BBC Future
หลายทศวรรษที่ผ่านมา บรรดานักเขียนนวนิยาย เช่น ไอแซค อาซิมอฟ และเออร์ซูลา เค เลอ กวิน หรือภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์ ที่เกี่ยวกับวิทยศาสตร์และดาราศาสตร์ เช่น “อี.ที. เพื่อนรัก” “สตาร์ เทรค” ่ ล้วนตั้งคำถามว่า มนุษยชาติจะปฏิบัติกับมนุษย์ต่างดาว หรือ “เอเลียน” อย่างไร หากมนุษย์ต่างดาวเดินทางมายังโลก
หากมองในแง่ของ “วัฒนธรรมป๊อป” สิ่งมีชีวิตนอกโลก มักถูกมองเป็นพลเมืองชั้นสอง หรือสิ่งที่ต้อยต่ำกว่ามนุษย์ ยกตัวอย่างในภาพยนตร์ “อี.ที. เพื่อนรัก” ถ้าตัวเอกที่เป็นมนุษย์ไม่เข้าไปช่วยเหลือ มนุษย์ต่างดาวก็คงถูกผ่าตัดเพื่อการทดลองไปแล้ว ขณะที่ในภาพยนตร์ “ดิสตริก 9” (District 9) เอเลียนหลายล้านตัวแออัดยัดเยียดอยู่ในสลัมในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นการยัดเยียดทัศนคติว่าถ้ามนุษย์ต่างดาวมาโลก จะต้องมีชีวิตที่ลำบาก
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานการมีอยู่ของเอเลียน แม้มนุษยชาติจะค้นหาอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มสูงที่ สิ่งมีชีวิตนอกโลกที่มนุษย์อาจค้นพบในอนาคต จะมีลักษณะเป็นจุลินทรีย์ชีวภาพที่เคยอาศัยอยู่บนดาวอังคาร เป็นต้น มากกว่าเอเลียนรูปร่างคล้ายมนุษย์ในภาพยนตร์และโทรทัศน์

ที่มาของภาพ, Getty Images
แต่ถ้ายึดตาม “สมการของเดรก” (Drake Equation) ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาด้านชีววิทยาอวกาศ และการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว จะประมาณการเชิงสถิติได้ว่า มีโอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่ทรงภูมิปัญญาอยู่ในห้วงอวกาศ แต่โอกาสที่มนุษย์จะได้ติดต่อกับเอเลียนเหล่านี้มีเพียงน้อยนิด เมื่อพิจารณาจากความกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวาล และระยะทางระหว่างดวงดาว
“การค้นหาชีวิต หรือติดต่อกับเอเลียน มีโอกาสน้อยมาก” จอห์น ซาร์เนคกิ ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ มหาวิทยาลัยเปิดโอเพ่นยูนิเวอร์ซิตี ในสหราชอาณาจักร กล่าว
“เราทุกคนสงสัยว่า น่าจะมีดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะอยู่ แต่การค้นหามันแทบเป็นไปไม่ได้ในเชิงเทคโนโลยี”
ปัจจุบัน เราทราบแล้วว่า มีดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ หรือ Exoplanets อยู่จริง และดาวเคราะห์บางแห่งมีโอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เพราะมีน้ำอยู่บนนั้น
การค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกยังดำเนินต่อไป และยังมีโอกาสแม้น้อยนิดที่มนุษย์จะได้ปฏิสัมพันธ์กับเอเลียน แต่อีกคำถามสำคัญคือ แล้วมนุษย์จะทำตัวอย่างไรหากต้องเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวจริง ๆ โดยเฉพาะสปีชีส์ต่างดาวทรงภูมิปัญญาที่แตกต่างและมีพัฒนาการทางเทคโนโลยีก้าวล้ำจากมนุษย์อย่างมาก
สิทธิของเอเลียน
นักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ ล้วนไม่ได้คาดหวังว่ามนุษย์จะปฏิบัติกับมนุษย์ต่างดาวอย่างเป็นมิตรนัก หากคำนึงถึงประวัติศาสตร์การเคารพสิทธิของสิ่งมีชีวิตบนโลกมนุษย์ รวมถึงสิทธิมนุษยชน แม้จะมีสนธิสัญญาเพื่อพิทักษ์สิทธิเหล่านี้ก็ตามที
ยกตัวอย่าง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่บัญญัติสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม ของทุกคนในทุกแห่งหน ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่นานาประเทศเห็นพ้องว่า สิทธิและเสรีภาพเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนสมควรได้รับ แต่ก็ต้องรอให้เกิดความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงจะบรรลุปฏิญญาดังกล่าว ในปี 1948
ที่มาของภาพ, Alamy
และแม้จะมีการคว่ำบาตร แต่การจะบังคับใช้ปฏิญญาฯ เพื่อคุ้มครองสิทธิของมนุษย์ ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ ซึ่งหากพิจารณาถึงประวัติศาสตร์และกฎหมายเหล่านี้ เราจะเห็นเบาะแสถึงวิธีที่มนุษย์จะปฏิบัติต่อเอเลียน หากเกิดการติดต่อขึ้นมาจริง โดยจะเป็นการปฏิบัติคล้ายกับสปีชีส์ที่ไม่ใช่มนุษย์บนโลก อย่างพวกสัตว์ป่าต่าง ๆ เป็นต้น
แม้หลายประเทศในปัจจุบัน จะยอมรับว่าสัตว์หลายชนิด ตั้งแต่ กอริลลาไปจนถึงอีกา เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก แต่ความคืบหน้าในการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครอง “สัตว์ที่มีความรู้สึก” ก็พึ่งจะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อไม่นานมานี้เท่านั้น
จนถึงปัจจุบัน แทบไม่มีเวทีสนทนาพูดถึงเอเลียน และสิทธิของเอเลียนในระดับสากล หากพวกเขามาอยู่ในโลกมนุษย์
จิล สจ๊วต ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอวกาศ จาก LSE แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ไม่เชื่อว่า มนุษย์จะได้ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวในช่วงชีวิตนี้ แต่เธอมองว่า การพิจารณาถึงมาตรการรับมือหากต้องพบเจอมนุษย์ต่างดาว จะเป็นประโยชน์ไม่ว่ามนุษย์จะได้เจอเอเลียนหรือไม่
“เราค้นหาจักรวาลเพื่อค้นพบตัวเราเอง เพราะมันทำให้เราต้องคิดคำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และระหว่างมนุษย์กับสปีชีส์อื่น ๆ” เธอกล่าว
“ฉากทัศน์ในอนาคตเหล่านี้ อาจจะไม่มีวันเกิดขึ้นก็เป็นได้ แต่กระบวนการคิดเหล่านี้ มีคุณค่าในตัวของมันเอง”
แผนที่ยังไม่มี
นิคลาส เฮดแมน ผู้อำนวยการบริหาร สำนักงานกิจการอวกาศส่วนนอกแห่งสหประชาชาติ หรือ UNOOSA ยอมรับว่า จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีข้อตกลงระดับสากล หรือกลไกที่กำหนดว่า มนุษยชาติจะรับมือกับเอเลียนที่ทรงภูมิปัญญาได้อย่างไร
ส่วนสนธิสัญญาว่าด้วยอวกาศฉบับสำคัญ 5 ฉบับนั้น ซึ่งตอนนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การห้ามติดตั้งอาวุธในอวกาศ ไปจนถึงความเสียหายที่เกิดจากเศษซากที่เกิดขึ้นจากการเดินทางในอวกาศของประเทศต่าง ๆ แต่ทั้งหมดก็มีศูนย์กลางอยู่ที่กิจกรรมของมนุษย์ในอวกาศและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์เท่านั้น
กลุ่มการค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญหาจากต่างดาว หรือ เซติ ภายใต้สถาบันการศึกษานานาชาติด้านอวกาศ ได้กำหนดกรอบการดำเนินงานหากตรวจพบมนุษย์ต่างดาวในปี 2010 ยึดโยงจากการถกเถียงที่ยาวนานมาหลายสิบปี โดยหากพบสัญญาณสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญหานอกโลก กรอบการดำเนินงานนี้เสนอให้จัดตั้งสภาสำหรับการประสานงานในระดับสากลผ่านกลไกของสหประชาชาติ และคณะกรรมการการใช้ห้วงอวกาศอย่างสันติ หรือ COPUOS
ที่มาของภาพ, NASA
สจ๊วต เชื่อว่า จนถึงวันที่พบเอเลียนจริง ๆ โลกจะยังไม่เกิดกรอบความร่วมมือที่ยอมรับได้ในระดับสากล
แต่สิ่งที่คงจะเกิดการพิจารณาอย่างจริงจัง คือ เจตนาของเอเลียน หรือพูดง่าย ๆ ว่า เอเลียนที่มนุษย์เผชิญหน้าอยู่นั้นเป็นมิตร หรือเป็นภัย โดย สจ๊วต ระบุว่า ประเด็นนี้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในหมู่เชี่ยวชาญว่า มนุษย์ควรพยายามติดต่อสิ่งมีชีวิตนอกโลกต่อไปหรือไม่ ถ้าเอเลียนเป็นภัยจริง ๆ หรือควรเฝ้าระวังอย่างเงียบ ๆ ถึงสัญญาณการมีอยู่จริงของเอเลียน เพื่อเตรียมการรับมือ
แล้วถ้า “จานบิน” พุ่งชนพื้นที่ใดสักแห่งในโลก มนุษย์จะต้องรับมืออย่างไร สจ๊วต ระบุว่า ยังไม่เคยมีการกำหนดหรือเสนอมาตรการรับมือสถานการณ์เช่นนี้เลย แต่เขาก็เชื่อว่า สมมติว่าจานบินพุ่งชนโลกจริง ก็เป็นไปได้ที่ประเทศที่จานบินตกลงไปนั้น จะเป็นผู้เริ่มการหารือถึงมาตรการรับมือ
สิ่งหนึ่งที่ทำได้ อาจเป็นการมอบสิทธิขั้นพื้นฐานเดียวกับมนุษย์ให้กับเอเลียน เพราะมีเหตุผลเชื่อได้ว่า สปีชีส์นอกโลกใดก็ตามที่สามารถเดินทางมาถึงโลกมนุษย์ได้ จะมีภูมิปัญญาขั้นสูงและมีอารมณ์ความรู้สึก ดังนั้น จึงควรปฏิบัติกับเอเลียนในแบบเดียวกับการปฏิบัติกับมนุษย์ หรือพูดง่าย ๆ “สิทธิมนุษยชน” จะพัฒนากลายเป็น “สิทธิของสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก”
อย่างไรก็ดี มนุษย์ยังต้องพิจารณาถึงลักษณะภูมิปัญญาและความรู้สึกนึกคิดของเอเลียนที่จะหลากหลาย เพราะแม้แต่บนโลกมนุษย์เอง เรายังให้การยอมรับไม่ได้หมด ยกตัวอย่างเช่น ยังมีข้อถกเถียงว่า ปลาหมึกยักษ์ มีความรู้สึกนึกคิด และเจ็บปวดเป็นหรือไม่ ไม่เพียงเท่านั้น การศึกษาด้านเชื้อราวิทยาชี้ให้เห็นว่า แม้แต่เชื้อรา ก็มีปัญญาในระดับหนึ่ง ยกตัวอย่างการเรียนรู้และมีกระบวนการตัดสินใจ แต่พวกมันก็ยังไม่ได้รับสิทธิคุ้มครอง
“แต่เมื่อพูดถึงเอเลียน เราต้องถามว่า แล้วเอเลียนมีปัญญาแบบไหน” ซูซาน แบล็คมอร์ นักเขียนและศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยพลีมัธในสหราชอาณาจักร กล่าว
ที่มาของภาพ, Getty Images
ความรู้สึกของเอเลียน
อีกประเด็นสำคัญ คือ ความสามารถในการรู้สึกเจ็บปวดและทุกข์ทรมานของเอเลียน
“เอเลียนทรมานได้ไหม” แบล็กมอร์ เสริม “ถ้าเอเลียนทรมานได้ เราก็มีพันธะด้านศีลธรรมต่อพวกเขา”
นักจริยธรรมอย่าง ปีเตอร์ ซิงเกอร์ ที่เขียนถึงประเด็นสิทธิที่ไม่สามารถโอนให้กันได้ของสิ่งมีชีวิตนอกโลก รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ระบุว่า เรื่องความสามารถในการรู้สึกเป็นข้อพิจารณาหลัก ต่อการปฏิบัติเชิงจริยธรรมต่อเอเลียน
“สมมติว่าเอเลียนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก สามารถเจ็บปวด มีความสุข หรือมีความปรารถนาและสนใจในสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเราอาจต้องใช้เวลาพักหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจ” ซิงเกอร์ กล่าว
“แต่ถ้าเอเลียนมีพัฒนาการมากกว่ามนุษย์ เราอาจไม่มีวันเข้าใจพวกเขาก็เป็นได้”
แล้วถ้าเราพบชีวิตเอเลียนบนดาวเคราะห์อื่น
แนวคิดที่ว่ามนุษย์ไม่ควรไปแทรกแซงกับพัฒนาการทางธรรมชาติของอารยธรรมเอเลียน เคยปรากฎมาแล้วในนิยายวิทยาศาสตร์ ยกตัวอย่าง คำสั่ง “Prime Directive” หรือคำสั่งนายกรัฐมนตรีในสตาร์ เทรค ว่าด้วย การห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของสตาร์ฟลีตแสดงตัวตนให้รู้จักกับวัฒนธรรมก่อนการพัฒนา
อันที่จริง แนวคิดลักษณะนี้มีการพิจารณาใช้ในโลกของเราจริง ๆ ด้วย แต่จะพุ่งเป้าไปที่การพิทักษ์ดาวเคราะห์ที่มนุษย์ทำการสำรวจและโลกเองด้วย
และถ้าเอเลียนเดินทางมาถึงโลก สิ่งสำคัญที่เราควรคำนึงถึงอาจไม่ใช่สิทธิของเอเลียน
เซธ โชสแตค นักดาราศาสตร์อาวุโสของสถาบันเซติ ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ที่มุ่งทำความเข้าใจและอธิบายถึงต้นกำเนิดและธรรมชาติของชีวิตในจัรกวาล โดยเขามองว่า คำถามคือลักษณะของการติดต่อระหว่างมนุษย์กับเอเลียน
เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่า เอเลียนจะติดต่อกับมนุษย์ด้วยการส่งสัญญาณมายังโลก มากกว่าการเดินทางมาโลกโดยตรง ถ้าเป็นการเข้าหาลักษณะนี้ สถานการณ์ถือว่ายังยังไม่เร่งด่วนมากนัก เพราะมนุษย์ยังมีเวลาเตรียมตัว เพราะการส่งสัญญาณกลับไปหาเอเลียน จะใช้เวลาพักใหญ่ กว่าข้อความจะถึงผู้รับ
ที่มาของภาพ, Alamy
แต่หากเอเลียนเดินทางมาโลกมนุษย์ นั่นหมายความว่า อารยธรรมของเอเลียนนั้น ๆ เข้าถึงเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่าที่มนุษยชาติมีอยู่ และนั่นหมายความว่า โอกาสที่เอเลียนจะเป็นภัยต่อมนุษย์นั้นมีมหาศาล
“ถ้าเอเลียนมาโลก ผมจะซื้อพิซซ่าแช่แข็งเยอะ ๆ แล้วมุ่งหน้าขึ้นเขา” โชสแตค กล่าว
“ถ้าเอเลียนมาโลกได้… หมายความว่า พวกเขาก้าวล้ำมากกว่าเรามาก ๆ” ซึ่งคำถามหลังจากนั้น จะไม่ใช่ประเด็นว่ามนุษย์จะให้สิทธิเอเลียนอย่างเหมาะสมหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่า เอเลียนจะปกครองมนุษย์ และให้สิทธิอะไรกับเราหรือไม่
“จะทำยังไง ถ้าเอเลียนเป็นภัยคุกคาม” โชสแตค ถาม “มันก็เหมือนมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล พยายามไปสู้กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ”
……….
ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว