คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
ในที่สุดประเทศผู้ผลิตน้ำมันระดับหัวแถวของโลกก็ตกลงกันได้สำเร็จ ประกาศลดการผลิตลง 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังจากเจรจามาราธอนกันผ่านระบบวิดีโอคอลและระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ นานร่วมสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นความตกลงที่สร้างประวัติศาสตร์ ลดระดับการผลิตน้ำมันลงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมากกว่าสถิติสูงสุดเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2008 ถึงกว่า 4 เท่าตัว ซึ่งความตกลงครั้งนี้มีระยะเวลา 2 ปี แต่จะค่อย ๆ ลดระดับการปรับลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
โดยโอเปกพลัส ซึ่งหมายถึง กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (โอเปก) ที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นแกนนำ กับกลุ่มพันธมิตรนอกกลุ่มโอเปกที่นำโดยรัสเซีย จะร่วมกันรับผิดชอบในการลดกำลังการผลิตลง 9.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่สหรัฐอเมริกา, บราซิล และแคนาดา จะลดการผลิตลงอีก 3.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
นอกจากนี้ โอเปกยังกำลังรอประเทศผู้ผลิตอื่น ๆ ในกลุ่มจี-20 แจ้งลดกำลังการผลิตลงอีก แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าปริมาณการลดที่แจ้งมาดังกล่าวเป็นการลดการผลิตจริง ๆ หรือเป็นการลดเพียงแค่ตัวเลขเหมือนกรณีของสหรัฐอเมริกา บราซิล และแคนาดา เนื่องจากการผลิตจริงของประเทศเหล่านี้ลดลงมากอยู่แล้ว เพราะแรงกดดันจากสภาวะตลาด
นั่นหมายความว่าการลดการผลิตจริง ๆ อยู่ที่ 9.7 บาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าที่เรียกร้องกันไว้ก่อนหน้านี้ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
การลดการผลิตลงครั้งนี้เปรียบเทียบแล้ว คิดเป็นสัดส่วนราว ๆ 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำมันดิบที่ตลาดต้องการในยามปกติ
แต่ปัญหาก็คือยามนี้ไม่ใช่เวลาปกติ แต่เป็นห้วงเวลาของวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ รัฐบาลทั่วโลกกำลังพิจารณาที่จะขยายการห้ามการเดินทางและมาตรการล็อกดาวน์ของตนเองออกไปอีก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกลดวูบลง และยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นกลับคืนมาอย่างรวดเร็วแต่อย่างใด ซึ่งปริมาณการผลิตที่ปรับลดลงมานั้น เทียบไม่ได้เลยกับดีมานด์ของน้ำมันที่ลดลงทั่วโลก อย่างน้อย 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน รวมถึงการใช้น้ำมันที่ลดลง กับสงครามราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้คลังสำรองน้ำมันของหลายประเทศทวีขึ้นมาก จนเต็มระดับของคลังสำรองน้ำมัน
นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การปรับลดกำลังการผลิตครั้งใหญ่ครั้งนี้ ส่งผลต่อระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในเวลานี้ไม่มากมายนัก โดย “วิเรนทรา ชอฮาน” นักวิเคราะห์ของ เอเนอร์ยี แอสเปคต์ส ชี้ว่าการลดการผลิตครั้งนี้ทำได้ก็เพียงแค่ทำให้เกิดระดับราคารองรับไม่ให้ราคาน้ำมันร่วงลงหนักไปกว่านี้ แต่ไม่สามารถดันราคาให้พุ่งสูงขึ้นได้แน่ เพราะปริมาณน้ำมันสำรองในคลังน้ำมันทั่้วโลกคอยค้ำคออยู่ ขณะที่นักวิเคราะห์หลายราย รวมทั้งนักวิเคราะห์ของ โกลด์แมน แซกส์ วาณิชธนกิจชื่อดัง ยังกังขาถึงความหนักแน่นและจริงจังของความตกลงครั้งนี้อีกด้วย โดยการที่สหรัฐอเมริกา และกลุ่มจี-20 ไม่ยอมผูกมัดตัวเองเข้ากับข้อตกลงให้ชัดเจน คือปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงดังกล่าว
นอกจากนี้ อีกคำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ การปรับลดที่โอเปกพลัสตกลงกันในครั้งนี้ กำหนดจะลดการผลิตลงจากระดับการผลิตเมื่อใด เป็นระดับการผลิตในเดือนเมษายนที่กลุ่มประเทศโอเปก โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และคูเวต เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นในสงครามราคาน้ำมันแล้ว หรือลดลงจากระดับการผลิตเฉลี่ยในไตรมาสแรกของปีนี้ ถ้าเป็นการลดจากระดับการผลิตในเดือนเมษายนก็เท่ากับว่า ระดับการผลิตใหม่ลดลงจากระดับเฉลี่ยในไตรมาสแรกเพียง 7.2 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้นเอง
เดิมพันสำคัญของโอเปกพลัสในครั้่งนี้ก็คือ เมื่อเริ่มต้นไตรมาสที่ 3 การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะซาลงมากพอที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้แล้วหรือไม่ หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 3 การปรับลดกำลังการผลิตในครั้งนี้จึงจะสร้างความแตกต่างของระดับราคาให้เกิดขึ้นได้ เพราะนั่นหมายถึงระดับน้ำมันในคลังน้ำมันสำรองจะลดลง เพราะถูกดึงออกมาใช้กันมากขึ้นนั่นเอง
โดยนักวิเคราะห์หลายสำนักคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะกระเตื้่องขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบของตนใหม่เพิ่มขึ้นอีก 5 ดอลลาร์ ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยคาดว่าจะอยู่ที่ระหว่าง 30-35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนนักวิเคราะห์ของซิตี้คาดว่า ในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 35-45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล