ประธานาธิบดีจอร์จ บุช (บุช ผู้ลูก) ผู้นำสหรัฐอเมริกาประกาศให้ไทยเป็น “ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้” (Major Non-NATO Ally : MNNA) เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2003 (ปี พ.ศ. 2546) ในระหว่างการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทำให้ไทยเข้าถึงสิทธิพิเศษทางทหารและเศรษฐกิจ
“สถานะพันธมิตรหลักนอกนาโต้เป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดที่สหรัฐมีกับประเทศเหล่านั้น และแสดงให้เห็นถึงความเคารพอย่างลึกซึ้งที่เรามีต่อมิตรภาพที่มีต่อประเทศต่าง ๆ ที่สถานะนี้ขยายออกไป แม้ว่าสถานะ MNNA จะมอบสิทธิพิเศษทางทหารและเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความถึงพันธกรณีด้านความมั่นคงใด ๆ ต่อประเทศดังกล่าว” เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุเมื่อเดือนมกราคม 2025
ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศไทยระบุว่า การได้รับสถานะดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการมีหลักประกันด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศร่วมกัน เช่นเดียวกับที่สหรัฐมีกับประเทศสมาชิกนาโต้ แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสําคัญที่สหรัฐให้แก่ความสัมพันธ์ในลักษณะพันธมิตรกับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21
ตามกฎหมายของสหรัฐ สถานะ “ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้” มี 2 ประเภทคือ
สถานะที่ 1 เป็นการให้ตาม title 10 หมวดที่ 2350 (a) ของ U.S. code และสถานะที่ 2 เป็นการให้ตามกฎหมายว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ ปี 1998 ตามที่ได้มีการแก้ไขโดย title 22 หมวดที่ 2321 (k) ของ U.S. Code หมวดที่ 571
ปัจจุบันมี 19 ประเทศที่ได้รับการกำหนดให้เป็น MNNA ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บาห์เรน บราซิล โคลอมเบีย อียิปต์ อิสราเอล ญี่ปุ่น จอร์แดน เคนยา คูเวต โมร็อกโก นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ กาตาร์ เกาหลีใต้ ไทย และตูนิเซีย (นอกจากนี้ ไต้หวันจะได้รับการปฏิบัติในฐานะ MNNA โดยไม่มีการกำหนดอย่างเป็นทางการเหมือน 19 ประเทศ)
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าฟิลิปปินส์และไทยเป็นเพียง 2 ชาติสมาชิกอาเซียนที่ได้รับสถานะ MNNA และไทยได้รับทั้งสองสถานะในปี 2003 ท่ามกลางบริบทที่สหรัฐประกาศทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายจากเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อเดือนกันยายน 2001
1.สิทธิพิเศษที่เกิดจากสถานะ MNNA ตาม title 10 หมวดที่ 2350 (a)
กฎหมายให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐในการให้สถานะ “ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้” ด้วยความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในการ กําหนดสถานะ “ชาติพันธมิตรหลักนอกกลุ่มนาโต้” โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประเทศที่ได้รับสถานะ MNNA สามารถเข้าร่วมในโครงการวิจัยและการพัฒนาของกระทรวงกลาโหมสหรัฐได้
ประเทศที่ได้รับ MNNA ประเภทที่ 1 จะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
•มีสิทธิเข้าร่วมบันทึกความเข้าใจ (MOU) หรือข้อตกลงอย่างเป็นทางการอื่น ๆ กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เพื่อวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกันเกี่ยวกับอุปกรณ์และยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศ
•อนุญาตให้บริษัทใน MNNA เช่นเดียวกับประเทศสมาชิกนาโต้สามารถเสนอราคาสัญญาบำรุงรักษา ซ่อมแซม หรือยกเครื่องอุปกรณ์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐนอกสหรัฐอเมริกา
•อนุญาตให้มีเงินทุนสำหรับจัดหาอุปกรณ์ตรวจจับวัตถุระเบิดและโครงการวิจัยและพัฒนาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายอื่น ๆ ภายใต้การอุปถัมภ์ของคณะทำงานสนับสนุนทางเทคนิคของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
2.สิทธิพิเศษที่เกิดจากสถานะ MNNA ภายใต้ title 22 หมวด 2321k
สถานะ MNNA ตามหมวดที่ 517 ของกฎหมายว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ ปี 1961 ฉบับแก้ไข
กฎหมายให้อํานาจประธานาธิบดีสหรัฐในการให้สถานะ MNNA แก่ประเทศใดประเทศหนึ่งได้หลังจากที่ได้แจ้งต่อรัฐสภาภายใน 30 วัน โดยมีวัตถุประสงค์ตามกฎหมายว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการส่งออกอาวุธ การให้สถานะ MNNA ตามกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในปี 1996
ประเทศที่ได้รับ MNNA ประเภทที่ 2 จะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้
• สิทธิในการขอยืมวัสดุ อุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ สําหรับโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกันและสำหรับการทดสอบและประเมินผล
• สิทธิได้รับคลังอาวุธยุทโธปกรณ์สำรองของสหรัฐที่ตั้งอยู่ในประเทศของตนนอกค่ายทหารสหรัฐ
• สิทธิในการทําข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐในการจัดการฝึกในแบบทวิภาคี หรือ พหุภาคี โดยใช้ระบบการใช้จ่ายต่างตอบแทน และมีการชดเชยค่าใช้จ่ายโดยตรงทั้งหมดของสหรัฐ
• สำหรับประเทศที่ได้รับสถานะ MNNA ที่อยู่ด้านทิศใต้หรือตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกลุ่มนาโต้จะได้รับสิทธิ ได้รับอุปกรณ์ทางทหารส่วนเกินจากสหรัฐเป็นลำดับแรก
• สิทธิในการซื้อกระสุนที่ทำจากกากยูเรเนียม
การให้สถานะ MNNA ประเภทที่ 2 นี้ อาจถูกยกเลิกได้โดยดุลพินิจของประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งต้องแจ้งรัฐสภาล่วงหน้า 30 วัน