“โคเมเฮียว” มั่นใจตลาดแบรนด์เนมมือสองยังแกร่ง เดินหน้าขยายสาขา-อัพเกรดอีคอมเมิร์ซ เตรียมผุด 1 สาขา กทม.ครึ่งปีหลัง ย้ำหน้าร้านจุดเด่นสำคัญสร้างเชื่อมั่น พร้อมต่อยอดประสบการณ์ 80 ปี-เครือข่ายทั่วโลกดึง AI สปีดงานบริการ ลุยปั้นไทยฮับแบรนด์เนมมือสองอาเซียน
นายโทรุ อิมาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโคเมเฮียว จำกัด ผู้บริหาร “โคเมเฮียว” (Komehyo) เชนร้านแบรนด์เนมมือสองสัญชาติญี่ปุ่น เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดสินค้าแบรนด์เนมมือสองทั้งไทยและระดับโลกมีแนวโน้มเติบโต 10-15% ต่อเนื่อง โดยยังไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจมากนัก
ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของธุรกิจที่ผู้ที่มีแบรนด์เนมอยู่แล้วอาจต้องการนำมาขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดสำรองไว้ ในขณะที่ผู้ที่เคยใช้ของมือหนึ่งเริ่มหันมาสนใจสินค้ามือสองมากขึ้น เพื่อควบคุมและประหยัดค่าใช้จ่าย เช่นเดียวกับกลุ่มผู้เริ่มเข้าวงการสินค้าแบรนด์เนมที่มองหาสินค้าแบรนด์เนมราคาจับต้องได้แม้เป็นมือสอง สะท้อนจากจำนวนลูกค้าของบริษัทในปี 2568 โดยเฉพาะผู้บริโภคอายุน้อยกว่า 40 ปี ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ราคาสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่งปรับตัวสูงขึ้นมาก สินค้าแบรนด์เนมมือสองจึงกลายเป็นทางเลือกที่คนรุ่นใหม่สามารถเอื้อมถึงและเป็นเจ้าของได้ง่ายกว่า แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งการอ่อนค่าของเงินเยนกระทบการซื้อสินค้าแบรนด์เนมมือหนึ่ง แต่การหมุนเวียนของแบรนด์เนมมือสองในประเทศยังคงเพิ่มขึ้น”
ความเชื่อมั่นโอกาสสำคัญ
ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นยังเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสที่สามารถนำมาชิงความได้เปรียบได้ โดยผู้บริโภคบางส่วนยังมีทัศนคติเชิงลบหรือมีความกังวลเมื่อต้องซื้อของมือสอง โดยเฉพาะเรื่องความแท้จริงของสินค้า หรือราคาที่ซื้อขายนั้นเหมาะสมและยุติธรรมหรือไม่ ทำให้อาจเกิดความลังเลที่จะซื้อสินค้ามือสอง
แต่ขณะเดียวกันผู้เล่นที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคได้จะได้เปรียบในการแข่งขันเช่นกัน
ลงทุนผุดสาขาย้ำเชื่อมั่น
นายโทรุกล่าวต่อไปว่า เพื่อต่อยอดโมเมนตัมการเติบโตของตลาด บริษัทจึงตัดสินใจเดินหน้าลงทุนอัพเกรดช่องทางรับซื้อและจำหน่ายทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ ให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น และใช้งานได้ง่าย-รวดเร็วขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสการขาย รวมถึงย้ำจุดเด่นด้านความเชื่อมั่นจากการมีหน้าร้าน ในขณะที่ผู้เล่นอื่นมักมีเพียงช่องทางออนไลน์
สำหรับแผนการขยายสาขาร้านออฟไลน์นั้นในปี 2569 นี้ยังคงแผนเปิดเพิ่มปีละ 1-2 สาขาเช่นเดิม โดยเล็งทำเลในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งประเมินว่ายังมีช่องว่างให้ขยายตลาดได้อีกมาก และหลังจากครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ แล้วจะขยายไปยังหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด อาทิ ภูเก็ตและเชียงใหม่ ซึ่งต่างมีศักยภาพสูงในอนาคต
หลังปี 2568 ที่ผ่านมาบริษัทปักธงสาขาที่ 8 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้าเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ในพื้นที่ย่านฝั่งธนฯ หลังก่อนหน้านี้มีสาขาที่เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2, เซ็นทรัล บางนา ชั้น 1, เทอร์มินอล 21 พระราม 3 ชั้น G, เจพาร์ค ศรีราชา นิฮอนมุระชั้น 2, เดอะ มอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ชั้น M, คิงสแควร์ คอมมูนิตี้ มอลล์ ชั้น 2 และเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ชั้น 2
“การมีหน้าร้านจริงถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้เราได้เปรียบคู่แข่งที่เน้นทำตลาดแค่ออนไลน์เพียงอย่างเดียว เนื่องจากสินค้าแบรนด์เนมมีมูลค่าสูง ลูกค้าจึงต้องการที่จะเห็นสินค้าจริงเพื่อประเมินสภาพ และตรวจสอบความแท้ก่อนตัดสินใจ หน้าร้านจึงทำหน้าที่เป็น Touchpoint สำคัญที่สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า”
อัพเกรดออนไลน์ให้ไร้รอยต่อ
ส่วนช่องทางออนไลน์จะอัพเกรดประสบการณ์การใช้งานให้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น อาทิ การเปรียบเทียบสินค้าที่ปัจจุบันยังไม่รวดเร็วพอ ซึ่งความรวดเร็วจะช่วยเพิ่มจำนวนสินค้าที่ลูกค้าแต่ละรายมองเห็นให้มากขึ้น นำไปสู่โอกาสการขายที่มากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับการเพิ่มรูปภาพมุมต่าง ๆ ของสินค้า และคำอธิบายที่ละเอียดขึ้น เพื่อชดเชยข้อจำกัดของการซื้อออนไลน์ โดยตั้งเป้าให้ลูกค้าได้รับข้อมูลที่ใกล้เคียงกับการมาดูสินค้าจริงที่หน้าร้านมากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น
ทั้งนี้เป็นการอัพเกรดต่อเนื่องจากการเพิ่มระบบสั่งซื้อและชำระเงินผ่านระบบออนไลน์บนหน้าเว็บได้ทันทีเมื่อปี‘68 เพื่อลดความยุ่งยากจากเดิมที่ลูกค้าต้องทักแชตผ่าน Facebook หรือ LINE เพื่อโอนเงิน
“แนวทางของเราคือ การนำโมเดลความสำเร็จในญี่ปุ่นมาใช้ในไทย ด้วยการผสานออนไลน์และหน้าร้านเข้าด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมลูกค้า เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดอาจจะเดินทางมาดูและสัมผัสสินค้าจริงที่สาขาในกรุงเทพฯ เพื่อความมั่นใจ แต่ยังไม่ซื้อในทันที เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วก็สามารถกดสั่งซื้อสินค้านั้นผ่านช่องทางออนไลน์ให้ไปส่งที่บ้านได้”
ดึง AI ย้ำจุดเด่นเชนใหญ่
นายโทรุเสริมว่า นอกจากนนี้บริษัทยังนำ AI มาใช้เสริมแกร่งให้กับจุดแข็งของการเป็นเชนใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 80 ปี และมีสาขาทั้งในและนอกญี่ปุ่นรวมกันกว่า 300 สาขา ด้วยการใช้ AI เข้ามาสนับสนุนทีมผู้ประเมินสินค้าในการตรวจจับและประเมินว่าสินค้านั้นเป็นของแท้หรือไม่ ด้วยการอ้างอิงข้อมูลจากคลังข้อมูลการซื้อขายสินค้าของบริษัทที่มีการสะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะข้อมูลจากทางฝั่งญี่ปุ่นที่รับซื้อสินค้าเข้าสู่ระบบมากถึง 2.4 ล้านรายการต่อปี รวมถึงยังช่วยให้สามารถกำหนดราคารับซื้อที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลได้ด้วย
“การใช้ AI นี้ไม่เพียงแก้ปัญหาความกังวลของลูกค้าที่กลัวว่าจะได้ของปลอม หรือกังวลว่าราคาจะไม่ยุติธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบริษัทด้วย”
ต่อยอดเครือข่ายทั่วโลก
ขณะเดียวกันบริษัทจะต่อยอดการมีเครือข่ายสาขาทั่วโลกครอบคลุมทั้งญี่ปุ่น, สิงคโปร์, จีน, ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา มารับมือสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงิน, ต้นทุนพลังงานและการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ด้วยการจัดหาสินค้าจากแหล่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น การนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นในช่วงที่ค่าเงินเอื้ออำนวย เพื่อนำมาเสนอขายให้กับลูกค้าในไทยด้วยราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
นายโทรุย้ำว่า บริษัทตั้งเป้าผลักดันให้ไทยเป็นฐานและศูนย์กลางสำคัญสำหรับการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน โดยจะมุ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจในไทย เช่นเดียวกับที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจมาถึง 80 ปีจนได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากลูกค้า เพื่อนำไปสู่ตลาดที่มีการซื้อขายสินค้าแบรนด์เนมหมุนเวียนมือสอง, สาม, สี่ ฯลฯ ได้อย่างต่อเนื่อง