แบรนด์หรูพาเหรดขึ้นราคา เหตุวัตถุดิบแพง ค่าแรงพุ่ง เงินเฟ้อสูงทุบสถิติ

ราคาแบรนด์หรูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการจะลดลงหรือไม่?
ภาพจาก pixabay

ราคาสินค้าฟุ่มเฟือยแบรนด์หรูต่างทยอยสูงขึ้น สาเหตุมาจากอะไร และจะส่งผลให้ความต้องการลดลงหรือไม่ ?

วันที่ 7 มีนาคม 2565 ฟอร์บส รายงานว่า แบรนด์สุดหรู ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton, Gucci, Hermes ไปจนถึง Bulgari ได้ปรับขึ้นราคาขายปลีกอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยจากค่าวัสดุที่มีราคาแพงขึ้น รวมถึงค่าแรงก็สูงขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อสินค้าเหล่านี้ต่างยอมรับว่าสินค้าแบรนด์หรูมีราคาเพิ่มขึ้น แต่ก็คิดว่าสถานการณ์นี้จะคงอยู่ไม่นาน

เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Louis Vuitton ประกาศขึ้นราคาชุดเดรส รองเท้า และกระเป๋าถือ แตกต่างจากอดีตที่แบรนด์นี้จะประกาศขึ้นราคาสินค้าที่ถูกคัดเลือกในบางประเภทสินค้าเท่านั้น  แต่สถานการณ์การขึ้นยกแผงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ต้นทุนได้เพิ่มขึ้นและกดดันให้ผู้ผลิตต้องปรับราคา

Bernstein บริษัทด้านวิจัยและให้ปรึกษาด้านการลงทุน ประเมินว่าราคาสินค้าแบรนด์หรูจะเพิ่มขึ้น 6-7% ขณะที่ Purse Bop เวบไซต์ขายกระเป๋าแบรนด์หรูประมาณการว่าราคาสินค้าเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4% สำหรับกระเป๋าที่ราคาถูก และเพิ่มขึ้น 15-18% สำหรับกระเป๋าที่มีราคาสูง

ขณะที่การสอบถามไปที่ธุรกิจหนึ่งในเครือ LVMH ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ แต่ Tag Heuer แบรนด์ภายใต้ LVMH อีกแห่งหนึ่งประกาศว่าพวกเขาจะขึ้นราคาในไม่ช้า โดยคาดว่าสินค้าภายใต้แบรนด์ Tag Heuer จะเพิ่มขึ้น 5-6%

สถานการณ์เหล่านี้คือสิ่งสะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าแบรนด์หรู และผู้ซื้อสินค้าเหล่านี้อาจต้องหันหลังให้แบรนด์โปรดของพวกเขา

แม้ว่า ลูกค้าบางรายอาจยังมีกำลังจ่ายในราคาที่สูงขึ้น เช่น กระเป๋าชาแนลที่มีราคาเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่ลูกค้ายังคงจ่ายในราคานั้น แต่สิ่งเหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า เพราะในภาวะปัจจุบัน ก็เริ่มเห็นว่า แม้แต่ลูกค้าที่ใช้จ่ายได้สบายๆ ก็ไม่อาจต้านทานราคาสินค้าที่สูงขึ้นของแบรนด์หรูได้อย่างที่ผ่านมา

เปิด 6 ปัจจัย ดันราคาสินค้าฟุ่มเฟือยพุ่ง 

1. อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าที่สูงขึ้น เนื่องจากตั้งแต่ปี 2562 ราคาอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่า 7% ราคาเสื้อผ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 14% และราคาเฟอร์นิเจอร์เพิ่มขึ้นประมาณ 32% โดยสรุปในปี 2564 ราคาโดยรวมเพิ่มขึ้น 7.5% และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีที่แล้ว

2. อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ถึง 5 ครั้งในปีนี้

3. แบรนด์ดังอื่น ๆ ขึ้นราคา เช่น Crocks ส่งผลให้ขึ้นราคาตามกันและก่อให้เกิดการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ

4. ผู้เดินทางพักร้อนจะพบว่าค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวและที่พักสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคเหล่านี้ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายและการซื้อสินค้าในช่วงฤดูท่องเที่ยว

5. สินค้าที่ห้างหรือร้านจ้างผลิต เช่น Nordstrom และร้านค้าอื่น ๆ ให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าเอง และเพิ่มพื้นที่แสดงสินค้าบนพื้นการขาย

6. เงินเดือนไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่ากับราคาสินค้าที่เพิ่มมาตั้งแต่ปี 2562 เหล่านักลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งเคยใช้เงินกันมือเติบ ถึงเวลานี้ต่างกลัวและไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้อย่างแต่ก่อน

อย่างไรก็ตาม บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์หรูยังสามารถปรับราคาขึ้นได้ เนื่องจากยังมีลูกค้าจำนวนหนึ่งมีกำลังจ่ายสินค้าเหล่านี้ แม้ว่า หลายคนจะรู้ดีว่า ราคาต้นทุนวัตถุดิบ ต้นทุนห่วงโซ่อุปทานที่เพิ่มขึ้น และปัจจัยอื่น ๆ ต่างถาโถมกดดันให้เงินเฟ้อขยับตัวขึ้น และเป็นปัจจัยหลักของการเพิ่มราคาสินค้าในที่สุด

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ฟอร์บส ประเมินว่าการเกิดขึ้นของการลงทุนในตลาดคริปโต ได้สร้างเศรษฐีกลุ่มใหม่ที่ร่ำรวยการจากซื้อขายคริปโต และเป็นปัจจัยทำให้ราคาสินทรัพย์ สินค้าแบรนด์หรูต่างๆ มีผลทั้งเชิงลบและผันผวนมากขึ้น รวมถึงการแบนคริปโตของรัฐบาลจีน อาจมีผลให้นักช็อปที่มั่งคั่งลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยลง และทำให้ในระยะข้างหน้า ราคาสินค้ากลุ่มนี้ชะลอตัวลงได้