เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จากบัตรเครดิตสู่ Loyalty Ecosystem แอร์เอเชีย-แบงก์กรุงเทพ ดันลูกค้าเดินทางซ้ำ
Biz Movement จากบัตรเครดิตสู่ Loyalty Ecosystem แอร์เอเชีย-แบงก์กรุงเทพ ดันลูกค้าเดินทางซ้ำ
‘ยู เจียรยืนยงพงศ์’ ถอดรหัส ‘รถบรรทุกจีน’ บุกถึงชุมพร ส่องช่องโหว่กฎหมาย-ทางรอดโลจิสติกส์ไทย
Economic ‘ยู เจียรยืนยงพงศ์’ ถอดรหัส ‘รถบรรทุกจีน’ บุกถึงชุมพร ส่องช่องโหว่กฎหมาย-ทางรอดโลจิสติกส์ไทย
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ เป็นประธานศาล รธน. ’จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช‘ นั่งตุลาการ
Politics โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘อุดม สิทธิวิรัชธรรม’ เป็นประธานศาล รธน. ’จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช‘ นั่งตุลาการ
ทุเรียนชายแดนใต้แสนตัน ต้นทุนพุ่งราคาต่ำรอบ 10 ปี 
Economic ทุเรียนชายแดนใต้แสนตัน ต้นทุนพุ่งราคาต่ำรอบ 10 ปี 
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วีรพงศ์ สุดาวงศ์’ เป็นประธานศาลฎีกา ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
Politics โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘วีรพงศ์ สุดาวงศ์’ เป็นประธานศาลฎีกา ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
XPENG ยกระดับ ‘เซอร์วิส’ มัดใจลูกค้าไทย
Automotive XPENG ยกระดับ ‘เซอร์วิส’ มัดใจลูกค้าไทย
ราคาน้ำมันวันนี้ (25 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (25 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘สําราญ นวลมา’ เป็น ผบ.ตร. ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
Politics โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘สําราญ นวลมา’ เป็น ผบ.ตร. ตั้งแต่ 1 ต.ค. 69
ยักษ์รับเหมาวิกฤตเงินขาดมือ สะเทือนตึกใหม่มหาดไทยล่าช้า
Real Estate ยักษ์รับเหมาวิกฤตเงินขาดมือ สะเทือนตึกใหม่มหาดไทยล่าช้า
บิ๊กมูฟแสนล้านเจ้าสัวเจริญ บุกสิงคโปร์-ปักธงริมเจ้าพระยา
Real Estate บิ๊กมูฟแสนล้านเจ้าสัวเจริญ บุกสิงคโปร์-ปักธงริมเจ้าพระยา
ดูทั้งหมด

ปรากฏการณ์ ‘เวียดนาม-กัมพูชา’ หวนกลับมาเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ

16 ก.ค. 2568 | 13:17น.
hunmanet-tolum
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เกิดขึ้นเป็นตัวอย่างให้เห็นในห้วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนของโลก ซึ่งเกิดจากภัยคุกคามจากภาษีการค้าของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในทางหนึ่ง กับแรงกดดัน บีบคั้นให้เลือกข้างจาก “มหามิตร” ประจำภูมิภาคอย่างจีนอีกทางหนึ่ง

ซึ่งทำให้ความเสี่ยงที่ประเทศอย่าง “เวียดนาม” และ “กัมพูชา” ตกอยู่ในสภาพกลายเป็น “เบี้ย” ในเกมช่วงชิงอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีสูงขึ้นทุกขณะ ผลักดันให้สองประเทศต้องหันกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ปูมหลังในอดีตที่ผ่านมา เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งกันและกัน

ทรัมป์ประกาศจะเก็บภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่ส่งมาจากเวียดนามและกัมพูชาสูงถึง 46 และ 49% ตามลำดับ สร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับทั้งสองประเทศ ในเวลาเดียวกัน การเดินทางเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” แห่งจีนในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โปรยหว่านคำมั่นสัญญาว่าจะลงทุนไปทั่ว

โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงเอาประเทศเหล่านี้ รวมทั้งเวียดนามและกัมพูชาให้ขยับเข้าใกล้การพึ่งพาในฐานะ “บริวาร” ของจีนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อต่อต้านกับสิ่งที่ สี จิ้นผิง เรียกว่าเป็นพฤติกรรมอันธพาลฝ่ายเดียวของสหรัฐอเมริกา

ปรากฏการณ์การจับมือกันเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ระหว่างเวียดนามกับกัมพูชาน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงว่ากัมพูชาเพิ่งถอนตัวจากการเป็นส่วนหนึ่งของ “สามเหลี่ยมเพื่อการพัฒนา” ที่ประกอบด้วย ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม ออกมาเมื่อปี 2024 ที่ผ่านมานี่เอง พร้อมกันนั้นก็ผุดโปรเจ็กต์ “อื้อฉาว” ที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากทางการจีนออกมามากมาย รวมทั้งโครงการขุดคลอง ฟูนัน-เดโช และการบูรณะฐานทัพเรือเรียม เป็นต้น

รูปธรรมของความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจระหว่างเวียดนามและกัมพูชา เริ่มต้นจากการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ที่นครโฮจิมินห์ซิตี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ผ่านมา ฝ่ายเวียดนามนำโดย โต ลัม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามผู้ทรงอิทธิพล พร้อมกับคณะกรรมการโปลิตบูโรทั้งคณะ ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรี “ฮุน มาเนต” และบิดาผู้เป็นอดีตผู้นำที่ว่ากันว่ายังคงมีอิทธิพลทางการเมืองสูงสุดในกัมพูชา อย่าง “ฮุน เซน” พร้อมคณะ

การประชุมสุดยอดดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นในเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเวียดนาม แตกต่างจากการพบปะทุกครั้งก่อนหน้านี้ ที่มักเต็มไปด้วยวาทกรรมสวยหรูเพื่อเชิดชูอุดมการณ์ซึ่งกันและกัน แต่เป็นการพบกันเพื่อแสวงหาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกันทางด้านเศรษฐกิจ ผลของการหารือได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมหลายประการ

รวมทั้งการกำหนดกรอบความร่วมมือทางด้านสาธารณูปโภค, การค้าข้ามแดนและการลงทุน และข้อตกลงว่าด้วยความริเริ่มด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นเอกภาพ ที่มีสโลแกน “เดินทางครั้งเดียว เที่ยวสามเป้าหมาย” ในลาว เวียดนาม และกัมพูชา

อีกสามเดือนหลังจากนั้น “ฮุน เซน” พบกับ “โต ลัม” อีกครั้งที่โฮจิมินห์ซิตี เช่นเดียวกัน เพื่อตอกย้ำคำประกาศร่วมในการสร้างความเชื่อมโยงอันแข็งแกร่งของทั้งสองประเทศ โดยมีการลงนามในความตกลงการค้าทวิภาคีสำหรับปี 2025-2026 ที่สาระสำคัญคือการลดภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่ส่งออกมาจากทั้งสองฝ่าย

สำหรับรัฐบาลของฮุน มาเนต การจับมือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในครั้งนี้มีเหตุผลรองรับอยู่มากมาย นี่คือการสร้างความหลากหลายในการแสวงหาหุ้นส่วนใหม่ทางเศรษฐกิจ โดยที่ไม่ต้องไปกระทบกระเทือนกับรากฐานความร่วมมือที่ผ่านมากับมหาอำนาจ ทั้งยังมีผลในการถ่วงดุลอิทธิพลของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกที จนกลายเป็นการพึ่งพา และก่อให้เกิดข้อครหาทางการเมืองภายในประเทศ ว่าเกิดการฉ้อฉลกันขึ้นมหาศาล ไร้ความโปร่งใสทางการเงิน ต้นทุนสูงผิดปกติ แต่กลับมีประโยชน์ต่อประชาชนกัมพูชาเองน้อยเกินไป

นอกจากนั้น การที่ค่าจ้างแรงงานในเวียดนามถีบตัวสูงขึ้น ก็กลายเป็นโอกาสอันดีที่กัมพูชาจะได้แทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตของเวียดนาม โดยอาศัยแรงงานราคาถูกชาวเขมรอีกด้วย

ข้อเท็จจริงก็คือ ในปี 2024 ที่ผ่านมา เวียดนามไปลงทุนในกัมพูชาสูงถึง 550 ล้านดอลลาร์ มากเป็นอันดับที่ 2 รองจากจีนเท่านั้น

ขณะที่เม็ดเงินลงทุนของเวียดนามในกัมพูชาโดยรวมแล้วมากถึง 3,500 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นชาติจากอาเซียนที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชามากที่สุด บริษัทใหญ่ ๆ ของเวียดนาม อาทิ เวียตเทล, บีไอดีวี, ฮองอันยาลาย และกลุ่มยางพาราเวียดนาม (Vietnam Rubber Group) ล้วนมีฐานดำเนินการที่เข้มแข็งอยู่ในกัมพูชาทั้งสิ้น เชื่อมโยงผลผลิตทางการเกษตรของกัมพูชา เข้ากับตลาดระดับภูมิภาค ผ่านทางภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของเวียดนามนั่นเอง

การค้าระหว่างประเทศทั้งสองก็กระเตื้องขึ้น จากแนวโน้มลดลงในปี 2023 ในปี 2024 มูลค่าการค้ารวมของสองประเทศพุ่งขึ้นแตะหลัก 10 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของการค้าทั้งหมดของกัมพูชา

ในขณะที่การขาดดุลการค้าของกัมพูชา ซึ่งสูงถึง 753 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 ลดลงมาอยู่ในราว ๆ 480 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 แม้จะเพียงเสี้ยวเดียวของมูลค่าการขาดดุลที่กัมพูชามีต่อจีนสูงถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ช่วยให้ ฮุน มาเนต มีข้ออ้างถึงความพยายามในการสร้างดุลยภาพทางการค้าสำหรับการเมืองภายในประเทศได้เป็นอย่างดี

ในแง่ของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มีการปรับปรุงขยายเส้นทางสายโฮจิมินห์ซิตี-ม็อกไบ ให้เป็น “ทางด่วน” กำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2027 เพื่อเชื่อมต่อกับถนนสายบาเวต-พนมเปญ ที่จะทำให้ระยะเวลาในการเดินทางจากโฮจิมินห์ซิตีถึงพนมเปญลดลงกว่าครึ่ง แถมยังอ้างได้ว่าเป็นเส้นทางเพื่อขยายการค้าในภูมิภาคได้อีกด้วย

สำหรับเวียดนาม การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับกัมพูชา ช่วยให้อุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศลดแรงกดดันจากค่าจ้างแรงงานในประเทศที่ถีบตัวสูงขึ้นทุกที จนลดทอนขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ในแง่นี้กัมพูชา สำหรับเวียดนามเป็นการขยายฐานการผลิตให้กว้างขวางออกไป มากกว่าที่จะเป็นการได้ตลาดใหม่ ๆ สำหรับระบายสินค้าเพียงอย่างเดียว

เวียดนามไม่สามารถแทนที่สหรัฐอเมริกาในฐานะตลาดส่งออกหลักของกัมพูชาได้ แต่บริษัทต่าง ๆ ก็สามารถช่วยให้ทั้งกัมพูชาและเวียดนามได้มีตลาดทางเลือกใหม่ได้ ผ่านเครือข่ายการผลิตข้ามแดน กัมพูชาเองสามารถเรียนรู้ทักษะฝีมือแรงงาน ได้ประโยชน์จากการสร้างงาน และการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตระดับโลก ส่วนเวียดนามก็สามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไว้ได้เช่นกัน

ปัญหาท้าทายในการบูรณาการเศรษฐกิจของเวียดนามและกัมพูชาในครั้งนี้ หนีไม่พ้นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความแตกต่างของขนาดทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งสอง และความเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะความอ่อนไหวในความรู้สึกของประชาชนชาวกัมพูชาที่สืบทอดมาจากอดีต ที่จะเป็นมาตรวัดฝีมือบริหารจัดการของรัฐบาลฮุน มาเนต ได้เป็นอย่างดี