IMF เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด ‘เอกนิติ’ ชู 3 กลไกสร้างพลังอาเซียน
IMF เปิดรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับเพิ่มเป็น 3.1% มองปี 2027 ขยายตัว 3.4% เผย 2 ปัจจัยคู่ตรงข้ามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก “ราคาพลังงาน และ AI บูม” พร้อมส่งสัญญาณเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด กระตุ้นเร่งเปลี่ยนผ่านฟื้นคืนพื้นที่ทางการคลัง เตือนเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงใหญ่ AI ปรับฐานสะเทือนเงินทุนโลก กระทบภาคเศรษฐกิจวงกว้าง ชี้บิ๊กเทคฯ เดิมพันสูงใส่เงินทุนและกู้เงินมหาศาลลงทุนกับ AI จีดีพีไทยโตแค่ 2.1% รั้งท้ายอาเซียน ชนะแค่เมียนมา “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ชี้ปีหน้าเศรษฐกิจเวียดนามวิ่งแซงไทย “เอกนิติ” หนุนจับมือเวิลด์แบงก์ ชู 3 กลไกอาเซียน รวมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกประจำปี ปี 2569 (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่สองของการประชุม (13 ต.ค.) โดย IMF เปิดรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ประจำเดือนตุลาคม โดยปรับเพิ่มตัวเลขจีดีพีโลกจาก 3.0% เป็น 3.1% และปี 2027 ขยายตัว 3.4% จากสองปัจจัยคู่ตรงข้ามคือการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและการขยายตัวของ AI
จีดีพี-เงินเฟ้อไทยเท่ากัน 2.1%
สำหรับเศรษฐกิจไทยมีการปรับเพิ่มประมาณการณ์ปีนี้โต 2.1% จาก 1.9% ที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม แต่ในปีหน้าปรับลงเหลือ 2.1 % จาก 2.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะสูงขึ้นแตะระดับ 2.1% ในปี 2026 จาก -0.1 % ในปีก่อนหน้า และในปี 2027 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อไทยจะลดลงเหลือ 1.7%
นางสาวซิลวานา เทนเรย์โร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF กล่าวว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและพลังงานอย่างมาก แต่ก็รับมือได้เป็นอย่างดี โดยได้อานิสงส์จากกระแส AI ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างมากในฝั่งเอเชีย
“โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 2.1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า และเป็นความบังเอิญที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อปีนี้ก็อยู่ที่ 2.1% เช่นกันจึงกลายเป็นตัวเลข 2.1% ในทุกมิติสำหรับปีนี้”

ทั้งนี้รายงานของ IMF ซึ่งไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย ซึ่งมีอยู่ 7 ประเทศ โดยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวต่ำที่สุดของกลุ่มได้แก่ เวียดนาม 7.5% อินเดีย 7.0% ฟิลิปปินส์ 5.1% อินโดนีเซีย 5.1% จีน 4.5% และไทย 2.1% ขณะที่สิงคโปร์อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจก้าวหน้าของเอเชียจีดีพีอยู่ที่ 5.0 %
ส่วนเมียนมาโต 2.0% ลาว 4.5% กัมพูชา 3.0% บรูไน 1.9% ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศอื่นๆที่กำลังพัฒนา ดังนั้นในกลุ่มอาเซียน ไทยโตรั้งท้ายรองจากเมียนมาและบรูไน
AI Boom ดันจีดีพีเอเชีย
IMF ระบุว่า เศรษฐกิจเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก ด้วยแรงขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตก้าวกระโดดของห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุน
การนำเข้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การบูรณาการที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน AI ส่งผลให้มีการปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย
จีนและอินเดีย เป็นสองเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคนี้ โดยตัวเลขการเติบโตของอินเดียได้รับการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าอินเดียจะเติบโตที่ 7% ทั้งในปีนี้และปีหน้า ส่วนการเติบโตของจีนในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.5% และปีหน้าลงมาอยู่ที่ 4%
กลุ่มประเทศที่มีการเชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่นเข้ากับห่วงโซ่อุปทาน AI และได้รับการปรับตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และไทยในระดับหนึ่ง
ปัจจัยคู่ตรงข้ามชี้ชะตา ศก.โลก
รายงาน World Economic Outlook ประจำเดือนตุลาคม 2026 ในหัวข้อ Resilience Under Strain, Urgent Choices หรือ “ความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีภายใต้ความกดดัน : เปิดทางเลือกที่เร่งด่วน” ระบุว่า ปัจจัยสำคัญสองประการที่กำลังกำหนดทิศทางของสถานการณ์ ปัจจัยแรก คือการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ สืบเนื่องจากสงคราม
ปัจจัยที่สอง คือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นด้านอุปสงค์ในเชิงบวก ส่งผลให้ทั้งระดับราคาและกิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการลงทุน
แต่ทั้งสองปัจจัยต่างสร้างแรงกดดันให้ “เงินเฟ้อ” ปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของโลกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.7% ในปีนี้ และอยู่ที่ระดับ 4.0-4.1% ในปี 2027 สำหรับการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 3.9% และ 3.7% ในปี 2026 และ 2027 ตามลำดับ
ศก.โลกเจอขีดจำกัด 3 ประการ
รายงาน IMF ระบุว่า แม้เศรษฐกิจจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี แต่ความสามารถดังกล่าวก็กำลังจะถึงขีดจำกัด ภารกิจสำคัญในระยะต่อไปคือการเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับสถานการณ์ไปสู่การฟื้นฟู โดยมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจในฝั่งอุปทาน เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศในการเติบโตอย่างยั่งยืน
ความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงเอียงไปในทางต่ำลง (Downside) หรือมีโอกาสแย่ลงกว่าที่คาด ซึ่งสะท้อนถึงขีดจำกัดหลัก 3 ประการต่อความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว
ประการแรก จากความตึงเครียดที่กลับมารุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
ประการที่สอง กระแสความนิยมที่เกี่ยวข้องกับ AI ผ่านการลงทุนและการค้าได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่ห่วงโซ่อุปทาน AI กลับกระจุกตัวอยู่แค่ไม่กี่ประเทศ ไม่กี่สาขา และไม่กี่บริษัท ซึ่งสร้างคอขวดที่อาจเกิดขึ้นได้ และภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่อ AI อาจทำให้การเติบโตถดถอยและเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน
ประการที่สาม ขีดจำกัดต่อความยืดหยุ่นทางด้านการคลัง ต้นทุนการกู้ยืม และภาระการจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อาจเข้าไปเบียดบังรายจ่ายที่จำเป็นในด้านอื่น และลดกันชนทางการคลัง (Fiscal buffers) สำหรับรองรับแรงกระแทกในอนาคต
IMF จี้ฟื้นคืนพื้นที่การคลัง
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ความเสี่ยงเหล่านี้รวมกันทำให้ IMF เรียกร้องให้มีการดำเนินนโยบายอย่างเด็ดขาด ทั้งนโยบายการคลัง ต้องมีความเข้มงวดเพื่อควบคุมแรงกดดันด้านอุปสงค์ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง โดยประเทศที่มีหนี้สินและขาดดุลสูง จำเป็นต้องเริ่มการปรับลดการขาดดุลทางการคลัง (Fiscal consolidation) อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจว่าการขาดดุลและหนี้สินสุทธิจะอยู่ในทิศทางที่ลดลง มาตรการช่วยเหลือใดๆ หากมีความจำเป็น ควรเป็นมาตรการชั่วคราวและตรงจุดเพื่อคุ้มครองกลุ่มที่เปราะบางที่สุด
นโยบายการเงิน ควรมุ่งเน้นไปที่เสถียรภาพราคาอย่างมั่นคงตามพันธกิจของธนาคารกลาง โดยระดับเงินเฟ้อ ความตึงตัวของตลาดแรงงาน และการเปิดรับต่อแรงกระแทกด้านเทคโนโลยีและสินค้าโภคภัณฑ์ ถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการกำหนดนโยบาย ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางมีความสำคัญยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ
ภารกิจข้างหน้าคือการเปลี่ยนผ่านจากการ “รับมือ” ไปสู่การ “ฟื้นฟู” ทั้งการฟื้นคืนพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) และความยืดหยุ่นในฝั่งอุปทาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการเติบโตอย่างยั่งยืน
“เอกนิติ” ชู 3 กลไกเชื่อมอาเซียน

ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน ร่วมกับนาย Ajay Banga ประธาน World Bank Group เน้นย้ำว่า อาเซียนมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง แต่ยังมีช่องว่างระหว่างศักยภาพกับการลงทุนและการนำเทคโนโลยีมาใช้จริง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย พลังงานเป็นรากฐาน (Energy as the Foundation) AI เป็นตัวทวีคูณ (AI as the Multiplier) และเงินทุนเป็นตัวเร่ง (Capital as the Catalyst) เพื่อสร้างการเติบโตที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
ทั้งนี้ World Bank จะมีบทบาทในการช่วยอาเซียนปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและสัญญาเพื่อขับเคลื่อน โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ควบคู่กับการส่งเสริมการเข้าถึง AI สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและแรงงาน เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานที่มีคุณภาพ
“ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ World Bank ต้องก้าวไกลกว่าการระดมทุน ไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการใช้เงินทุนให้เกิดประโยชน์ทวีคูณ พร้อมผลักดันให้อาเซียนเป็นต้นแบบของการเชื่อมโยงพลังงาน เทคโนโลยี และเงินทุน เพื่อแสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาที่ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้”
ไทยเป็น “สะพานแห่งความไว้วางใจ”
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ กล่าวในเวที Building Resilience in a Fragmented World ร่วมกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการ IMF นาย Ajay Banga ประธาน World Bank Group และนาง Riikka Purra รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ โดยชี้ว่าโลกที่แบ่งขั้วมากขึ้นกำลังเปลี่ยนแนวคิดทางเศรษฐกิจจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดไปสู่การให้ความสำคัญกับความมั่นคง และ ส่งผลกระทบต่อ 3 ช่องทางหลักของเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน
พร้อมระบุว่า โลกที่แบ่งขั้วส่งผลกระทบต่อประเทศต่าง ๆ ไม่เท่ากัน เกิดความแตกต่างในลักษณะ K-shaped โดยประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กจะได้รับผลกระทบมากกว่า ประเทศเศรษฐกิจขนาดกลางจึงควรมีบทบาทเป็น “ผู้เชื่อมที่น่าเชื่อถือ” (Trusted Connector) เพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ผ่านการสร้างความไว้วางใจและรักษาระบบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกา
พร้อมเสนอให้อาเซียนเพิ่มการค้าภายในภูมิภาค เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนขยายความร่วมมือกับประเทศนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นขีดความสามารถ (Turning Capital into Capabilities) เพื่อยกระดับประชาชน การจ้างงาน และบริการ
“ประเทศไทยต้องเป็นสะพานแห่งความไว้วางใจเป็น Trusted Connector เชื่อมประเทศใหญ่กับประเทศเล็ก เชื่อมอาเซียนเข้ากับเศรษฐกิจโลกและเชื่อมโอกาสจากการลงทุนสู่ประชาชน เพราะวิกฤตโลกไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือก้าวผ่านไปด้วยกัน”ดร.เอกนิติ กล่าว
จีดีพีไทยรั้งท้ายอาเซียน-ชนะแค่ “เมียนมา”
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า IMF ประมาณการเศรษฐกิจไทย เกือบรั้งท้ายสุดในอาเซียน โดยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะโต 2.1% ซึ่งเป็นการปรับดีขึ้น 0.5% จากประมาณการเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และปีหน้าคาดว่าจะโต 2.1% ซึ่งดีกว่าเศรษฐกิจของเมียนมา ที่โตได้ 2% แต่แพ้ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามที่คาดว่าปีนี้จะโตถึง 8.4% และปีหน้าโต 7.5%
หมายความว่าเมื่อรวมกัน 2 ปี (2026-2027) จีดีพีเวียดนามโต 15.9% ขณะที่ไทยโต 4.2% โดยทำให้ปลายปี 2027 มูลค่าเศรษฐกิจเวียดนามและไทยจะอยู่เท่า ๆ กันที่ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า เวียดนามวิ่งมาทันประเทศไทยแล้ว และหลังจากนี้จะวิ่งแซงไปไกล หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตนเอง นอกจากนี้เมื่อนับรวมช่วงปี 2025-2027 จีดีพีไทย 3 ปีรวมกันโต 6.6% ซึ่งยังไม่เท่ากับที่เวียดนามโตได้ใน 1 ปี
“ส่วนเศรษฐกิจที่ชนะเลิศสุดได้อานิสงส์จาก AI boom ไปเต็ม ๆ ก็คือ ไต้หวัน แหล่งผลิตชิปเบอร์ 1 ของโลก โตได้สองหลัก 10.7% แบบที่ไม่ได้เห็นมานาน ทั้ง ๆ ที่ไต้หวันเศรษฐกิจมีรายได้สูงกว่าไทยมาก ไม่ควรสามารถโตได้ถึงขนาดนี้ สะท้อนบทเรียนสำคัญถึงโอกาสแท้จริงของโลกยุค Fourth Industrial Revolution อยู่ที่เทคโนโลยี และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รัฐต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เป็นอันดับแรก” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว
ไทยได้อานิสงส์ AI แต่ ”บุญเก่า” กดไว้
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า IMF มองเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 2.1% ซึ่งการปรับตัวเลขดีขึ้นมาจากอานิสงส์ AI ที่ได้รับปัจจัยบวกทั้งภูมิภาค เพียงแต่เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าภูมิภาคค่อนข้างมาก ส่วนตัวก็มองว่า IMF มองไทยค่อนข้างต่ำที่จะโตแค่ 2% ต้น ๆ
“เรื่อง AI ก็เป็นเรื่องที่ดีเบตกันมาสักพักแล้ว ทั้งความท้าทายเกี่ยวกับตลาดแรงงาน เด็กจบใหม่ที่จะถูก AI แย่งงาน คือความท้าทายก็มีจริง ๆ แต่ผมว่า มองด้านกลับกัน คนที่ใช้ AI เป็น ก็จะก้าวกระโดดได้เหมือนกัน ดังนั้นมองไปข้างหน้ามันจะกลายเป็นความแตกต่างระหว่างคนที่ใช้ AI เป็น กับคนที่ใช้ไม่เป็น โลกจะต่างกันเรื่องนี้ ประเทศร่ำรวยก็อาจจะมีทรัพยากรดีกว่า ส่วนประเทศที่ขาดโอกาสก็จะถูกทิ้งห่างกันไปเยอะขึ้น ยิ่ง K-Shape หนักขึ้น”
อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ยังไม่ได้สะท้อนเรื่องการนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ หลายประเทศที่ GDP ขึ้นแรง ๆ ตอนนี้ยังไม่ได้มาจากการใช้ AI แต่มาจากการผลิตที่อยู่ในซัพพลายเชนของ AI ส่วนไทยก็ได้อานิสงส์เยอะมาก เพียงแต่เรามีบุญเก่าที่มีปัญหาอยู่ค่อนข้างเยอะ แล้วบุญใหม่มาไม่ทัน
เตือน AI สะเทือนเงินทุนโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงเปิดรายงานเสถียรภาพการเงินโลก Global Financial Stability Report ของ IMF เมื่อวันที่ 13 ต.ค. โดย 3 ตัวแทนจาก IMF ประกอบด้วย นายอาธานาซิออส แวมวากิดิส รองผู้อำนวยการ แผนกตลาดการเงินและเงินตรา, นายเจสัน วู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ แผนกตลาดการเงินและเงินตราและ นายคาโย เฟอร์เรรา รองหัวหน้าฝ่าย แผนกตลาดการเงินและเงินตรา ร่วมกันชี้แจง
ผู้บริหาร IMF กล่าวว่า แม้การลงทุนใน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยหนุนเศรษฐกิจโลก แต่การกระจุกตัวของเงินลงทุนและความคาดหวังต่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น อาจกลายเป็นความเสี่ยง หากการสร้างรายได้จากเทคโนโลยีไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง
โดยการส่งออกอุปกรณ์เทคโนโลยี (ฮาร์ดแวร์) ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของไทยเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และช่วยสร้างกันชนให้กับดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ แต่หากการลงทุนในตลาด AI เกิดการปรับฐานราคา ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคการส่งออกฮาร์ดแวร์ของไทย แต่อาจส่งผ่านไปยังการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลก ทำให้สกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่เผชิญแรงกดดันให้อ่อนค่า และเพิ่มความเสี่ยงเงินทุนไหลออก
“ประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมก่อนเกิดแรงกระแทก โดยสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการเงินไว้ล่วงหน้า พร้อมปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับความผันผวนตามกลไกตลาด”
แม้การประเมินมูลค่าหุ้นในปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในระดับตึงตัวเกินไป เพราะผลกำไรของบริษัทเทคโนโลยียังเติบโต แต่ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การลงทุนในธุรกิจ AI กระจุกตัวสูงมาก หากผลประกอบการออกมาน่าผิดหวัง หรือการลงทุนจำนวนมากไม่สามารถสร้างผลตอบแทนตามที่คาดหวังได้ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้ส่วนต่างผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง (spreads) ปรับตัวสูงขึ้น และนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งจะเพิ่มความตึงตัวในตลาดการเงินและส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจจริง
ธุรกิจเดิมพัน AI สูง
IMF ได้เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบโครงสร้างธุรกรรมทางการเงิน 14 รายการในอุตสาหกรรม AI ระหว่างบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Hyperscalers) กับบริษัท AI รายย่อย หรือบริษัทคู่ค้าพบมีการลงทุนในส่วนทุน (equity) ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ และมีการลงทุนโดยการก่อหนี้และออกหุ้นกู้ประมาณ 650,000 ล้านดอลลาร์
ขณะที่มีข้อผูกพันในการซื้อสินค้าและบริการหรือรายได้ในอนาคตสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้นหากธุรกิจไม่สามารถสร้างรายได้จาก AI ได้ตามเป้าหมาย อาจเกิดผลกระทบพร้อมกัน 3 ด้าน ได้แก่ มูลค่าการลงทุนในหุ้นลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ถดถอย และรายได้ในอนาคตไม่เป็นไปตามข้อผูกพัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปยังผู้ลงทุนและเจ้าหนี้ในวงกว้าง
นอกจากนี้ การถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ ของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ หากเกิดการปรับฐานในตลาด AI ผลกระทบอาจลุกลามสู่เศรษฐกิจจริง เนื่องจากการเติบโตในปัจจุบันส่วนหนึ่งพึ่งพาความแข็งแกร่งของหุ้น AI
จี้ยกระดับปลอดภัยไซเบอร์
อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ IMF ให้ความสำคัญคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การขยายตัวของระบบดิจิทัล ที่เพิ่มช่องทางการโจมตี การพึ่งพาเทคโนโลยีและผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เฉพาะรายในระดับสูง และการพัฒนาเครื่องมือโจมตีทางไซเบอร์ด้วย AI ขณะที่ทั่วโลกยังขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ประมาณ 40% ทำให้การรับมือกับภัยคุกคามมีข้อจำกัด โดยเฉพาะประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีทรัพยากรไม่มาก
แนวทางรับมือจึงควรให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรการพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ cyber hygiene เพิ่มขีดความสามารถในการกำกับดูแลและประสานงานข้ามพรมแดน รวมถึงกำกับดูแลผู้ให้บริการภายนอกที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินอย่างเป็นระบบ