นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ประเมินชื่อเสียงองค์กรไทย พร้อมมอบโล่เกียรติยศ
นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ จัด Thailand’s Reputation Awards ปีที่ 1 พัฒนาตัวชี้วัด 7 ด้าน เพื่อประเมินองค์กรไทย พร้อมมอบรางวัลและโล่เกียรติยศ ครอบคลุมทั้งองค์กรใน ตลท. และ SMEs
ถือเป็นครั้งแรกที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงานมอบรางวัลและโล่เกียรติยศ “รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ประจำปี 2562” (Thailand’s Reputation Awards 2019) โดยมีทั้งหมด 14 องค์กรที่ได้รางวัล แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ องค์กรธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีชื่อเสียงและความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจ มี 7 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านสินค้าและบริการ (Best Product and Service Reputation) ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด มหาชน (CP All) รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรม (Best Innovation Reputation) ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน (PTT) รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านสถานภาพและความก้าวหน้าของบุคลากร (Best Human Resources Development Reputation) ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน (PTT)
รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลองค์กร (Best Corporate Governance Reputation) ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน (PTT) รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านการเป็นพลเมืองดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Best Corporate Citizenship and Responsibility Reputation) ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มหาชน (SCG) รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านความเป็นผู้นำ (Best Corporate Leadership Reputation) ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน (PTT) รางวัลองค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงด้านการสื่อสาร (Best Corporate Communication Reputation) ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร เซอร์วิส จำกัด มหาชน (AIS)
กลุ่มที่ 2 คือ องค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ปี 2562 (Thailand’s SMEs Reputation Awards 2019) แบ่งเป็น ประเภทองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วไป มี 6 รางวัล ได้แก่ บริษัท ดิ ออริจินัล ฟาร์มจำกัด, บริษัท ไทย ฮาเบล อินดัสเตรียล จำกัด, บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด, บริษัท คัฟเวอร์แนนท์ จำกัด, บริษัท สมาร์ท ไอดี กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท โจ-ลี่ แฟมิลี่ จำกัด
และประเภทองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทุนจดทะเบียนในหลักทรัพย์ MAI ไม่เกิน 300 ล้านบาท มี 4 รางวัล ได้แก่ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ควอลลีเทค จำกัด (มหาชน)
กลุ่มสุดท้ายเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดคือ องค์กรธุรกิจที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย ปี 2562 (Thailand’s Best Corporate Reputation 2019 ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด มหาชน (SCG)
“ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์” อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สภาวะการณ์ในปัจจุบันธุรกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 การประกอบธุรกิจให้อยู่รอดจึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่เพิ่มเติมเข้ามาจากการทำธุรกิจให้ได้กำไร อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจให้เกิดความยั่งยืนซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากแต่ก็มีความสำคัญมาก

คณะนิเทศศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงนำแนวคิดและองค์ความรู้มาพัฒนาเป็นตัวชี้วัดความมีชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจภายใต้บริบทของสังคมไทย ถือได้ว่าเป็นอีกก้าวสำคัญในการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ สร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรม (knowledge & innovation) และสร้างเสริมสังคมไทย (local transformation) อันเป็น 2 ใน 4 ยุทธศาสตร์ ปี 2560-2563 ที่จุฬาฯ ได้วางไว้ตามวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่นจะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลก ที่สร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างเสริมสังคมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
สอดคล้องกับ “รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ” คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ที่กล่าวถึงจุดมุ่งหมายการจัด Thailand’s Reputation Awards ว่า มีเป้าหมายส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจไทยหันมาให้ความสำคัญ และมีการบริหารจัดการด้านการดำเนินงานควบคู่ไปกับการจัดการการสื่อสารที่ดี เพื่อนำไปสู่การเป็นองค์กรประสิทธิภาพและมีคุณค่า นำไปสู่การแข่งขันที่ยั่งยืนในภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ก็เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ทางนิเทศศาสตร์ในด้านการประเมินชื่อเสียงองค์กร ที่จะมีประโยชน์อย่างแพร่หลายต่อไปในอนาคตทั้งในเชิงวิชาการ รวมถึงภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วโครงการนี้ จะเป็นเสมือนตัวเชื่อมระหว่างสถาบันการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน นำไปสู่การพัฒนาทางธุรกิจไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน
“สำหรับความโดดเด่นของรางวัลนี้ อยู่ที่กระบวนการสรรหาและประเมินความมีชื่อเสียงขององค์กรธุรกิจ ผ่านกระบวนการและระเบียบวิธีวิจัยที่รัดกุม เพื่อให้สามารถมั่นใจได้ว่า การวัดผลชื่อเสียงขององค์กรทั้งชื่อเสียงโดยภาพรวมและชื่อเสียงในแต่ละด้าน มีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นอย่างสูงสุดตามหลักวิชาการ”
ซึ่งรางวัลนี้เกิดขึ้นโดยเริ่มต้นจากความร่วมมือของผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาชีพ นักวิชาการ ร่วมกันกำหนดตัวชี้วัดสำหรับการประเมินความมีชื่อเสียงขององค์กร โดยทำการศึกษาวิจัยจากแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับนิยาม ความหมายของชื่อเสียงองค์กร การพัฒนาชื่อเสียงองค์กรหรือการสร้างชื่อเสียงองค์กร การจัดการเกี่ยวกับชื่อเสียงองค์กร กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร รวมถึงแนวคิดเกี่ยวกับเอกลักษณ์องค์กร ภาพลักษณ์องค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงองค์กร
ประกอบกับการใช้แนวคิดทางการประเมิน วิธีการวัดผลความมีชื่อเสียงขององค์กร เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความมีชื่อเสียงใน 7 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านสินค้าและบริการ 2.ด้านนวัตกรรม 3.ด้านสถานภาพและความก้าวหน้าของบุคลากร 4.ด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลองค์กร 5.ด้านการเป็นพลเมืองดีและมีความรับผิดชอบต่อสังคม 6.ด้านความเป็นผู้นำ และ 7.ด้านการสื่อสาร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดตัวชี้วัดชื่อเสียงของ The Reputation Institute โดยเครื่องมือวัดที่พัฒนาได้นี้จะนำไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริโภคสินค้าและบริการ พนักงาน นักลงทุนหรือผู้ถือหุ้น และกลุ่มสื่อมวลชน รวมทั้งสิ้น 2,061 ตัวอย่าง จากประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและภูมิลำเนาอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานหรือโรงงานของแต่ละบริษัทมหาชน ในปี 2562
ทั้งนี้ “กนกพร รอดรุ่งเรือง” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม ปตท. กล่าวว่า ปตท.เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่ก่อตั้งมามากกว่า 40 ปี ด้วยเจตนารมณ์ของเราแต่แรกไม่ได้เน้นเรื่องการทำงานด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่เรามีเจตนารมณ์ชัดเจนคือต้องดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมด้วย
ฉะนั้นตลอด 40 ปีที่ผ่านมาเราไม่เคยละทิ้งเรื่องเหล่านี้ ขณะเดียวกันจะทำให้การดำเนินงานหรือการดูแลสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ดำเนินไปได้ด้วยดี บริษัทจะต้องมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งเราให้ความสำคัญจนตั้งเป็นหน่วยงานขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ compliance เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแล การปฏิบัติงานของบริษัทซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึง covenant ในระดับรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ที่จะมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ
“เราให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรม ปตท.คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาอยู่เสมอ เพราะคิดว่าทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยี จะเป็นตัวที่ช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศเรา ก้าวผ่านในสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทั้งนั้น เราก็กำหนดชัดเจนว่า ปตท.จะพัฒนาเรื่องสังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดูแลคนภายในองค์กร อย่างต่อเนื่อง”
ส่วนทางด้าน “วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด เผยว่า วอริกซ์ สปอร์ต เป็นบริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาที่ก่อตั้งมาเกือบ 9 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งบริษัทเราเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกลยุทธ์ด้านการตลาดเท่านั้น ส่วนหนึ่งมาจากประสิทธิภาพของคนในองค์กรที่เราพยายามปลูกฟันให้พนักงานกว่า 200 ชีวิต ทำงานกันอย่างแข็งแกร่ง
“คนในองค์กรของเราทั้งในสำนักงานและหน้าร้าน มีความหลากหลายด้านอายุ มีตั้งแต่เด็กจบใหม่ คนช่วง 30-35 ปี และอายุตั้งแต่ 35 ปีเป็นต้นไป เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกช่วง เช่น กลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-25 ปี พนักงานที่อายุ 35 ปีขึ้นไปอาจจะมีความเข้าใจกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นได้ไม่ดีเท่าพนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่”
ขณะที่ “กุลวัชร ภูริชยวโรดม” บริษัท ดิ ออริจินัล จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชนัน จำกัด กล่าวว่า ดิออริจินัล เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจอาหารญี่ปุ่น โดยมีแบรนด์ โชวนัน เป็นแบรนด์หลักให้บริการคนไทยมากว่า 10 ปี ปัจจุบันมี 14 สาขา และสาขาเฟรนไชส์อีโคซิสเต็มเกือบ 30
เรามีจุดเด่นคือการเป็นอาหารจานด่วนญี่ปุ่น โดยยึดสิ่งสำคัญคืออาหารต้องอร่อย และพยายามจะคัดสรรหรือพัฒนาเมนูที่ตอบโจทย์เทรนอาหารตลอดเวลา เพราะเทรนด์เปลี่ยนทุก 10 ปี นอกจากนั้น การที่แบรนด์เป็นที่รู้จักมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราพยายามพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เช่น นำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมการให้บริการลูกค้า หรือแม้แต่การร่วมกับองค์กรอื่น ๆ ทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยโชวนันยึดมั่นจากการดูแลพนักงานในองค์กรก่อน เช่น ส่งเสริมพนักงานเข้าร่วมอบรมในโครงการ Fin.ดี ของธนาคารแห่งประเทศไทย ในเรื่องการเก็บเงิน การใช้เงิน หรืออบรมด้าน อื่น ๆ เพื่อที่พนักงานจะได้ส่งประสบการณ์การบริการที่ดีแก่ลูกค้า