คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
มีความพยายามจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อยุติ “สงคราม ราคาน้ำมัน” ระหว่าง ซาอุดีอาระเบีย ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นเสมือน “ผู้นำ” ของกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก หรือ โอเปก กับ รัสเซีย ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกนอกกลุ่มโอเปก
ผลก็คือ ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นพรวดพราด แต่ไม่นานก็เริ่มอ่อนลงอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ในอีกไม่ช้าไม่นานต่อมา ซาอุดีอาระเบียก็พยายามเรียกประชุม “โอเปก พลัส” ขึ้นตามมา
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงแกว่งตัวอยู่ในระดับ 25-30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้นเอง
เกิดอะไรขึ้นกับสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของโลก ?
คำตอบที่ง่ายที่สุดและชัดเจนที่สุดก็คือ น้ำมันดิบกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างร้ายกาจและรุนแรงที่สุด
สายการบินทั่วโลกระงับเส้นทางบินลงเส้นทางแล้วเส้นทางเล่า ในขณะที่ประชาชนในหลายประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้รับคำขอร้องแกมบังคับให้ “อยู่แต่กับบ้าน” ห้ามเดินทางไปไหนมาไหนโดยไม่จำเป็นถึงขีดสุด เพื่อผลในการยับยั้งการแพร่ระบาด
ทุกคนได้แต่ทำตามคำร้องขอโดยปริยายด้วยความกลัว ไม่ใช่กลัวมาตรการลงโทษของรัฐบาล แต่กลัวว่าจะได้รับเชื้อ หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แพร่เชื้อโควิด-19 ซึ่งน่ากลัวพอ ๆ กันในความรู้สึกนึกคิดของผู้คนทั่วไป
ประเมินกันในเวลานี้ว่า ประชากรราว 3 ใน 4 ของโลกในเวลานี้ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่กับบ้าน
ปริมาณการบริโภคน้ำมันย่อมหดหายไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่ทุกคนยังไม่รู้ก็คือ จริง ๆ แล้วการบริโภคน้ำมันลดลงมากน้อยเพียงใดในขณะนี้
ทั่วโลกยังต้องใช้เวลาอีกราว 1-2 เดือน สถิติของการใช้น้ำมันในช่วงสัปดาห์ 2 สัปดาห์นี้ถึงจะมีปรากฏออกมาให้เห็นกันอย่างเป็นทางการ
แต่ไม่ใช่ในสหรัฐอเมริกา เพราะในสหรัฐอเมริกามีสถิติบางอย่างที่สามารถนำมาใช้เป็นตัวแทนสถิติการบริโภคน้ำมันของคนอเมริกันได้ นั่นคือตัวเลข “แก๊สโซลีนซัพพลาย” ที่ องค์การข้อมูลพลังงาน (อีไอเอ) ของสหรัฐอเมริกา ทำสถิติออกมาให้ดูกันทุกสัปดาห์
เพราะตัวเลขที่หายไปของแก๊สโซลีนซัพพลายในแต่ละสัปดาห์ คือปริมาณน้ำมันทั้งหมดทั่วสหรัฐที่ถูกดึงออกไปใช้เติมรถยนต์ รถบรรทุก ฯลฯในแต่ละสัปดาห์นั่นเอง
ตัวเลขที่ว่านี้ผันผวนสูงมาก โดยปกติ อีไอเอ มักบอกให้ดูภาพรวม 4 สัปดาห์แล้วค่อยมาหาค่าเฉลี่ย แต่ความเคลื่อนไหวของ แก๊สโซลีนซัพพลาย ของ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่จำเป็นต้องรอ เพราะมันผิดปกติอย่างมาก ผิดไปจากที่คุ้นเคยกันนับสิบ ๆ ปี
ข้อมูลของอีไอเอ บอกว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ระหว่างวันที่ 13 มี.ค. ถึงวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา คนอเมริกันนำน้ำมันกลั่นแล้วไปเติมรถยนต์ทุกชนิดเพียง 6.66 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงมหาศาลเมื่อเทียบกับ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้น ซึ่งตัวเลขอยู่ที่ 9.70 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ไออีเอ บอกว่า นั่นเป็นอัตราการหายไปของน้ำมันแก๊สโซลีนที่ช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 หรือเมื่อ 26 ปีก่อน
ข้อมูลที่ว่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า คนอเมริกันใช้น้ำมันน้อยลงถึง 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นการลดลงในช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ อีไอเอ เริ่มต้นเก็บข้อมูลนี้ เป็นปริมาณการลดลงที่มากที่สุดในรอบกว่า 30 ปี และนี่คือที่มาของปัญหา
เมื่อการบริโภคน้ำมันลดลงมากเท่าใด ปริมาณน้ำมันในคลังน้ำมันสำรองก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น กระทบสะท้อนขึ้นไปตลอด ตั้งแต่น้ำมันหน้าปั๊ม น้ำมันในคลังน้ำมันสำเร็จรูป ไปจนถึงน้ำมันดิบในคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์
น้ำมันในคลังสำรองในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เป็นน้ำมันดิบและเป็นน้ำมันกลั่นสำเร็จรูปแล้ว เพิ่มขึ้นพรวดพราดรวมกันแล้วมากถึง 21 ล้านบาร์เรลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดเป็นลำดับ 3 ในประวัติศาสตร์
ที่สำคัญคือนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเพิ่มน้ำมันในคลังสำรองเท่านั้น ตราบใดที่เศรษฐกิจยังหยุดนิ่งเพราะความเข้มงวด ตราบนั้นการใช้น้ำมันก็จะลดลงเรื่อย ๆ คลังน้ำมันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน
ไม่ได้เพิ่มเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ ในยุโรปและในภูมิภาคเอเชียพร้อมกันไปด้วยอีกต่างหาก
ถึงที่สุดแล้วในเวลาอีกเพียงแค่ไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้ คลังเก็บน้ำมันสำรองทั้งหลายในประเทศเหล่านี้ก็จะเต็ม หมดพื้นที่สำหรับเติมน้ำมันลงไปได้อีกแล้ว
ที่ต้องไม่ลืมคือ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ ซาอุดีอาระเบีย ผลิตน้ำมันดิบออกมามากที่สุดเป็นประวัติการณ์วันละไม่น้อยกว่า 11 ล้านบาร์เรล
เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เผยแพร่ข้อความตอนหนึ่งไว้ในรายงานผ่านเว็บไซต์ของตนเองไว้ดังนี้
“การล่มสลายของความต้องการบริโภคน้ำมันในครั้งนี้ มีขนาดใหญ่โตเกินกว่าขีดความสามารถที่อุตสาหกรรมน้ำมันจะปรับสภาพรับมือได้”