‘สีหศักดิ์’ ฟังเอกชนไทยในกัมพูชาสะท้อนสินค้าบริโภคโดนถ้วนหน้า-เสียส่วนแบ่งตลาด ถูกแบนยืดเยื้อ
‘สีหศักดิ์’ เชิญเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์กัมพูชา เพื่อรับฟัง แลกเปลี่ยนถึงผลกระทบ วางแผนเสนอมาตรการเยียวยาต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจโดยเร็วที่สุดในอาทิตย์หน้า ย้ำไม่มีข้อเสนอเปิดด่านจากผู้แทนเอกชน แต่มีคำถามว่า จะเปิดด่านเมื่อไร ขณะที่สถิติการค้าสองฝ่ายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ลดลงเหลือ 10 ล้านบาท ธุรกิจไทยทยอยเสียส่วนแบ่งตลาด
เวลาราว 14.40 น. ที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศกล่าวในการประชุ
นายสีหศักดิ์กล่าวถึงจุดประสงค์ของการเชิ

ด้านนายตุลย์ ไตรโสรัส เอกอัครราชทูตไทยประจำกัมพู
สีหศักดิ์เน้นย้ำ 4 ประเด็นหลักของฝ่ายไทยสู่สันติภาพชายแดนที่ถาวร 1 ) การถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน 2) การเก็บกู้ทุ่นระเบิด 3) การปราบปรามอาชญากรรมทั้
รัฐมนตรีต่างประเทศยังกล่าวถึ

ภายหลังการหารือเสร็จสิ้น ซึ่งใช้เวลาราวกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการหารือว่า การรับฟังปัญหาเอกชนไทยในกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบ นำข้อมูลที่ได้ไปประมวลออกเป็นมาตรการเยียวยา ลดผลกระทบและเสริมสร้างขีดความสามารถของธุรกิจไทย โดยวางแผนจะนำเข้าคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า
ผู้แทนภาคธุรกิจบินจากกัมพูชา
ผู้เข้าร่วมครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมราว 90 คน เป็นผู้แทนภาคเอกชนราว 60 คน ในจำนวนนี้เดินทางมาจากกัมพูชาร้อยละ 60 ผู้เข้าร่วมเป็นระดับตั้งแต่ผู้จัดการขึ้นไป ครอบคลุมเซ็กเตอร์ต่าง ๆ รวมถึงการค้าปลีก-ค้าส่ง สายการบิน ภาคบริการ บันเทิง ท่องเที่ยว การเงิน ปศุสัตว์ เกษตร พลังงาน ก่อสร้าง โลจิสติกส์ หอการค้าประจำจังหวัด 7 ชายแดน ขณะที่เหลือเป็นผู้แทนจากภาครัฐ รวมถึงกรมการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า (EXIM Bank)
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ภาคธุรกิจของไทยต้องการให้ภาครัฐพิจารณาและวางมาตรการช่วยเหลือ ตั้งแต่มาตรการด้านภาษี มาตรการทางการเงิน วงเงินสินเชื่อ การช่วยเหลือค่าไฟ เป็นต้น ซึ่งกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศของกระทรวง จะรวบรวมข้อเสนอเหล่านี้ไปเสนอคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเร็วที่สุดในวันที่ 14 ตุลาคม หรือภายในสัปดาห์หน้า หรืออย่างช้าภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อวางนโยบายช่วยเหลือภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเสียงสะท้อนของภาคธุรกิจหลายภาคส่วนเห็นตรงกันว่า นโยบายการบอยคอตสินค้าไทยของกัมพูชา ส่งผลกระทบกับภาคเอกชนอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ไม่ได้มีข้อเสนอที่ชัดเจนว่าต้องการให้เปิดด่านชายแดน เพียงแต่มีข้อสอบถามว่า จะสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ และกลับมาเปิดด่านชายแดนได้เมื่อไร
บอยคอตสินค้าไทยลุกลาม
มาตรการกัมพูชาที่เป็นกังวลคือ การที่กัมพูชามีมาตรการไม่สนับสนุนสินค้าประเทศไทย เช่น มาตรการห้ามนำเข้าน้ำมัน ผักผลไม้ สื่อบันเทิง อีกทั้งประชาชนกัมพูชายังรณรงค์ไม่บริโภคสินค้าไทย ซึ่งกระแสต่อต้านรุนแรงขึ้นเนื่องมาจากการสนับสนุนของผู้บริหารระดับสูงของฝ่ายกัมพูชา
นิกรเดชกล่าวว่า ผลกระทบที่ทุกเซ็กเตอร์โดนกันถ้วนหน้า คือการรณรงค์ไม่ให้บริโภคสินค้าไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจพลังงาน ปตท. อเมซอน ลุกลามไปยังธุรกิจอาหาร รวมถึง CP ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นกัน โรงแรม โรงพยาบาล
“การบอยคอตสินค้าและบริการของไทยยืดเยื้อลุกลาม” นิกรเดชกล่าว พร้อมอธิบายว่า ฝ่ายไทยย้ำเสมอว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล ไม่ใช่ระหว่างประชาชนกับประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาคเอกชนเสนอการเปิดด่านการค้าทางบกหรือไม่ นิกรเดชกล่าวว่า สำหรับการเปิด-ปิดด่าน ผู้แทนภาคเอกชนในที่ประชุมไม่ได้มีข้อเสนอให้เปิดด่าน แต่มีคำถามว่า เปิดด่านได้เมื่อไร เพราะคนไทยทราบดีว่าเหตุผลในการปิดด่าน ไม่ใช่เพราะการค้า แต่มาจากเหตุผลด้านความปลอดภัยตามแนวชายแดน
สำหรับภูมิหลังความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ ก่อนเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
ในด้านการค้า ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของกัมพูชา โดยในปี 2024 มีมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศ อยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 แสนล้านบาท)
อีกทั้งสองประเทศตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดการค้าเป็น 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท) ภายในปี 2027 ซึ่งการค้าชายแดนมีอัตราส่วนถึง 50% ของการค้าระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งหมด
“ในขณะที่เดือนสิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา ตัวเลขการค้าระหว่างไทย-กัมพูชาลดลงอย่างมาก เหลือเพียง 10 ล้านบาท ความเสียหายเกิดขึ้นในสินค้าประเภทอุปโภค บริโภค และสื่อบันเทิง ที่ใช้ในชีวิตประจำวันของชาวกัมพูชา ขณะนี้ได้ทยอยสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไป” นิกรเดชกล่าว
ด้านการลงทุน ไทยเป็นผู้ลงทุนในกัมพูชาอันดับที่ 9 โดยในปี 2024 มีมูลค่าการลงทุน ประมาณ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.5 หมื่นล้านบาท)
ด้านการท่องเที่ยว ในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาเดินทางมาเที่ยวประเทศไทย จำนวน 550,000 คน และมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเที่ยวกัมพูชา ประมาณ 2,000,000 คน ถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของกัมพูชา