ธปท. ชี้เอสเอ็มอีซอมบี้พุ่งเกือบ 6% ต้องเน้นช่วยกลุ่มที่มีศักยภาพไปต่อได้
ธปท. เผยธุรกิจซอมบี้พุ่งจาก 2.7% เป็น 6% ระบบการเงินไม่สามารถช่วยเอสเอ็มอีได้ทุกราย ต้องเน้นกลุ่มที่มีศักยภาพพร้อมปรับตัว
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีการติดลบมา 16 ไตรมาสแล้ว แตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สินเชื่อมีการขยายตัวและกลับมาเป็นบวกในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมา และยังพบปัญหาของเอสเอ็มอีในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพสูง (Top 30%) สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เท่านั้น แตกต่างจากกลุ่มรายใหญ่ที่มีประสิทธิภาพสูง (Top 30%) ซึ่งเข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 60%
ขณะเดียวกันจากการติดตามสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพบปัญหาหลายด้าน และยังมีสัดส่วนธุรกิจที่เข้าข่ายธุรกิจซอมบี้ (Zombie Firm) โดยเป็นธุรกิจที่มีกำไรจากการดำเนินงานไม่เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากในปี 2556 อยู่ที่ 2.7% และเพิ่มขึ้นเป็น 5.7% ในปี 2567 หรือเกือบ 6% แล้ว ทำให้เกิดภาวะ K-Shaped Recovery รุนแรงขึ้น คือ ธุรกิจรายใหญ่ฟื้นตัวดี แต่เอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายย่อยยังปรับตัวได้ช้ากว่า
สำหรับกลุ่มบริษัทซอมบี้ที่ไม่ไหวจริง ๆ ต้องยอมรับและปล่อยไปตามกลไก ไม่สามารถใช้มาตรการเข้าไปช่วยไว้ได้ทั้งหมด โดยมุ่งเน้นกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีกำไรและยังมีศักยภาพในการเติบโตเป็นหลัก รวมถึงกลุ่มที่พร้อมปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์
“ต้องยอมรับความเป็นจริง โดย ธปท. และระบบการเงินไม่สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ทุกราย โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นบริษัทซอมบี้ ซึ่งขาดศักยภาพ ไม่ปรับตัว หรือสู้การแข่งขันไม่ได้”
ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีพบว่าธุรกิจเอสเอ็มอีมีจำนวน 3.28 ล้านกิจการ การจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 69% ของการจ้างงานรวม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.73 ล้านล้านบาท ประมาณ 35% ของจีดีพี แต่ Contribution ของเอสเอ็มอีต่อการเติบโตของจีดีพีลดลง
โดยในช่วงปี 2555-2562 เอสเอ็มอีมีส่วนต่อการเติบโตของจีดีพีประมาณ 1.9% จากการเติบโตของจีดีพีโดยรวม 3.5% แต่ในช่วงปี 2566-2568 Contribution ของเอสเอ็มอีลดลงเหลือ 1% แตกต่างจากจีดีพีโดยรวม ที่มีการเติบโตประมาณ 2.5%
อย่างไรก็ตาม นิยามกลุ่มซอมบี้ คือธุรกิจที่มีอัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio : ICR) ต่ำกว่า 1 หรือมีกำไรจากการดำเนินงานไม่เพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ย และมีลักษณะดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี โดยข้อมูลมาจากงบการเงินของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพาณิชย์