Super LBA : เจาะลึกกลยุทธ์ บริหารความเสี่ยงด้วยประกันภัย
DPU Super LBA รุ่นที่ 3 ยกระดับผู้บริหาร เจาะลึกกลยุทธ์ขั้นสูงบริหารความเสี่ยงด้วยประกันภัย และมุมมองแบบ 360 องศา ในการบริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย-ดีล M&A รับมือความเสี่ยงธุรกิจ
คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการเรียนในโมดูลที่ 3 หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 ในหัวข้อ “Corporate & Risk Management” เพื่อเสริมมุมมองการกำกับดูแลและวางแผนธุรกิจภายใต้ความท้าทายจากยุค Triple Disruption โดยมี ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และ นุสรา บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย พร้อมด้วย อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการด้านกฎหมายและตรวจสอบ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ จิรยง อนุมานราชธน กรรมการผู้จัดการและหุ้นส่วน บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ อนุสรณ์
โดยเนื้อหาการเรียนรู้ครอบคลุมประเด็นสำคัญสำหรับผู้บริหาร ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยงโดยใช้ระบบประกันภัย หลักกฎหมายและข้อพิพาทด้านประกันภัย การวางแผนรับมือปัจจัยเสี่ยงทางกฎหมายด้วยมุมมอง 360 องศา ตลอดจนการระดมทุนและการควบรวมกิจการ (M&A) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและสะท้อนแนวทางรับมือเชิงกลยุทธ์ขององค์กร
เปิดตัวเลขเบี้ยประกันกลุ่มผันผวน 30–60% แนะรื้อสวัสดิการคุมต้นทุน
เจาะลึกประเด็นแรกโดย นุสรา บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ชี้ให้เห็นความเสี่ยงด้านสวัสดิการพนักงานว่า บริษัทประกันชีวิตมีการคำนวณเบี้ยประกันกลุ่มใหม่ทุกปีตามสถิติการเคลม ซึ่งในบางปีอาจมีความผันผวนปรับเบี้ยขึ้นสูงถึง 30% ถึง 60% การระบุสวัสดิการเป็น “ผลประโยชน์การรักษาพยาบาล” ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ทำให้องค์กรต้องแบกรับต้นทุนเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
ทางออกเชิงกลยุทธ์คือการปรับรูปแบบเป็นการมอบ “วงเงินเบี้ยประกันเหมาจ่าย” ตามระดับพนักงาน โดยกำหนดอัตราเพิ่มตามเงินเฟ้อ เช่น ปีละ 3% วิธีนี้ช่วยให้องค์กรคุมงบประมาณได้คงที่ และเปิดโอกาสให้พนักงานกลุ่ม Gen Y และ Gen Z มีความยืดหยุ่นในการเลือกแผนประกันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเอง ขณะเดียวกัน คุณนุสราได้เตือนประเด็นสำคัญเรื่อง การซื้อประกันสุขภาพต่างชาติที่ไม่จดทะเบียนในไทย ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมาย และไม่ได้รับความคุ้มครองจาก คปภ. แล้ว ยังไม่สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ต่างจากประกันสุขภาพในประเทศที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สำหรับการควบคุมเบี้ยระยะยาว คุณนุสราแนะนำให้บริหารห้องปฐมพยาบาลในบริษัทให้มีแพทย์และพยาบาลดูแลโรคเบื้องต้นและกลุ่ม NCDs เพื่อลดการเข้าโรงพยาบาลและลดค่าใช้จ่ายด้านยา ส่วนการบริหารภาษีมรดกสำหรับผู้มีทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาท ประกันชีวิตเป็นเครื่องมือโอนย้ายมรดกที่สร้างสภาพคล่องให้ผู้รับประโยชน์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนผู้จัดการมรดก ทั้งนี้ อุตสาหกรรมประกันชีวิตไทยมีความมั่นคงสูง โดยมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Ratio) เฉลี่ยเกิน 300% จากการเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลกว่า 80%
ถอดบทเรียนกฎหมายประกันภัย เคสไฟไหม้ DVD คุ้มครองแค่ 7 บาท และนิยามอุบัติเหตุ
ขณะที่ในมุมมองด้านข้อกฎหมายและสัญญา อดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ คปภ. ด้านกฎหมายและตรวจสอบ อธิบายว่า ประกันภัยเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าตามเป้าหมายได้ โดยหัวใจสำคัญของสัญญาประกันภัยคือ “หลักความสุจริตอย่างยิ่ง” ผู้เอาประกันมีหน้าที่เปิดเผยข้อเท็จจริงสำคัญทั้งหมด หากมีการปกปิดข้อมูล บริษัทประกันภัยมีสิทธิบอกล้างสัญญาและปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้ แม้จะชำระเบี้ยประกันมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม
ในประเด็นการตีมูลค่าทรัพย์สินซึ่งมักเป็นข้อพิพาท คุณอดิศรได้ยกกรณีไฟไหม้คลังเก็บแผ่น DVD คอนเสิร์ตเป็นตัวอย่างว่า ประกันวินาศภัยจะชดเชยเฉพาะมูลค่าของทรัพย์สินที่จับต้องได้ หรือ Physical Loss เท่านั้น จึงจ่ายตามต้นทุนของแผ่นพลาสติกประมาณ 7 บาทต่อแผ่น ไม่รวมมูลค่าลิขสิทธิ์หรือเนื้อหาบันทึกการแสดงซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมอธิบายว่า ผลการพิจารณาความคุ้มครองยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์ว่าเป็นแบบระบุภัย หรือแบบคุ้มครองความเสี่ยงทุกชนิด ซึ่งอาจให้ผลแตกต่างกันในแต่ละกรณี

นอกจากนี้ ยังอธิบายนิยามคำว่า “อุบัติเหตุ” ในทางกฎหมายประกันภัยว่า ต้องเป็นการบาดเจ็บที่ปรากฏบาดแผลทางกายภาพอย่างชัดเจน การติดเชื้อจากการรับประทานอาหารโดยไม่มีบาดแผลภายนอกจึงมักไม่ได้รับความคุ้มครองตามเงื่อนไขปกติ เว้นแต่จะเป็นการติดเชื้อจากบาดแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุโดยตรง ขณะที่กรมธรรม์บางประเภทอาจขยายความคุ้มครองเพิ่มเติม เช่น ประกันโจรกรรมที่ครอบคลุมกรณีทุบกระจกเพื่อลักทรัพย์
ความเสี่ยงทางกฎหมายยุค Triple Disruption และบทเรียนประกันโควิด ‘เจอ จ่าย จบ’ จากมุมมองแบบ 360 องศา
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ อธิบายว่า โลกธุรกิจในยุค Triple Disruption เผชิญการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยี โรคระบาด และสงครามการค้า ทำให้ “ความเสี่ยงทางกฎหมาย” กลายเป็นประเด็นที่ผู้บริหารต้องทำความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมายเพียงอย่างเดียว พร้อมยกกรณีศาลสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างกฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้า เป็นการใช้อำนาจล้ำเส้นฝ่ายนิติบัญญัติ ภายหลังจึงถูกศาลฎีกาสหรัฐตัดสินว่าเป็นการใช้อำนาจไม่ชอบ เพราะผิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบกฎหมายมีบทบาทสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมและสร้างเสถียรภาพให้ระบบเศรษฐกิจ
ดร.สุทธิพล ยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดของกฎหมายลักษณะ Hard Law ในประเทศไทย ที่มีส่วนทำให้ไม่สามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและภาคธุรกิจ นอกจากนี้กระบวนการออกกฎหมายใหม่ในระดับพระราชบัญญัติมักใช้เวลานานจนไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เช่น พระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลที่ใช้เวลายกร่างและรอการอนุมัตินานถึง 11 ปี หรือบทบัญญัติตามมาตรา 61/3 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้ผู้ชำระบัญชีบริษัทประกันภัยที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต ต้องส่งจดหมายลงทะเบียน ทำให้ต้องส่งจดหมายลงทะเบียนทางไปรษณีย์แจ้งเจ้าหนี้กว่า 2 ล้านราย ส่งผลให้เกิดต้นทุนสูงถึง 20 ล้านบาท ทั้งที่หากกฎหมายไม่กำหนดแบบตายตัวเช่นนี้ ก็สามารถดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือคดีประกันโควิด “เจอ จ่าย จบ” ซึ่งบริษัทประกันภัยบางแห่งพยายามบอกเลิกกรมธรรม์จากภาระการจ่ายสินไหมจำนวนมาก โดยอ้างว่าทำได้เนื่องจากเงื่อนไขในกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวอนุญาต ซึ่ง ดร.สุทธิพล ให้ความเห็นว่า ผู้บริหารธุรกิจจะมองเฉพาะเงื่อนไขในสัญญาหรือกฎหมายเพียงฉบับเดียวไม่ได้ แต่ต้องดูกฎหมายอื่นประกอบด้วย ทั้งนี้สำนักงาน คปภ. ได้ออกคำสั่งนายทะเบียนเพื่อคุ้มครองผู้เอาประกันภัย และต่อมาศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยรับรองอำนาจดังกล่าว พร้อมวางบรรทัดฐานสำคัญว่า การบอกเลิกสัญญาประกันภัยทั้งที่ผู้เอาประกันไม่ได้กระทำผิดเงื่อนไขของสัญญา ย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ หลักการของระบบประกันภัย และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนจนส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบประกันภัยโดยรวม

“เปิดสาเหตุ M&A ล้มเหลว” งบไม่ตรงทำดีลพัง-พึงระวังข้อสัญญา Drag Along
ปิดท้ายด้วยมิติทางด้านการเงินและตลาดทุน คุณจิรยง อนุมานราชธน กรรมการผู้จัดการและหุ้นส่วน บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด ย้ำว่า สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในตลาดทุนคือ “ความเชื่อมั่น” การเตรียมตัวเข้าตลาดหุ้น (IPO) ต้องใช้เวลา 5 – 6 ปี ในการทำมาตรฐานบัญชีชุดใหญ่ย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี และแยกกระเป๋าเงินระหว่างเจ้าของกับบริษัทออกจากกันอย่างเด็ดขาด
ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ล้มเหลว มักเกิดจากระบบบัญชีที่ไม่พร้อม หรืองบการเงินที่ไม่สะท้อนผลประกอบการที่แท้จริงและมีภาระภาษีแฝง สำหรับการทำ M&A ให้สำเร็จ ผู้ซื้อต้องมองเห็นชัดเจนว่าจะเข้าไปพัฒนาธุรกิจใหม่อย่างไร เช่น กรณีเครือ BDMS ที่เข้าซื้อโรงพยาบาลหลายระดับเพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ หรือกรณีบางจากซื้อเอสโซ่ พร้อมเตือนให้ระวังข้อสัญญาซับซ้อนในการลงทุนต่างประเทศ เช่น “Drag Along” (สิทธิบังคับให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยขายหุ้นพร้อมรายใหญ่) และ “Tag Along” (สิทธิรายย่อยขอขายหุ้นตาม)
