Skip to content

‘มาริษ’ย้ำจุดแข็ง MOU43 ป้องกันกัมพูชาไม่ให้นำข้อพิพาทขึ้นศาลโลก-วิเคราะห์จ.ม.ฮุน มาเนต

09 ก.ย. 2568 | 08:46น.
‘มาริษ’ย้ำจุดแข็ง MOU43 ป้องกันกัมพูชาไม่ให้นำข้อพิพาทขึ้นศาลโลก-วิเคราะห์จ.ม.ฮุน มาเนต

‘มาริษ’ เชื่อแนวทางแก้ปัญหาไทย-กัมพูชารัฐบาลใหม่ไม่ต่างจากรัฐบาลเพื่อไทย – หวังฟื้นความสัมพันธ์ 2 ประเทศให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ – ย้ำจุดแข็ง MOU43 ป้องกันไม่ให้กัมพูชานำเรื่องขึ้นศาลโลก – ชี้จดหมายจากนายกฯ กัมพูชา แสดงความยินดี ‘อนุทิน’ เป็นทั้งมารยาททางการทูต-หวังฟื้นความสัมพันธ์

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวก่อนอำลาตำแหน่งถึงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมาว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ต้องการแก้ไขมาโดยตลอด และยืนยันว่า แนวทางในการแก้ปัญหา 2 ประเทศแบบทวิภาคี จะต้องเป็นไปอย่างสันติวิธี เคารพบูรณภาพแห่งดินแดน และจะต้องมีความตั้งใจจริงของทั้ง 2 ประเทศ เพราะหากขาดความตั้งใจจริง การแก้ไขปัญหาจะยากแน่นอน ซึ่งยังไม่นับรวมการขีดเส้นเขตแดนตาม MOU43 และอำนาจอธิปไตยของประเทศที่ต่างฝ่ายต่างจะไม่ยอมสูญเสียอธิปไตย พร้อมย้ำว่า การจัดทำแผนที่ร่วมกันตามเป้าหมาย MOU43 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

แนวทางแก้ปัญหาไทย-กัมพูชารัฐบาลใหม่ไม่ต่างจากรัฐบาลเพื่อไทย

นายมาริษ ยังเชื่อว่า การเจรจาทวิภาคีในการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะไม่แตกต่างไปจากหลักการของรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นหลักการที่ตนดำเนินการเรียกร้องกัมพูชามานั่งโต๊ะเจรจาทวิภาคี ตามข้อตกลง MOU43 ที่ผูกพันให้ทั้งไทย-กัมพูชา จะต้องดำเนินการตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งกำหนดให้มีการแก้ปัญหาเส้นเขตแดน พื้นที่ทับซ้อน และลดความตึงเครียด ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไทย-กัมพูชา เพื่อให้การเจรจาเส้นเขตแดนเดินสามารถหน้าต่อไปได้ รวมถึงยังมีข้อกำหนดให้ทั้งไทย-กัมพูชา ห้ามเปลี่ยนแปลงพื้นที่ เพื่อไม่ให้กระทบพื้นที่ หรือทำให้เส้นเขตแดนบิดเบี้ยว

นายมาริษ ยังย้ำว่า การดำเนินที่ผ่านมาระหว่างกองทัพ และการต่างประเทศของไทย สามารถดำเนินการได้ดี จนทำให้กัมพูชากลับมานั่งเจรจาทวิภาคีกับไทยในการแก้ปัญหา และยอมรับกลไกที่เกิดขึ้นภายใต้กรอบ MOU43 ทั้ง JBC, GBC และ RBC ดังนั้น นโยบายที่รัฐบาล และกองทัพไทยใช้ ทำให้กัมพูชาปรับท่าที จึงถือเป็นความสำเร็จในนโยบายทั้งของกองทัพ และนโยบายการต่างประเทศ ทำให้ไทยไม่ถูกนานาชาติตำหนิ และสามารถบรรลุผลได้อย่างดี

นายมาริษ ยังกล่าวถึงการเดินทางเยือนสวีเดน เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่ได้เป็นไปสักขีพยานในการลงนามจัดซื้อเครื่องบินกริพเพนว่า ตนเองได้มีโอกาสไปยืนยัน และประกาศท่าทีของประเทศไทย ที่เคารพหลักสิทธิมนุษยชน และชี้แจงนโยบายของประเทศไทย ในการตอบโต้การรุกรานของกัมพูชา ที่ไทยมุ่งโจมตีเพียงเป้าหมายทางการทหาร เพื่อทำลายขีดความสามารถทางการทหารของฝ่ายตรงข้าม ที่จะโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย

โดยใช้มาตรการตามมาตรการป้องกันตัวเอง และจำกัดเป้าหมายทางทหาร ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชนโจมตีพลเรือน และต้องการให้กัมพูชากลับมาเจรจากับไทยบนพื้นฐานทวิภาคี ไทยจึงไม่ได้มุ่งการโจมตีเพื่อการรุกราน แต่เป็นไปเพื่อการป้องกันตนเอง จึงเป็นจุดสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสวีเดน และประเทศอื่น ๆ ในประชาคมโลกให้การยอมรับ เพื่อหยุดการรุกรานของฝ่ายตรงข้าม จากนั้นจึงได้เยือนนครเจนีวาา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อพูดคุยกับภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งตนเองได้แสดงให้ทุกประเทศเห็นว่า ประเทศไทยยึดมั่นกฎบัตรสหประชาชาติ และอนุสัญญา ข้อตกลงต่าง ๆ จนผู้แทนนานาชาติ อาทิ นอร์เวย์ ออสเตรเลีย เยอรมัน และเบลเยียม เปรู และญี่ปุ่น ชื่นชมไทย และสนบสนุนไทยแก้ปัญหาอย่างสันติ เพื่อสะท้อนการสนับสนุนอนุสัญญาออตตาวา

นายมาริษ ยังยืนยันว่า กระทรวงการต่างประเทศ ไม่เคยนิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และศึกษารายละเอียด ซึ่งตนได้วางยุทธศาสตร์ไว้ในการยืนยันความชอบธรรมของประเทศไทย ที่ยึดมั่นสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ, หลักการของข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ICRC ที่ดูแลให้ประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน

ซึ่งไทยยึดมั่นต่อหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด ทั้งการป้องกันตนเอง และการไม่โจมตีเป้าหมายทางพลเรือน ยึดมั่นไม่ใช้ทุ่นระเบิดสังหาร ไม่ใช้สงครามข่าวสารบิดเบือน และการไม่ใช้โล่มนุษย์ ซึ่งเป็นข้อกำหนด ที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ได้ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการใช้สงครามข่าวสารของกัมพูชา ซึ่งเป็นไปตามที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่า จะไม่ตอบโต้ หรือการใช้ข่าวสารในช่องทางที่ไม่เป็นทางการ แต่จะใช้กลไกทางการในการชี้แจง จนได้รับคำชื่นชมจากประเทศต่าง ๆ ว่า ประเทศไทยดำเนินการกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงกฎบัตรอาเซียน ดังนั้น จึงยืนยันว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการมาโดยตลอด โดยเฉพาะหลักการสันติวิธี บูรณภาพแห่งดินแด นและแก้ไขโดยมีความตั้งใจจริง จนทำให้หลายประเทศให้การสนับสนุน และเห็นพ้องกับประเทศไทย

ส่วนนโยบายด้านการต่างประเทศ ที่อยากจะฝากต่อรัฐบาลชุดใหม่ ที่กำลังจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินนั้น นายมาริษ ระบุว่า อยากให้คงหลักการสันติวิธี รักษาอำนาจอธิปไตย และจริงใจ และเพิ่มช่องทางการพูดคุยทวิภาคีให้มากขึ้น เพื่อกำหนดเส้นเขตแดนให้ชัดเจน และพยายามหารือกันให้มากขึ้น เพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกัน แต่ทั้งหมด ก็ต้องขึ้นกับจังหวะเวลาที่ทั้งไทย-กัมพูชาจะพิจารณา ซึ่งเชื่อว่า ในอนาคตฝ่ายกัมพูชา จะตระหนักถึงการเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกัน ประชาชนจะต้องติดต่อกัน และเป้าหมายที่ดีที่สุด คือ การแก้ปัญหาร่วมกันอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เหมือนประเทศอื่น ๆ ที่มีความขัดแย้งระหว่างกัน

นายมาริษ ยังอยากเห็นการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ที่ผลประโยชน์ที่แท้จริง จะอยู่ที่ประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดไม่ว่าอย่างไร ไทย-กัมพูชา ก็จะต้องเป็นเพื่อนบ้านที่มีแนวชายแดนอยู่ร่วมกัน ผลประโยชน์ต่อคนรุ่นหลัง ก็ควรอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มุ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ เพื่อประชาชนทั้ง 2 ประเทศ เพราะการมีความสัมพันธ์ที่ดี จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และเป็นหลักประกันในการใช้ชีวิตตามแนวชายแดนของประชาชนตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างสันติ

ตนเชื่อมั่นว่า รัฐบาลใหม่ ได้มองประเด็นนี้ เป็นสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะทั้ง 2 ประเทศไทย-กัมพูชา ก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน ดังนั้น การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ เพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ เป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งในโลกศตวรรษที่ 21 การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากประเทศที่ 3 หรือประเทศอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน หรือกระบวนการผลิตในปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นจนถึงผู้บริโภค จึงมีความสำคัญ

จุดแข็ง MOU43

นายมาริษ ยังกล่าวถึงกระแสการเมือง ที่บางพรรคการเมือง เมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว สนับสนุน MOU43 แต่เมื่อเป็นฝ่ายค้านกลับเรียกร้องให้มีการยกเลิกว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ประเทศชาติ สำคัญกว่ากระแสการเมือง

พร้อมย้ำว่า MOU43 สามารถทำให้หลักเขตแดนกว่า 70 หลัก สามารถตกลงกันได้กว่า 40 หลัก และยังทำให้ทั้ง 2 ประเทศ มานั่งหารือในการแก้ปัญหาเขตแดนกัน ซึ่งอย่างน้อยที่สุดควรจะต้องมีกรอบการเจรจา ซึ่ง MOU43 ก็เป็นกรอบการเจรจา ที่ทำให้ทั้งไทย-กัมพูชา ต้องมีพันธกรณี มานั่งการเจรจาแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี และจริงใจ ไม่ไปเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ ที่จะทำให้การตกลงเขตแดนเป็นไปยากขึ้น ดังนั้น ถ้ายกเลิก MOU43 หลักเขตแดนที่ตกลงกันได้แล้วกว่า 40 หลัก ก็อาจจะต้องถูกยกเลิกไป ซึ่งก็จะกระทบกับหลักเขตแดนที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้แล้ว ฉะนั้น การตัดสินใจต่าง ๆ จะต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ

นายมาริษ ยังเตือนว่า MOU43 เป็นกรอบความตกลงระหว่างไทย-กัมพูชา จะใช้กลไก JCB ไทย-กัมพูชา มาพูดคุยกันเรื่องเส้นเขตแดน ซึ่งการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ที่กรุงพนมเปญ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กำหนดให้ทั้งไทย-กัมพูชา จะต้องใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง ไลดาร์ (LiDAR) เพื่อหาข้อยุติเส้นเขตแดน ร่วมกับเอกสารต่าง ๆ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับร่วมกัน ดังนั้น ก็จะทำให้เป็นจุดเริ่นต้นของการพูดคุยเส้นเขตแดนให้ชัดเจน

แต่ถ้าไทยยกเลิก MOU43 ก็อาจทำให้กัมพูชา หยิบไปใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อนำเรื่องขึ้นสู่ศาลโลกได้ ซึ่งจะสวนทางกับวิธีการของประเทศไทยในการแก้ปัญหาแบบทวิภาคี 2 ประเทศ รวมทั้งไทยยังใช้ประโยชน์ MOU43 ในการแก้ปัญหาระหว่างกัน ที่พื้นที่ของไทย ที่กัมพูชาเคยรับทราบไปแล้ว แต่กลับละเมิดเขตแดนที่ยึดมั่น ทำให้ประเทศไทยมีเหตุผลเพียงพอในการกดดัน หรือใช้วิธีการ เพื่อให้กัมพูชาตระหนักข้อตกลงที่ได้ยอมรับไปแล้ว

ส่วนจะโอกาสที่ MOU43 จะถูกยกเลิกหรือไม่ เพราะในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี กรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ก็เคยมีข้อเสนอไม่ควรยกเลิก จนรัฐบาลได้ประกาศเป็นมติคณะรัฐมนตรีไปแล้วนั้น นายมาริษยังย้ำว่า ส่วนตัวตนคิดว่า MOU43 เป็นประโยชน์ และตนก็ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ซึ่งต่างเห็นพ้องผลประโยชน์เช่นกัน แต่เนื่องจากยังมีความเห็นที่ต่างกัน ก็จะต้องหาจุดยืนร่วมกันได้ให้ และพร้อมรับฟังความเห็นต่างที่เกิดขึ้น บนพื้นฐานผลประโยชน์ประเทศและประชาชน ซึ่งตนยืนยันได้ว่าการดำเนินการที่ผ่านมาไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์บุคคลใด-บุคคลหนึ่ง แต่คำนึงถึงประเทศชาติ

นายมาริษยังกล่าวถึงกรณีที่ประธานาธิบดีจีนประกาศบริจาคเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมประมาณ 90 ล้านบาท แก่รัฐบาลกัมพูชา เพื่อช่วยฟื้นฟูความเสียหายของชาวกัมพูชาจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า การให้เงินนั้น ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่เป็นประเทศผู้รับ แต่เป็นประเทศผู้บริจาค ดังนั้น การได้รับเงินช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจึงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเมียนมาก็ได้รับเช่นกัน

ชี้ส่งจดหมายถึงอนุทิน มารยาท-เปิดช่องฟื้นสัมพันธ์

ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชามีจดหมายแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะถือเป็นความพยายามรื้อฟื้นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา หรือเป็นไปตามมารยาททางการทูตนั้น นายมาริษมองว่าสามารถเป็นไปได้ทั้ง 2 แนวทาง ซึ่งสามารถแสดงมารยาททางการเมืองเพื่อแสดงความยินดีได้ และยังเปิดช่องการมุ่งรื้อฟื้นความสัมพันธ์ได้ เพราะที่ผ่านมามาตรการทางการทูตและการทหารของไทยบรรลุความสำเร็จ สามารถกดดันให้กัมพูชายุติการรุกราน และหันกลับมาเจรจาทวิภาคี ไม่เฉพาะเรื่องเขตแดน แต่รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ในห้วง 2 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น จึงเป็นไปได้ทั้งการแสดงความยินดี และเปิดช่องแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายมาริษยังฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ยังอยากให้รัฐบาลรักษาข้อตกลงกับพรรคประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น มุ่งเน้นการนำไปสู่หลักการการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตามระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่จำเป็นจะต้องมีหลักประกันชัดเจนว่าจะต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะจากที่ตนเองมีโอกาสนั่งบริหารประเทศ พบว่าหลักการตรวจสอบถ่วงดุล มีผลสำคัญที่จะทำให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพมาก สามารถใช้ศักยภาพที่แท้จริงของประเทศทำให้ประเทศก้าวหน้า มีอัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจเป็นรูปธรรม ตนเชื่อมั่นว่า ถ้าสามารถแก้ไขหลักการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นอยู่ จะทำให้สามารถพัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างดี