GDP ญี่ปุ่น Q2 ขยายตัว 1.1% ต่ำกว่าคาด โจทย์ยาก BOJ สื่อสารขึ้นดอกเบี้ย
เศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 2/2026 อยู่ที่ 1.1% ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคซบเซา ท่ามกลางวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ด้านตลาดคาดโอกาสสูงถึง 80% ที่ BOJ จะยังคงตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 18 ก.ย. นี้
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 การเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นชะลอตัวลงอย่างไม่คาดคิด และอาจทำให้การสื่อสารนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีความซับซ้อนมากขึ้น ท่ามกลางบริบทที่ BOJ กำลังพิจารณาช่วงเวลาเหมาะสมต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไป
สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น รายงานเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2026 ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) ในไตรมาสที่ 2 เติบโต 1.1% เมื่อคิดเป็นอัตราต่อปี เนื่องจากการใช้จ่ายด้านการลงทุนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนทรงตัวภายใต้แรงกดดันของภาวะเงินเฟ้อ
อัตราการเติบโตดังกล่าว ช้ากว่าอัตราการเติบโตที่ปรับปรุงแล้วของไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 1.9% และต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 2% แต่ก็ยังถือเป็นการขยายตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส
ด้านการลงทุนในทรัพย์สินประเภททุน ลดลง 1.2% บนพื้นฐานที่ไม่ได้ปรับเป็นอัตราต่อปี เป็นการลดลงที่มากกว่าตัวเลขปรับปรุงในไตรมาสก่อนหน้าที่ 1% และต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ 0.5%
เคอิจิ คันดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยนโยบายและเศรษฐกิจไดวะ (DIR) กล่าวว่า การบริโภคค่อนข้างอ่อนแอ โดยที่ดีมานด์ของสินค้าอุปโภคบริโภคไม่คงทนลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และเมื่อพิจารณาว่าการบริโภคไม่แข็งแกร่งเท่าที่คาด ร่วมกับรายจ่ายด้านการลงทุนอ่อนแอ ทำให้ต้องประเมินว่า ผลลัพธ์โดยรวมไม่แข็งแกร่งนัก
ตัวเลข GDP ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมา ท่ามกลางบริบทที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเผชิญผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักให้น้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากปิโตรเลียมมีราคาสูงขึ้น อีกทั้งทำให้ห่วงโซ่อุปทานบางส่วนหยุดชะงัก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนทรงตัว ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% ซึ่งอาจสะท้อนถึงความลังเลที่จะใช้จ่ายในหมู่ผู้บริโภคซึ่งไม่พอใจกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
สัญญาณบ่งชี้ถึงดีมานด์ภายในประเทศที่อ่อนแอนี้ เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งคะแนนนิยมเริ่มลดลง หลังจากได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
กลุ่มผู้บริโภคมองว่า ทาคาอิจิให้ความสำคัญกับประเด็นที่ไม่เร่งด่วนอื่น ๆ มากเกินไป โดยทาคาอิจิใช้มาตรการอุดหนุนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค และเตรียมลดภาษีการบริโภค เหลือ 1% เป็นเวลาสองปี เริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. 2027 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP เหล่านี้ก็ไม่น่าทำให้ BOJ เบี่ยงเบนไปจากเส้นทางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ โดยเมื่ออ้างอิงจากราคาในตลาดสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยข้ามคืน (OIS) นักลงทุนต่างมองว่า มีความเป็นไปได้ถึง 80% ที่ BOJ จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการตัดสินใจนโยบายครั้งต่อไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 18 ก.ย. นี้
หาก BOJ เดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เป็นไปได้ยากที่ทางการจะอ้างเหตุผลด้านเศรษฐกิจเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการตัดสินใจ เมื่อเทียบกับการอ้างเรื่องเงินเยนที่อ่อนค่าลง
หลังการประกาศตัวเลข GDP เงินเยนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 159.04 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ จากก่อนการประกาศที่ 159.21 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนยังคงลดลงเล็กน้อย นับตั้งแต่ที่สหรัฐและญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงค่าเงินในช่วงปลายเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา และยังคงอ่อนค่ากว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 126.09 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ ตัวเลข GDP ค่อนข้างขัดแย้งกับข้อมูลภาคธุรกิจในช่วงเวลาเดียวกันที่ค่อนข้างดี จากแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจระยะสั้นของบริษัทในญี่ปุ่นที่จัดทำโดย BOJ (The BOJ Tankan) แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจในกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นในเดือน มิ.ย. สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2018 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นสำหรับกลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 1991
ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นทุกเดือนนับตั้งแต่สิ้นสุดไตรมาสแรก โดยคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในเดือน ก.ค. และ ส.ค. ด้านดัชนี PMI ภาคการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง หลังจากปรับตัวสูงขึ้นในเดือน เม.ย. สู่ระดับสูงสุดในรอบ 12 ปี
นาโอกิ ฮัตโตริ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ญี่ปุ่นจากสถาบันวิจัยมิซูโฮะกล่าวว่า ในส่วนของรายจ่ายด้านการลงทุน มุมมองพื้นฐานของเราคือการลงทุนยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์)
ฮัตโตริ เสริมว่า แต่ SME บางแห่งอาจชะลอหรือรอสังเกตการณ์ก่อนการลงทุน เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจกระตุ้นให้บางบริษัทระงับแผนการลงทุนไว้ เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ เผชิญกับต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
“เมื่อมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเผชิญกับปัจจัยทั้งที่สนับสนุนและไม่สนับสนุน โดยค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง อันเป็นผลมาจากการเจรจาค่าจ้างประจำปีและการอุดหนุนจากรัฐบาล คาดว่าจะช่วยหนุนการใช้จ่ายของครัวเรือน ซึ่งอาจทำให้ BOJ มีความมั่นใจที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า” ฮัตโตริกล่าว