สูตรสำเร็จ ‘โกลบอลเฮ้าส์’ สร้างระบบ-AI ทรานส์ฟอร์มธุรกิจ
จากร้านวัสดุก่อสร้าง เริ่มต้นสาขาแรกที่จังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบัน “โกลบอลเฮ้าส์” ได้ดำเนินธุรกิจสู่ทศวรรษที่ 3 พลิกโฉมร้านค้าภูธรสู่โมเดิร์นเทรดวัสดุก่อสร้างที่มีความทันสมัย และมีสาขาทั่วประเทศกว่า 100 สาขา

การเปลี่ยนผ่านของ “โกลบอลเฮ้าส์” ไม่ได้แค่การเดินหน้าขยายสาขาเท่านั้น ยังปรับเรื่องของระบบเทคโนโลยีเพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนเร็ว
บนเวทีสัมมนาแห่งปี Beyond ESG: Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 “วิทูร สุริยวนากุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ถอดรหัสการนำ AI ประสานแนวคิด ESG ขับเคลื่อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน คาร์บอนฟุตพรินต์ และการบริหารจัดการองค์กรยุคใหม่ ในหัวข้อ “AI X ESG ปฏิบัติการทรานส์ฟอร์ม โกลบอลเฮ้าส์”
“วิทูร” เล่าว่า บริษัทก่อตั้งเมื่อปี 2540 จากร้านวัสดุก่อสร้างเล็ก ๆ ซึ่งจริง ๆ คิดก่อนปี 2540 จะปรับร้านค้าวัสดุก่อสร้างเป็นโมเดิร์นเทรด เลยออกแบบและก่อสร้าง พอดีเสร็จเมื่อปี 2540 พอดี ไม่ได้มาท้าทายวิกฤตเศรษฐกิจ จากนั้นเราขยายสาขา จนมี 7 สาขา และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2552 เดินทางมาถึงวันนี้เปิดมาแล้วทั้งหมด 101 สาขา และมีการขยายสาขาที่ต่างประเทศด้วย ที่ประเทศลาว 9 สาขา เมียนมา 14 สาขา กัมพูชา 2 สาขา และอินโดนีเซีย 17 สาขา
“ธุรกิจของเราเริ่มต้นมาจาก Pain Point การซื้ออุปกรณ์วัสดุก่อสร้าง สมัยก่อนก้าวเข้าไปในร้านพนักงานถามว่าต้องการอะไร เราก็ตอบไม่ได้ เพราะความรู้สมัยก่อนมีไม่มาก ผมเลยมองว่าถ้าเราเปิดให้ลูกค้าเดินดูเอง ติดป้ายราคาทุกสินค้า ไม่มีการต่อรอง จัดการเรื่องภายในร้านได้ โดยที่ใช้พนักงานเหมือนร้านโมเดิร์นเทรดทั่วไป”
ยกธุรกิจขึ้น Cloud
“วิทูร” เล่าว่า การปรับตัวในธุรกิจของเราเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับระบบ การติดต่อกับซัพพลายเออร์ และการให้บริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช้ระบบเถ้าแก่ ไม่มีการวางบิล เริ่มต้นจากการนำระบบขายหน้าร้าน POS มาใช้ ปรับรูปแบบการทำงาน เมื่อพนักงานตรวจรับแล้วไม่พบปัญหาก็สามารถวางบิลให้บริษัทได้เลย เพื่อลดการคุยกับตัวแทนขาย
ต่อมาในปี 2548 มีการขยายสาขา พบปัญหาว่าค่าใช้จ่ายเอกสารต่อเดือนสูงมาก จึงยกเลิกการใช้เอกสาร แล้วนำระบบ SharePoint มาใช้แทน และพัฒนาระบบมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 2556 มีการรับสมัครสมาชิกผ่านระบบด้วยการใช้บัตรประชาชน และใช้งานเพียงแค่บอกเบอร์โทรศัพท์ ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกในระบบกว่า 6 ล้านราย โดยที่มีการออกแบบใบกำกับภาษี และมอบสำเนาให้กับลูกค้าได้เลยทันทีหลังซื้อ เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าและบริษัท
จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2558 บริษัทนำระบบคลังอัตโนมัติ Auto Storage มาติดตั้งสาขาแรกเริ่มที่ปราณบุรี และเริ่มติดตั้งใช้งานต่อเนื่องมาที่สาขาที่เปิดใหม่ ตอนนี้บริษัทมีระบบคลังอัตโนมัติ 62 คลัง และมีการใช้ระบบจัดการคลังสินค้า WMS เชื่อมต่อระบบคลังทั้งหมดเข้าด้วยกัน และมีแอปพลิเคชั่นสำหรับรถบรรทุกประมาณ 10,000 คัน เวลาที่รถจะเข้ามารับสินค้าที่คลัง คนขับสามารถติดตามได้บนเว็บไซต์ ทั้งเวลาลงสินค้า และประตูที่ต้องไปรับสินค้าได้ รวมถึงมีการเก็บคะแนนความตรงต่อเวลาของรถบรรทุกด้วย
“โกลบอลเฮ้าส์มีสำนักงานใหญ่ที่ร้อยเอ็ด เป็นจุดศูนย์กลางให้ตัวแทนขายเข้ามาติดต่อ และด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในบริษัทอย่างต่อเนื่อง มีการนำระบบการทำงานขึ้น Cloud ตั้งแต่ปี 2563 ทำให้พนักงานบางส่วนของบริษัท อาทิ ทีมบัญชี สามารถทำงานที่ไหนก็ได้”
ใช้ AI ลดคน-ปรับระบบ
“วิทูร” กล่าวว่า จากการปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจด้วยเทคโนโลยีอยู่เสมอตลอดช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การใช้ระบบ HR แก้ปัญหาเรื่องคน ลดการปะทะของ HR กับพนักงานด้วยการนำข้อมูลการทำงาน ทั้งวันลา และเอกสาร หรือคอร์สการเรียนไปไว้ในเว็บไซต์ให้พนักงานเข้าดูเองได้ตลอดเวลา ซึ่งระบบเอไอนี้เราเริ่มใช้เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว เพื่อจัดการเรื่องรายละเอียดสินค้าต่าง ๆ และการตอบแชตลูกค้า รวมถึงการสัมภาษณ์งาน
“การใช้เทคโนโลยี เราใช้อย่างเต็มที่ แม้กระทั่งระบบสัมภาษณ์งาน ผู้สมัครงานจะอยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะเราใช้เอไอสัมภาษณ์ เนื่องจากปัญหาที่เจอ คนสมัครมาเยอะ ทีม HR ของผมมีเพียง 6 คน เรียกสัมภาษณ์ช้า สัมภาษณ์นานเข้าก็ไม่มีอารมณ์ร่วม เกิดความเบื่อหน่ายในการต้องถามคำถามเดิม ๆ ซ้ำ ๆ แต่เอไอสัมภาษณ์อย่างสม่ำเสมอ มีการให้คะแนนที่ยุติธรรม ทำงานไม่เบื่อ และผลลัพธ์การสัมภาษณ์คน 100 คน พบว่า 99.5% เอไอทำได้ดีกว่าคน มันช่วยแก้ Pain Point ของเราได้”
นอกจากการคัดคนเข้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว บริษัทยังตั้งธงลดจำนวนพนักงาน Product Consultant หรือ PC ที่อยู่หน้าร้านจำนวน 5,000 คนลง เพื่อใช้ศักยภาพเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้นับเป็นกุญแจสำคัญในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่
การขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีที่สำเร็จได้ เกิดจากการเตรียมความพร้อม มีการทำอีโคซิสเต็มและเก็บข้อมูลมาเป็นระยะเวลา 10 ปี เนื่องจากเอไอบริโภคข้อมูลเป็นอาหาร ถ้าเรามีข้อมูลป้อนให้มันในปริมาณที่มากพอจะสามารถใช้เอไอเข้ามาช่วยได้ และเป้าหมายคือ อยากจะเห็นพนักงานของตัวเองทำงานสบายขึ้น โดยที่ให้เอไอช่วยทำงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะใช้ได้
“คีย์สำคัญคือ ต้องเริ่มจากการลงมือทำก่อน ไม่มีอะไรที่จะสำเร็จถ้าเราไม่ลงมือทำ โดยที่ผ่านมาบริษัทเริ่มเรียนรู้จากวิธีการทำงานของคนจริง ๆ ก่อน และเริ่มทำ Open Source ทั้งหมดด้วยตัวเอง ทำให้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร แล้วนำเงินไปพัฒนาหรือแก้ปัญหาส่วนอื่นของบริษัทแทน”
แนะ SMEs ปรับตัวสู้กำลังซื้อ
ไม่เพียงเรื่องเอไอที่ซีอีโอโกลบอลเฮ้าส์แชร์ข้อมูล ยังเปิดมุมมองต่อสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยยอมรับว่าวันนี้กำลังซื้อหดหายไป ขณะที่บริษัทก็ได้รับผลกระทบ แต่พยายามรักษาการเติบโต และรักษากระแสเงินสดให้สำคัญกว่าการมองไปที่กำไร และพยายามใช้เครื่องมือดิจิทัลในการติดตามข้อมูลการขาย และรายได้อย่างเรียลไทม์อยู่เสมอ
“SMEs หลายท่านทำดีมาก หลายท่านขยัน แต่ไม่รู้กำไรขั้นต้น (GrossProfit) ตัวเอง คิดว่าตัวเองกำไร แต่ทำไปทำมาเงินไม่เหลือ อย่างที่มีคนบอกว่าขายดีจนเจ๊ง ไม่รู้ว่า Market Place เขาหักไป 25% แล้ว เพราะฉะนั้น SMEs ต้องปรับตัว วันนี้ถ้าคุณขายบนออนไลน์บวกกำไรไป 25% คุณจะไม่เหลืออะไรเลย”
“วิทูร” ทิ้งท้ายถึงแผนการดำเนินธุรกิจของโกลบอลเฮ้าส์ ปกติจะตั้งเป้าขยายสาขาทุกปี เฉลี่ยปีละ 7-8 สาขา และปี 2570 แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจสูง แต่เรายังจะดำเนินตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ อย่างภาคใต้เรามีสาขาลึกไปถึงนราธิวาส และปีหน้าจะเปิดสาขาที่จังหวัดยะลาเพิ่มอีก 1 สาขา