แบงก์ชาติชี้เอสเอ็มอีถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง จ่อ 3 มาตรการหนุน
ธปท.เผยเอสเอ็มอีถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง เตรียม 3 มาตรการหนุนภาคธุรกิจเอสเอ็มอีให้สินเชื่อเอสเอ็มอีแตะ 2 แสนล้านบาทต่อปี
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในเวทีสัมมนา TNN Future Forum 2026 หัวข้อ “SMEs แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต” ว่า ธปท.กำลังแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายย่อย ปัญหาในเรื่องความไม่เท่าเทียมทางการเงิน เช่น อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่อยู่ในระดับสุง รวมถึงการป้องกันไม่ให้ช่องทางของสถาบันการเงินถูกใช้ทำธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง หรือเงินเทา
สำหรับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ธปท.ดำเนินการแก้ปัญหาและปรับโครงสร้างหนี้ของประชาชน ขณะเดียวกันดูแลเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ทั้งอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการดูแลไม่ให้ระบบเงินสด บัญชีธนาคาร หรือ Payment Gateway ถูกใช้ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย

“ในช่วงที่ผ่านมามีสื่อต่างประเทศได้เปรียบเทียบบทบาทของ ธปท.กับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่พยายามลดบทบาทลง ส่วน ธปท.ขยายบทบาท ซึ่งมีบริบทมีความแตกต่างกัน เนื่องจากเฟดมุ่งดูแลเฉพาะนโยบายการเงิน (Monetary Policy) แต่ไม่ได้กำกับดูแลสถาบันการเงิน แตกต่างจาก ธปท.ที่ทำหน้าที่ทั้งดูแลนโยบายการเงินและกำกับดูแลสถาบันการเงิน มาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของ ธปท.จึงต้องดำเนินการผ่านการกำกับสถาบันการเงิน รวมถึงสหรัฐไม่ได้มีปัญหาการเติบโตหรือปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรงเท่ากับประเทศไทย”
นายวิทัยกล่าวต่อว่า เมื่อประเมินภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) และภาพรวมของเอสเอ็มอีไทย พบว่าจีดีพีของประเทศขยายตัวชะลอลงเรื่อย ๆ ซึ่งก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโต 7-8% ต่อปี แต่หลังวิกฤตปี 2540 อัตราการเติบโตลดลงเหลือ 5.3%
ส่วนหลังวิกฤตเศรษฐกิจรอบต่อมา ชะลอตัวมาอยู่ที่ 3.7% อีกทั้งหลังวิกฤตโควิด เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2.4% ส่วนในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2.3% ถือว่าขยายตัวเพิ่มขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ประเมินว่าจะขยายตัวประมาณ 1.8-1.9% เนื่องจากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ทั้งนี้ การที่จีดีพีของประเทศในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.3% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ที่ควรอยู่ที่ 3-4% ส่งผลให้รายได้ของประชาชนและผู้ประกอบการเติบโตน้อยตามไปด้วย โดยเมื่อหักเงินเฟ้อออกไปแล้วจะแทบไม่เหลือ และไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพมาจากหลายเรื่อง ทั้งการเมืองขาดเสถียรภาพ ระบบการศึกษา ปัญหาสังคมสูงวัย รวมถึงปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบ
เอสเอ็มอีหดตัวลงหนัก สินเชื่อติดลบต่อเนื่อง
ทั้งนี้ภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีพบว่าธุรกิจเอสเอ็มอีมีจำนวน 3.28 ล้านกิจการ การจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 69% ของการจ้างงานรวม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.73 ล้านล้านบาท ประมาณ 35% ของจีดีพี แต่ Contribution ของเอสเอ็มอีต่อการเติบโตของจีดีพีลดลง
โดยในช่วงปี 2555–2562 เอสเอ็มอีมีส่วนต่อการเติบโตของจีดีพีประมาณ 1.9% จากการเติบโตของจีดีพีโดยรวม 3.5% แต่ในช่วงปี 2566-2568 Contribution ของเอสเอ็มอีลดลงเหลือ 1% แตกต่างจากจีดีพีโดยรวม ที่มีการเติบโตประมาณ 2.5%
ทางด้านการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พบว่ามีคำขอสินเชื่อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เอสเอ็มอีจำนวนมากยังไม่ได้รับสินเชื่อ เนื่องจากมี Credit Cost สูง และจากการติดตามเอสเอ็มอีที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อพบว่ามีจำนวนมาก มีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อ อยู่ประมาณ 60-70% มาโดยตลอด
ส่วนเอสเอ็มอีรายใหม่ และไม่มีประวัติทางการเงินมาก่อน กลับถูกปฏิเสธสินเชื่อ 78% ส่วนธุรกิจที่มีหนี้เสียอยู่เดิม ก็มียอดการถูกปฏิเสธสินเชื่อถึง 86% แต่หากประเมินความเป็นจริงอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่ออาจสูงถึงระดับ 90%
นอกจากนี้ในปี 2568 คำขอสินเชื่อของเอสเอ็มอีลูกหนี้เดิมของกลุ่มเปราะบางได้รับการอนุมัติ 45% และไม่ได้รับสินเชื่อ 55% รวมถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยังเห็นได้ชัดในกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ ซึ่งเอสเอ็มอีกลุ่ม Top 30% ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ได้เพียง 21% เทียบกับธุรกิจรายใหญ่ในกลุ่มศักยภาพเดียวกันที่เข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 63%
ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยของเอสเอ็มอีอยู่ที่ประมาณ 6.9% สูงกว่าธุรกิจรายใหญ่ที่อยู่ประมาณ 3.9% ส่วนเอสเอ็มอีที่มีประวัติหนี้เสียสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 14% หรือถูกปฏิเสธสินเชื่อถึง 86% ขณะที่กลุ่มที่ไม่มีประวัติทางการเงินสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ 22%
นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราการอยู่รอดตของ SME จากฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนประมาณ 130,000 ราย เมื่อดำเนินธุรกิจไปแล้ว 10 ปี เอสเอ็มอีปิดกิจการไปประมาณ 50% และเมื่อผ่านไป 25 ปี จะเหลือธุรกิจที่อยู่รอดประมาณ 30%
ขณะที่เอสเอ็มอีที่ก่อตั้งก่อนปี 2544-2555 เมื่อดำเนินธุรกิจผ่านไป 10 ปี รายได้เติบโตจากดัชนี 100 เป็น 175 แต่เอสเอ็มอีที่ก่อตั้งหลังปี 2556-2567 เมื่อผ่านไป 10 ปี รายได้เติบโตจาก 100 เป็นเพียง 127 สำหรับภาพรวมสินเชื่อของเอสเอ็มอีอยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส แตกต่างจากสินเชื่อรายใหญ่เริ่มฟื้นตัวและเป็นบวกในช่วง 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมา
นายวิทัยกล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่าไม่สามารถช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อได้ทุกราย เพราะมีธุรกิจจำนวนหนึ่งที่ขาดศักยภาพในการแข่งขัน บางธุรกิจมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าสินค้านำเข้าจากจีน ขณะที่ธุรกิจซื้อมาขายไปกำลังเผชิญการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ จึงจำเป็นต้องแก้ทั้งฝั่ง Finance และ Real Sector ไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ กลุ่มเอสเอ็มอีที่เรียกว่า Zombie หรือบริษัทที่มีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ไม่เพียงพอจ่ายดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นจาก 2% เป็นเกือบ 6% ทำให้เกิดภาวะ K-Shaped Recovery รุนแรงขึ้น คือ ธุรกิจรายใหญ่ฟื้นตัวดี แต่ SME และผู้ประกอบการรายย่อยยังปรับตัวได้ช้ากว่า
ขณะเดียวกัน จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า มีเอสเอ็มอีประมาณ 38% ที่มีกำไรดีและยังเติบโตได้ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ต้องเร่งช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อ ส่วนกลุ่มอื่น ๆ เช่น มีกำไรแต่ไม่โต หรือโตแต่ยังไม่มีกำไร ต้องมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะ ขณะที่กลุ่มที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้ จำเป็นต้องปล่อยให้ปรับตัวตามกลไกตลาด
ทางด้านการลดต้นทุนทางการเงิน ปัจจุบันหนี้เสียของเอสเอ็มอีอยู่ที่ประมาณ 9-9.5% เทียบกับรายใหญ่ที่ต่ำกว่า 2% ทำให้ธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยปรับลงมาเหลือ 1% อยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลก
“จากการติดตามเอสเอ็มอีที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อพบว่ามีจำนวนมาก โดยมีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อ อยู่ประมาณ 60-70% มาโดยตลอด ส่วนเอสเอ็มอีรายใหม่ และไม่มีประวัติทางการเงินมาก่อน กลับถูกปฏิเสธสินเชื่อ 78% ส่วนธุรกิจที่มีหนี้เสียอยู่เดิม ก็มียอดการถูกปฏิเสธสินเชื่อถึง 86% แต่หากประเมินความเป็นจริงอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่ออาจสูงถึงระดับ 90%”
เตรียมจัดทำ 3 มาตรการ ขยายสินเชื่อ SME 2 แสนล้าน
สำหรับมาตรการใหม่ที่ ธปท.กำลังดำเนินการเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจเอสเอ็มอี มี 3 มาตรการหลัก ประกอบด้วย การจัดทำแพลตฟอร์มกลางสินเชื่อ (Credit Portal) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มกลางให้เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพเข้ามาแสดงความต้องการสินเชื่อ ทำให้ธนาคาร สถาบันการเงิน และนอนแบงก์เข้ามาพิจารณา โดยจะร่วมมือกับหอการค้า สมาคมธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารรัฐ คาดว่าจะประกาศในเดือน ธ.ค.นี้
ทางด้านมาตรการที่ 2 คือการจัดทำกลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ เป็นกลไกที่ทำงานขนานไปกับ บสย. และไม่ต้องใช้งบประมาณจากภาครัฐ แต่ใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยดำเนินโครงการมาแล้วประมาณ 6 เดือน สามารถปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 70,000 ล้านบาท จากเป้าหมาย 80,000 ล้านบาท
โดยจะขยายความร่วมมือกับ บสย. ให้สามารถค้ำประกันได้ราว 100,000 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะสามารถเสนอต่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ในช่วงไตรมาส 4 คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในปีหน้า 2570
ทั้งนี้คาดว่าโครงการใหม่จะช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี จากที่ผ่านมาเอสเอ็มอีมีความต้องการสินเชื่อประมาณ 400,000 ล้านบาทต่อปี
มาตรการที่ 3 ที่เป็นการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อประเมินสินเชื่อและสแกนเงินเทา โดยรวบรวมข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟ การชำระภาษี ข้อมูลการใช้โทรศัพท์มือถือ ข้อมูลเพย์เมนท์ และปรับรูปแบบ Bank Statement ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกธนาคาร เพื่อให้พ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเอสเอ็มอีที่ไม่มี Statement ในรูปแบบปกติ สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประเมินความสามารถในการชำระหนี้และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ
นอกจากนี้ ยังมีการสแกนเงินเทา โดยตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติ เช่น การซื้อทองคำ การแลกเปลี่ยนเงินตรา หรือการทำธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี (USDT) ที่ผิดปกติ เพื่อคัดกรองกลุ่มเงินเทาออกจากระบบ โดยมีกระทรวงการคลังร่วมดำเนินการ คาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในปีหน้า 2570 เช่นเดียวกัน