน พบว่าผู้ที่รักษาด้วยยา GLP-1 มีอัตราการเกิดมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วน 10 จาก 13 ชนิด ต่ำกว่าผู้ที่รักษาด้วยอินซูลิน

ขณะที่การศึกษาในปี 2025 ในกลุ่มผู้ใหญ่ประมาณ 87,000 คน พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งโดยรวมของผู้ที่เริ่มต้นใช้ยา GLP-1 ลดลงราว 17% โดยเห็นผลชัดเจนที่สุดในมะเร็งเยื่อบุมดลูก มะเร็งรังไข่ และเนื้องอกเยื่อหุ้มสมองชนิดเมนินจิโอมา (Meningioma) แม้จะพบว่าความเสี่ยงของมะเร็งไตสูงขึ้น 38% ในกลุ่มผู้ใช้ยา GLP-1 แต่ยังต้องรอการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยัน

นอกจากนี้ การศึกษาในปี 2026 ในหญิงที่เข้ารับการตรวจเต้านมกว่า 110,000 คน พบว่าผู้ที่ใช้ยา GLP-1 มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมต่ำกว่าผู้ไม่ได้ใช้ยาประมาณ 30%

นักวิจัยยังได้ศึกษาผลของยา GLP-1 ต่อโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง โดยการศึกษาในปี 2024 ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่กว่า 6,800 คน พบว่าผู้ป่วยที่ใช้ยา GLP-1 จำนวน 103 คน มีอัตราการเสียชีวิตภายใน 5 ปีอยู่ที่ราว 16% เมื่อเทียบกับ 37% ในกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ยา และงานวิจัยที่เสนอในงานประชุมสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2026 ระบุว่า ยา GLP-1 ช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตได้ 34% ในมะเร็ง 6 ชนิด

ปัจจัยที่ทำให้งานวิจัยถูกตีความผิดพลาดได้ง่าย

แม้ผลการศึกษาจะน่าตื่นเต้น แต่งานวิจัยเรื่องยากลุ่ม GLP-1 กับความเสี่ยงมะเร็งมีข้อจำกัดสำคัญ 3 ประการที่ทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ง่ายดังนี้

  1. อคติของผู้ใช้งานที่รักสุขภาพ (Healthy User Bias) ผู้ที่เริ่มใช้ยา GLP-1 มักจะมีสุขภาพดีกว่าและมีฐานะดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้ คนอ้วนที่มีประกันสุขภาพ พบแพทย์สม่ำเสมอ และมีกำลังซื้อยา Ozempic มีแนวโน้มจะได้รับยามากกว่าคนที่มีน้ำหนักและส่วนสูงเท่ากันแต่ขาดโอกาสเหล่านั้น อคตินี้แก้ได้ยากมากใน “การศึกษาสังเกต” (Observational Studies) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบผู้ป่วยตามสภาวะจริงในชีวิตประจำวัน ความได้เปรียบทางสังคมและสุขภาพตั้งแต่ต้น อาจเป็นปัจจัยจริงที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็ง ไม่ใช่ตัวยา
  2. การเลือกเปรียบเทียบกับยาตัวอื่น ผลการศึกษาขึ้นอยู่กับว่านำยา GLP-1 ไปเปรียบเทียบกับยาอะไร งานวิจัยปี 2024 ระบุว่าผู้ใช้ GLP-1 มีความเสี่ยงมะเร็งลดลงมากเมื่อเทียบกับผู้ใช้ “อินซูลิน” แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับผู้ใช้ยาเบาหวาน “เมทฟอร์มิน” (Metformin) กลับไม่พบการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอินซูลินมักใช้ในผู้ป่วยเบาหวานระยะรุนแรง ซึ่งตัวโรคเองก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งอยู่แล้ว การเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าตั้งแต่ต้น จึงทำให้ยา GLP-1 ดูเหมือนมีฤทธิ์ปกป้อง ทั้งที่เป็นผลมาจากตัวยาที่ใช้นำมาเปรียบเทียบ
  3. ระยะเวลาในการศึกษา มะเร็งใช้เวลาก่อตัวนานหลายทศวรรษ แต่งานวิจัยส่วนใหญ่ติดตามผลเพียงไม่กี่ปี ในบางงานวิจัย ผลในการป้องกันมะเร็งปรากฏขึ้นแทบจะทันทีหลังเริ่มใช้ยา ซึ่งในทางปฏิบัติ การป้องกันมะเร็งไม่ได้ทำงานรวดเร็วขนาดนั้น ยาที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้จริงจะค่อยๆ แสดงผลเมื่อเวลาผ่านไป ไม่ใช่เห็นผลภายในช่วงไม่กี่เดือนแรก การที่ความเสี่ยงลดลงทันทีจึงเป็นสัญญาณว่า ผู้ป่วยที่ได้ใช้ยามีความเสี่ยงต่ำกว่าอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

นอกจากนี้ ข้อมูลงานวิจัยเกือบทั้งหมดมาจากกลุ่มประเทศรายได้สูง ทั้งที่การใช้ยาแพร่กระจายไปทั่วโลก และภาระจากโรคมะเร็งกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมากในประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลาง การสรุปว่า GLP-1 ช่วยลดมะเร็งได้ทั่วโลกจึงเป็นการอ้างอิงจากข้อมูลเฉพาะในประเทศร่ำรวยเท่านั้น

การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) แสดงผลอย่างไร

วิธีที่ดีที่สุดในการลดอคติของงานวิจัยคือการทำ การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Trials) ซึ่งจัดกลุ่มเปรียบเทียบให้มีสภาวะใกล้เคียงกันตั้งแต่เริ่มต้น

ผลจากการทดลองทางคลินิกที่มีอยู่ให้ข้อมูลที่เงียบสงบกว่าพาดหัวข่าวมาก การวิเคราะห์ Meta-analyses ในปี 2025 จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการทดลอง 50 โครงการ และ 48 โครงการตามลำดับ พบหลักฐานน้อยมากว่ายา GLP-1 ช่วยลดหรือเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง

แม้การวิเคราะห์ Meta-analyses จะมีความน่าเชื่อถือสูงเนื่องจากมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดตามงานวิจัยต้นทาง ซึ่งส่วนใหญ่ติดตามผลในระยะสั้นเพียง 1-2 ปี และมีจำนวนผู้ป่วยมะเร็งน้อยเกินกว่าจะหาข้อสรุปที่แน่ชัดได้ การทดลองทางคลินิกที่จะตอบคำถามนี้ได้จริง จำเป็นต้องใช้กลุ่มตัวอย่างหลายหมื่นคนและติดตามผลยาวนานหลายปี

หากยา GLP-1 ส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็งได้จริง นักวิจัยยังคงต้องหาคำตอบต่อไปว่า ผลดังกล่าวมาจากตัวน้ำหนักตัวที่ลดลง การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมที่ดีขึ้น หรือเป็นผลโดยตรงต่อการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกัน และก้อนเนื้อร้ายกันแน่

คำแนะนำในปัจจุบันคือ ผู้ป่วยและสาธารณชนสามารถสบายใจได้ในระดับหนึ่งว่า ยาในกลุ่ม GLP-1 ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งโดยรวม แต่ข้อกล่าวอ้างที่ว่ายานี้สามารถป้องกันมะเร็งหรือเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญนั้น ยังคงเป็นสมมติฐานที่ต้องรอการพิสูจน์ และยังเร็วเกินไปที่จะนำมาใช้เป็นข้อสรุปทางการแพทย์ในขณะนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Ozempic