อสัญกรรมของจู หรงจี คู่หูทองคำ ‘เจียง เจ๋อหมิน’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา จู หรงจี ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณูปการอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจจีนปัจจุบันถึงแก่อสัญกรรม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะประกอบพิธีรำลึกถึง เจียง เจ๋อหมิน อดีตเลขาธิการพรรคผู้ล่วงลับไปเมื่อปี 2022 ซึ่งถึงวาระครบรอบวันเกิดปีที่ 100 พอดีในอีก 5 วันข้างหน้า
ที่น่าสนใจก็คือ บุคคลทั้งสองได้รับความเคารพอย่างสูงจากแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบันสูงมาก ในฐานะ “คู่หูทองคำ” ที่เป็นแกนนำในการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนขนานใหญ่จนกลายมาเป็นเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่อย่างที่เราได้พบเห็นกันในปัจจุบันนี้
“คู่หูทองคำ” เจียง-จู เป็นผู้นำรุ่นที่ 3 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก้าวขึ้นมามีอำนาจในช่วงทศวรรษ 1990 จูรับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่เจียงดำรงตำแหน่งสูงสุดในพรรคและเป็นประมุขฝ่ายบริหาร คือประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนพร้อมกันไปด้วย
ทั้ง เจียง-จู ร่วมกันทำหน้าที่เป็นแกนนำการปฏิรูปครั้งที่ได้ชื่อว่าเป็นการปฏิรูปที่กว้างขวาง ครอบคลุมมากที่สุดที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัย
อย่างไรก็ตามการปฏิรูปในจีนไม่ได้เริ่มต้นจากบุคคลทั้งสอง หากแต่เกิดขึ้นจากความคิดของคนอีกคนหนึ่งที่ชื่อ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ผู้ริเริ่มการปฏิรูปเป็นครั้งแรกในปี 1979 โดยเริ่มจากการปฏิรูปชนบท, การจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones), การปฏิรูปราคา รวมไปถึงการเกิดขึ้นของเศรษฐกิจเอกชน ทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นก่อนหน้าการขึ้นสู่อำนาจของเจียงและจู
แต่ที่สำคัญก็คือ ต่อเมื่อถึงยุคของเจียงและจูแล้วเท่านั้น การปฏิรูปไปสู่เศรษฐกิจที่ใช้การตลาดเป็นตัวนำถึงได้หลุดพ้นจากสภาวะ “ทดลอง” ไปสู่การเป็นระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศขึ้นมา จนเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าประเทศโดยรวมไปอย่างลึกซึ้ง และมีองค์ประกอบของเศรษฐกิจการตลาดอย่างแท้จริงเกิดขึ้นตามมา
ในคำประกาศเพื่อรำลึกถึงจู หรงจี นั้นประกอบด้วยสิ่งที่ถือเป็น “มรดก” อันยิ่งใหญ่ที่สืบทอดมาจากยุคดังกล่าว ตั้งแต่การจัดการทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาอยู่ใสภาพควบคุมได้, การปฏิรูปภาษีและการคลังของประเทศ, การปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ, การปรับโครงสร้างสถาบันทางการเมืองและการเคหะแห่งชาติ, เปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น, พร้อมกันนั้น เจียง-จูก็ต้องรับมือกับวิกฤตการณ์การเงินเอเชียไปด้วย แถมยังเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญในการนำจีนเข้าไปเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ทั้งหมดเหล่านี้ดูเป็นเรื่องสามัญ ดาด ๆ ในปัจจุบันนี้
แต่หากมองย้อนกลับไปถึงสภาพของจีนในยุคนั้นแล้วจะเข้าใจได้ไม่ยาก ว่าผู้นำทั้งสองต้องทุ่มเทความพยายามมากเพียงใดให้กับการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจให้กับจีนทั้งประเทศใหม่หมดเช่นนี้
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองจีนเคยกังขาว่า เพราะเหตุใดการปฏิรูปของเจียงกับจูถึงได้มีประสิทธิภาพสูงอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
เหตุผลเริ่มต้นก็คือ การที่การปฏิรูปดังกล่าวมีความชัดเจนในตัวมันเอง จนไม่มีความจำเป็นต้องมีคำอธิบายซ้ำซาก ว่าทำไมถึงต้องปฏิรูปประเทศให้เป็นไปในทิศทางนี้ ซึ่งคือการลดการวางแผนจากศูนย์กลางลง แล้วปล่อยให้ตลาดเป็นตัวตัดสินชี้ขาดมากขึ้น ลดการจัดสรรปันส่วนจากทางการลง แล้วปล่อยให้ราคาและการแข่งขันในตลาดทำหน้าที่แทน
ในการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนสมัยที่ 14 ปรากฏเป้าหมายทางเศรษฐกิจไว้ชัดเจนว่า ต้องนำประเทศไปสู่ “ระบบเศรษฐกิจการตลาดสังคมนิยม” (Socialist Market Economy) ในขณะที่การประชุมปีถัดมา ไม่เพียงตอกย้ำเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งเปิดทางให้มีระบบซึ่งเอกชนสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ โดยให้มีการพัฒนา “ความเป็นเจ้าของ” ดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย จนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดลงลึกถึงฐานรากของสังคมจีนไปในที่สุด
ในยุคของเจียงกับจูไม่ได้มีการกำจัดการจำแนกรูปแบบของการเป็นเจ้าของกิจการของรัฐและเอกชนไปทั้งหมด โดยที่รัฐวิสาหกิจทรงอิทธิพลของจีนเองก็ยังคงอยู่ แต่ยิ่งนับวันการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเริ่มมีสัดส่วนจากภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น ควบคู่กับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและระบบการผลิตเพื่อการส่งออก
ในยุคดังกล่าวรับรู้กันว่า ถ้าหากเงินทุนสามารถสร้างงาน สร้างความมั่งคั่ง และก่อให้เกิดรายได้สำหรับจัดเก็บเป็นภาษีได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแยกเป็นของรัฐหรือของเอกชนอีกต่อไป
ในยุคดังกล่าวจีนยังโอบรับเอาโลกาภิวัตน์เข้าไว้อย่างเต็มที่ จนสามารถเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกได้ในปี 2001 ภายใต้แนวคิดพื้นฐานที่ว่า หากจีนต้องการพัฒนา จีนก็ต้องเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งการทำเช่นนั้น จีนต้องยอมรับกฎเกณฑ์สำหรับนานาชาติ ดำเนินการให้ประเทศเป็นที่น่าดึงดูดสำหรับเงินทุนจากต่างประเทศ เทคโนโลยีจากต่างประเทศ รวมไปถึงความเชี่ยวชาญชำนิชำนาญในการบริหารกิจการจากต่างประเทศ โดยอาศัยการแข่งขันจากต่างประเทศนั่นแหละเป็นเครื่องมือผลักดันให้เกิดการปฏิรูปภายในประเทศขึ้นตามมา
ปัญหาที่เคยมีมากมายและยากต่อการแก้ไข ถูกแก้ไขลุล่วงไปในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงานในโรงงาน หรือเรื่องความสัมพันธ์กับกิจการจากโลกตะวันตก ได้รับการแก้ไขโดยตรง โดยไม่ลังเล โดยอาศัยกลไกทางการตลาดของระบบเศรษฐกิจเป็นตัวอย่างสำคัญ
สิ่งที่ทำให้เกิดการแก้ปัญหายาก ๆ เหล่านี้ได้สำเร็จก็คือ ผู้นำจีนในยุคนั้นยอมรับโดยตรงว่า หากจะดำเนินการสังคมก็ต้องยอมรับกับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นตามมาแน่นอน ตัวอย่างเช่นการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจก็จำเป็นต้องมีการลอยแพคนงานเดิมจำนวนนับล้านคนที่ต้องถูกให้ออกจากงาน หรือไม่ก็โยกย้ายไปทำงานให้กับบริษัทเอกชน และต้องสูญเสียผลประโยชน์บางส่วนไป
ในขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ไม่ทำกำไรก็จะถูกปิดกิจการ หรือไม่ก็ควบรวมเข้ากับกิจการอื่น ๆ ตรรกะพื้นฐานในยุคนั้นก็คือความสำคัญของระบบเศรษฐกิจการตลาดที่รัฐต้องการสร้างขึ้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำคัญยิ่งกว่าการสูญเสียในระยะสั้นมากนัก
รัฐจีนระบุว่าประสิทธิภาพต้องมาก่อน แล้วความเป็นธรรมถึงจะเกิดขึ้นตามมา คือความเป็นจริงที่ทุกคนต้องยอมรับ นั่นคือต้องปล่อยให้บางคนร่ำรวยขึ้นเสียก่อน ขยายความเหลื่อมล้ำออกไป แล้วถึงใช้มันเป็นเครื่องมือในการสร้างทรัพยากรให้มากยิ่งขึ้น แล้วค่อยแจกจ่ายสิ่งเหล่านี้ออกไปให้ทั่วถึงกันในเวลาต่อมา
ผลก็คือเศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหาร้ายแรงตามมามากมาย ตั้งแต่การแพร่หลายของความเหลื่อมล้ำ การคอร์รัปชั่น ภาวะว่างงานที่เกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้าง และการขาดการให้ความคุ้มครองทางสังคมที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องบำเหน็จ บำนาญ การประกันสุขภาพ และอื่น ๆ
ในมุมมองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ส่วนประกอบสำคัญที่สุดที่ทำให้การปฏิรูปดังกล่าวประสบผลสำเร็จก็คือ การที่รัฐบาลจีนอาศัยการปฏิรูปเป็นเครื่องมือในการปฏิรูปตลาด ไม่ใช่นำการปฏิรูปเข้าไปแทนที่ตลาดแต่เดิม ดังนั้นในแง่นี้รัฐจึงไม่ได้อ่อนแอลง หากแต่ยังเข้มแข็งขึ้น เพราะยังควบคุมการคลังของทั้งประเทศอยู่ในมือ ยังมีความสามารถในการกำกับดูแลทางการเงินของประเทศ ซึ่งในที่สุดก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือผลักดันให้เกิดการปฏิรูปจนเป็นผลสำเร็จ
ตัวอย่างเช่นการปฏิรูปภาษีในปี 1994 ซึ่งถึงแม้จะมีการแบ่งสันปันส่วนออกไป แต่รัฐบาลกลางก็ยังยึดกุมส่วนใหญ่ของภาษีเอาไว้ในมือนั่นเอง
ในยุคของเจียงกับจู พรรคยังคงมีความสำคัญอยู่ แต่ถูกกำหนดให้ตกเป็นอันดับสองรองจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ, การทำให้ระบบราชการมีประสิทธิภาพ, การควบคุมเงินเฟ้อ, การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน, นโยบายการคลัง, นโยบายการเงิน, โครงสร้างของอุตสาหกรรมและการแข่งขันกับคู่แข่งในระดับนานาชาติ จูผู้เป็นใหญ่ในภาคส่วนของรัฐบาล ทำให้ทุกคนแน่ใจว่าสิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายสำคัญที่ต้องบรรลุผลให้ได้ ซึ่งจะนำมาใช้เพื่อการประเมินผลในทางการเมืองในที่สุด
เหล่านี้คือคุณูปการของเจียงกับจู ผู้กระทำให้สิ่งที่แม้จินตนาการไปก็ยังจินตนาการไม่ออกให้กลายเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ และกลายเป็นรากฐานของจีนมาจนถึงทุกวันนี้