ภาพข่าวจากเมืองชานกรุงเคียฟ ราวกับฉากในภาพยนตร์แนวสยองขวัญ เพราะเต็มไปด้วยศพบนท้องถนน ซึ่งยูเครนกล่าวหารัสเซียสังหารหมู่พลเรือน แต่รัสเซียตอบโต้ว่าเป็นของปลอมที่จัดฉากขึ้น
หมายเหตุ : ภาพข่าวรายงานนี้อาจกระทบกระเทือนจิตใจ
วันที่ 4 เมษายน 2565 สำนักข่าว เอพี รายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลยูเครนกล่าวหาทหารรัสเซีย สังหารหมู่พลเรือนยูเครนในเมืองบูชา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟ หลังรัสเซียเคลื่อนทัพออกไป พบศพชาวบ้าน ลักษณะถูกทารุณ มัดมือไพล่หลัง และถูกยิงในระยะเผาขน
ภาพข่าวที่เผยแพร่ออกมาทำให้ผู้นำชาติยุโรปประณามการกระทำที่โหดร้าย และเรียกร้องให้ลงโทษทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียเพิ่มขึ้นอีก

อีรีนา เวเนดิกโตวา อัยการสูงสุดของยูเครนกล่าวว่า นับตั้งแต่รัสเซียถอนกองกำลังออกไปจากเมือง ยูเครนต้องเคลื่อนย้ายร่างพลเรือนไปแล้วกว่า 410 ศพ
ขณะที่ทีมนักข่าวเอพีเห็นศพอย่างน้อย 21 รายตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมือง กองหนึ่งเป็นศพ 9 ราย สวมชุดพลเรือนอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่รัสเซียใช้เป็นฐานกองกำลัง สภาพศพมีลักษณะถูกสังหารในระยะประชิด มีอย่างน้อย 2 ร่างที่ถูกมัดมือไพล่หลัง ร่างหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะ อีกร่างขาทั้งสองถูกมัด

การพบศพจำนวนมากครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากรัสเซียถอนกำลังออกจากกรุงเคียฟตามที่ประกาศ นับจากมีการสู้รบอย่างดุเดือดมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ที่รัสเซียเคลื่อนทัพจากเบลารุสลงมาทางเหนือ แล้วเข้ามายังเมืองบูชาตั้งแต่วันแรกๆ ก่อนถอนกำลังออกไปวันที่ 30 มี.ค. เมื่อประกาศจบศึกเฟสแรก และเริ่มเฟสใหม่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของยูเครน
ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวว่า กองทัพรัสเซียบุกเข้ามาแล้วนำชาวบ้านที่หลบภัยอยู่ชั้นใต้ดินออกไป ตรวจดูโทรศัพท์ ว่ามีการเคลื่อนไหวต่อต้านรัสเซียหรือไม่ ถ้ามีก็นำคนเหล่านั้นไปแล้วยิงทิ้ง

โอเลฟซี อเรสโตวิช ที่ปรึกษา ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวว่า มีชาวบ้านจำนวนมากถูกสังหารกลางถนน เมืองเออร์ปิน และฮอสโตเมล เช่นเดียวกับเมืองบูชา ที่เหมือนในภาพยนตร์สยองขวัญ
ส่วนนายเซเลนสกีให้สัมภาษณ์สื่อซีบีเอสของสหรัฐอเมริกาว่า “นี่เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียออกแถลงการณว่า ภาพและวิดีโอศพที่เห็นนั้นถูกจัดฉากขึ้นมา โดยรัฐบาลยูเครนเพื่อให้สื่อมวลชนตะวันตกไปเผยแพร่ ทั้งที่นายกเทศมนตรีเมืองบูชา ไม่ได้เอ่ยถึงว่ามีเหตุการณ์นี้เลย หนึ่งวันหลังจากรัสเซียยกทัพออกไป
กระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันด้วยว่า “ไม่มีชาวบ้านแม้แต่คนเดียวที่เผชิญกับการกระทำรุนแรงจากทหารรัสเซีย”