เยนอ่อนค่า…เมื่อ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ กลายเป็นโจทย์ใหญ่เศรษฐกิจญี่ปุ่น
คอลัมน์ : นอกรอบ
ผู้เขียน : Bnomics : ธนาคารกรุงเทพ
หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน คงมีไม่กี่คนที่คิดว่า “เงินเยน” ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยของโลก จะอ่อนค่าลงจนแตะระดับตํ่าสุดในรอบกว่า 40 ปี
ในอดีตทุกครั้งที่โลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผันผวนของตลาดการเงิน นักลงทุนจำนวนมากมักถือ “ทองคำ” และ “เงินเยน” เพราะเชื่อว่าสามารถรักษามูลค่าได้ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
แต่ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป แม้โลกจะยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการค้า และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เงินเยนกลับไม่ได้แข็งค่าตามบทบาทของสินทรัพย์ปลอดภัยเหมือนในอดีต แม้ BOJ จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้วก็ตาม
ช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เงินเยนอ่อนค่าลงประมาณ 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และอ่อนค่าราว 5.7% จากสิ้นปีก่อน ก่อนที่ต้นเดือนกรกฎาคมจะอ่อนค่าลงแตะระดับ 162 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 40 ปี
คำถามคือ “เหตุใดประเทศที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของเสถียรภาพทางการเงิน จึงเผชิญค่าเงินที่อ่อนค่าต่อเนื่องมาเกือบหนึ่งทศวรรษ”
คำตอบไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นผลสะสมของนโยบายเศรษฐกิจ โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป และมุมมองของตลาดที่มีต่อญี่ปุ่นในโลกยุคใหม่
จุดเริ่มต้นของเงินเยนอ่อน…เมื่อญี่ปุ่นเลือกใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน
จุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปในเดือนมกราคม 2016 เมื่อ BOJ ตัดสินใจใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate Policy: NIRP) ที่ -0.1% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ขณะนั้นญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาเงินฝืด เศรษฐกิจเติบโตต่ำ และการบริโภคที่ซบเซาต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ BOJ จึงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าศูนย์ การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก และมาตรการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจและลดต้นทุนการกู้ยืมได้ในช่วงแรก แต่สิ่งที่ควรเป็นมาตรการชั่วคราวกลับดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 8 ปี
เมื่ออัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก “เงินเยน” จึงกลายเป็นสกุลเงินต้นทุนต่ำสำหรับการกู้ยืม และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแรงกดดันต่อค่าเงินในเวลาต่อมา
โลกเปลี่ยน…แต่ BOJ เปลี่ยนช้ากว่า
หลังเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจาก COVID-19 ภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นทั่วโลก ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่ BOJ ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยเห็นว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังเปราะบางเกินกว่าจะขึ้นดอกเบี้ย
ผลคือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐ ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อนักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สูงกว่าหลายเท่า เงินทุนจึงไหลออกจากญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนขายเงินเยนเพื่อถือสินทรัพย์สกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าที่เรียกว่า Carry Trade แรงขายดังกล่าวทำให้เงินเยนเริ่มอ่อนค่ารุนแรงตั้งแต่ปี 2021 และเร่งตัวมากขึ้นในปี 2022
แม้ BOJ จะยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบในเดือนมีนาคม 2024 และทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนอยู่ที่ประมาณ 1.0% ในปี 2026 แต่ก็ยังต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่ยังมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 3.50-3.75% ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังสูงทำให้ Carry Trade ยังคงให้ผลตอบแทนที่จูงใจ แรงขายเงินเยนจึงยังไม่หมดไป
เงินเยนอ่อน…ไม่ได้เป็นข่าวดีสำหรับทุกคนอีกต่อไป
ในอดีตเงินเยนอ่อนถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพราะช่วยให้สินค้าส่งออกแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น และเพิ่มกำไรของบริษัทขนาดใหญ่ แต่โครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน
ผู้ผลิตรายใหญ่จำนวนมากได้ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ทำให้ประโยชน์จากค่าเงินอ่อนส่งผ่านกลับมายังเศรษฐกิจภายในน้อยลง ในทางกลับกันญี่ปุ่นต้องเผชิญต้นทุนการนำเข้าพลังงาน อาหาร วัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น ผลกระทบจึงตกอยู่กับครัวเรือนและธุรกิจภายในประเทศมากกว่าที่เป็นมาในอดีต
ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าได้ทั้งหมด
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เนื่องจาก SMEs คิดเป็นกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมดในญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ส่งออก แต่กลับต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ พลังงาน และสินค้าเพื่อการผลิต
เมื่อเงินเยนอ่อน ต้นทุนจึงเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่แข็งแรงพอ ข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research ระบุว่า ในเดือนพฤษภาคม 2026 มีบริษัทญี่ปุ่นล้มละลาย 780 แห่ง โดย 45 แห่งมีสาเหตุหลักจากผลกระทบของเงินเยนอ่อน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดของปี โดยธุรกิจค้าส่งได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือค้าปลีก ภาคการผลิต ภาคบริการ และธุรกิจขนส่ง
แม้ผู้ประกอบการหลายรายจะใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่เมื่อค่าเงินเคลื่อนไหวรุนแรงเกินกว่าที่สัญญากำหนด เครื่องมือดังกล่าวกลับไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้อย่างที่คาด ทำให้หลายบริษัทต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างไร ?
ปัญหาเงินเยนอ่อน ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ภายในประเทศ เพราะญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในคู่ค้า นักลงทุน และแหล่งเทคโนโลยีที่สำคัญของไทย และเงินเยนอ่อนทำให้สินค้าญี่ปุ่นมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น ผู้ส่งออกไทยในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกับญี่ปุ่น เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในตลาดโลก ในทางกลับกันผู้นำเข้าไทยได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการลงทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคธุรกิจไทยในบางอุตสาหกรรม
หากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวจากผลกระทบของเงินเยนอ่อนเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศในระยะต่อไป
สำหรับภาคการท่องเที่ยว เงินเยนอ่อนทำให้คนไทยเดินทางไปญี่ปุ่นได้ในต้นทุนที่ถูกลง ส่งผลให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย
อีกด้านหนึ่ง กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นในต่างประเทศอาจลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้จ่ายและการเดินทางมายังประเทศไทยในระยะยาว
สิ่งที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นเป็นบทเรียนสำคัญว่า นโยบายเศรษฐกิจที่ช่วยพยุงประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง อาจกลายเป็นข้อจำกัดในอีกช่วงเวลาหนึ่ง หากดำเนินต่อเนื่องนานเกินไปโดยไม่ปรับให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง
การอ่อนค่าของเงินเยนในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงผลของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย แต่สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ ทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การดูแลค่าครองชีพของประชาชน และการรักษาความเชื่อมั่นของตลาดต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
เพราะเมื่อความเชื่อมั่นต่อค่าเงินเริ่มเปลี่ยนไป แม้แต่ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ก็อาจไม่ปลอดภัยเหมือนเดิมอีกต่อไป
โจทย์ของญี่ปุ่นในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เงินเยนกลับมาแข็งค่า แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชน เพื่อไม่ให้ค่าเงินที่อ่อนแอกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว