รายงานชี้ ไทย-ฟิลิปปินส์-อาร์เจนตินา ‘ดาวรุ่งแห่งอนาคต’ ในห่วงโซ่อุปทานโลก
รายงานจากบริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยง Verisk Maplecroft ชี้ว่า ไทย ฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา เป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพพร้อมมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกมากขึ้น ท่ามกลางบริบทที่บริษัทต่าง ๆ กำลังมองข้ามต้นทุนและประสิทธิภาพ โดยหันไปให้ความสำคัญกับ ‘ความยืดหยุ่น’ ในการกระจายความเสี่ยงระยะยาว
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า จากรายงานวิเคราะห์แนวโน้มการค้าโลกที่เพิ่งเผยแพร่ พบว่า ไทย ฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพ แต่ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งพร้อมที่จะมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก
เวริสก์ เมเพิลครอฟต์ (Verisk Maplecroft) ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงสัญชาติอังกฤษ เผยแพร่รายงานแนวโน้มความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน “Beyond Hormuz: The fast-moving risks that can overtake your resilience strategy” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 โดยกล่าวว่า ไทย ฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และละตินอเมริกา จะได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ กำลังมองข้ามต้นทุนและประสิทธิภาพ และหันไปให้ความสำคัญกับการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
รายงานระบุว่า หนึ่งในสามของท่าเรือและสนามบินที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดในโลก มีความเปราะบางที่จะหยุดชะงักลงจากความขัดแย้ง มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และยังมีภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในประเทศ โดยกว่า 150 ประเทศทั่วโลก มีความยืดหยุ่นทางการค้าลดลง คิดเป็น 90% ของการค้าโลก ดังนั้นจึงมีโอกาสสำหรับ ‘ดาวรุ่ง’
ในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน การปิดช่องแคบฮอร์มุซสร้างอุปสรรคระยะสั้นให้แก่ไทยและฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตามข้อมูลระบุว่า ตลาดเหล่านี้คุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว โดยบริษัทต่าง ๆ จะพิจารณาผ่านปัจจัยหลัก 3 ข้อ คือ ตลาดที่เปิดกว้าง กฎระเบียบที่แข็งแกร่ง และสิทธิแรงงาน
ฟิลิปปินส์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เผชิญกับภาวะวุ่นวายทางการเมือง รวมถึงข้อครหาเกี่ยวกับการทุจริตในโครงการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งทำให้นักการเมืองหลายคนถูกออกหมายจับ และรัฐบาลปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ลง นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งระหว่าง ประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ กับรองประธานาธิบดีซารา ดูเตอร์เต ที่กำลังจะเผชิญกับการไต่สวนถอดถอนในเดือน ก.ค. ด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ฟิลิปปินส์ก็ยังมีศักยภาพในห่วงโซ่อุปทาน โดย ลอร่า ชวาร์ตซ์ นักวิเคราะห์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียของ Verisk Maplecroft กล่าวว่า ยังมีหลายสิ่งเกิดขึ้นเบื้องหลัง รวมถึงความพยายามดึงดูดการลงทุนและลดภาระด้านกฎระเบียบสำหรับภาคธุรกิจ แม้ผลลัพธ์จะยังไม่ปรากฎชัดเจนก็ตาม
“ด้วยแรงงานรุ่นใหม่ที่พูดภาษาอังกฤษได้ ฟิลิปปินส์จึงมีศักยภาพสูงในงานบริการด้านอุตสาหกรรมและเอาท์ซอร์ส” ชวาร์ตซ์กล่าว
สำหรับไทย รายงานระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ความเสี่ยงสำหรับประเทศไทยลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยในภาคอิเล็กทรอนิกส์ ได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และอยู่ในตำแหน่งที่ดีในการจัดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูง แม้จะมีปัญหาด้านแรงงานสูงอายุและค่าแรงที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคก็ตาม
“องค์ประกอบของไทยดีมาก สำหรับภาคอุตสาหกรรมหลายแห่งที่กำลังมองหาโอกาสการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน” ชวาร์ตซ์กล่าว
ด้านอาร์เจนตินา ทั้งข้อตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป-เมอร์โคซูร์ รวมถึงข้อตกลงการค้าและการลงทุนแบบต่างตอบแทนกับสหรัฐ อาจผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม
“ละตินอเมริกายังตามหลังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะแพลตฟอร์มการผลิตขนาดใหญ่ แต่ความพยายามลดการพึ่งพาจีนของของชาติตะวันตก กำลังสร้างผู้แข่งขันรายใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน” รายงานระบุ
นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่า เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก และบราซิล ต่างก็ได้รับผลประโยชน์ในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้า หลังจากที่สหรัฐและจีนลดการค้าทวิภาคีลง ขณะที่อุรุกวัยมีรูปแบบการดำเนินงานหลังปรับความเสี่ยงที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค