เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
Automotive โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
“ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
Real Estate “ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
เปิดภารกิจ ผวจ.อุดรฯชวนนั่งรถไฟ “เที่ยวพืชสวนโลก-ตั้งกองทุนช่วยคนยากไร้”
เศรษฐกิจภูมิภาค เปิดภารกิจ ผวจ.อุดรฯชวนนั่งรถไฟ “เที่ยวพืชสวนโลก-ตั้งกองทุนช่วยคนยากไร้”
พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
Economic พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
กทม.ย้ำเลิกบึงคู้บอน-บางชัน ไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน ยันไม่เอื้อเอกชน ชี้แก้มลิงต้องครบ ปาก–แก้ม–คอ
Real Estate กทม.ย้ำเลิกบึงคู้บอน-บางชัน ไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน ยันไม่เอื้อเอกชน ชี้แก้มลิงต้องครบ ปาก–แก้ม–คอ
อ.ลลิตา ชวนคิด เหตุใดพม่าจึงเป็น “ศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย” ผ่าน Lecture Bar สุดคูล
Biz Movement อ.ลลิตา ชวนคิด เหตุใดพม่าจึงเป็น “ศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย” ผ่าน Lecture Bar สุดคูล
‘น้ำท่วม’ กระเทือนอุตฯยานยนต์ ค่ายรถ-ชิ้นส่วนหยุดผลิตจับตาวันต่อวัน
Automotive ‘น้ำท่วม’ กระเทือนอุตฯยานยนต์ ค่ายรถ-ชิ้นส่วนหยุดผลิตจับตาวันต่อวัน
“สวนสยาม”ถอดใจ จ่อปิดตำนาน 46 ปี ประกาศขาย 10,000 ล้าน
Real Estate “สวนสยาม”ถอดใจ จ่อปิดตำนาน 46 ปี ประกาศขาย 10,000 ล้าน
‘นักกีฬาไทย’ สร้างชื่อสถิติเอเชียนเกมส์ 2026
Sport ‘นักกีฬาไทย’ สร้างชื่อสถิติเอเชียนเกมส์ 2026
อินฟลูฯ เปิดครัวแจกพิซซ่าฟรี ‘นาทีนี้น้ำใจเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตอยากไปต่อ’
Biz Movement อินฟลูฯ เปิดครัวแจกพิซซ่าฟรี ‘นาทีนี้น้ำใจเท่านั้นที่จะช่วยให้ชีวิตอยากไปต่อ’
ดูทั้งหมด

อัฟกานิสถาน : บีบีซีพบข้อมูลบ่งชี้หน่วยรบพิเศษของอังกฤษสังหารผู้ต้องสงสัยไร้อาวุธขณะถูกจับ

14 ก.ค. 2565 | 01:12น.
  • โดย ฮานนาห์ โอเกรดีย์ และ โจเอล กันเทอร์
  • บีบีซี พานอรามา

การสืบสวนจากทีมข่าวบีบีซีพบว่ากองกำลังเอสเอเอส หรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษทางการอากาศ Special Air Service (SAS) ซึ่งประจำการในอัฟกานิสถานได้สังหารผู้ต้องขังและคนธรรมดาที่ปราศจากอาวุธ ในหลายเหตุการณ์

รายงานทางการทหารที่บีบีซีเพิ่งได้รับมาเผยว่ากองกำลังดังกล่าวอาจสังหารประชาชนอย่างผิดกฎหมายมากถึง 54 ราย ระหว่างปฏิบัติการระยะเวลา 6 เดือน

บีบีซีพบหลักฐานที่ชี้ว่าอดีตผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษไม่ได้ส่งมอบหลักฐานเหล่านี้ต่อให้กับทีมสอบสวนคดีฆาตกรรม

กระทรวงกลาโหมกล่าวว่ากองทัพอังกฤษ “ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและความเป็นมืออาชีพในอัฟกานิสถาน”

บีบีซีทราบมาว่า พล.อ. เซอร์ มาร์ค คาร์ลตัน-สมิธ อดีตผู้บัญชาการกองกำลังรบพิเศษแห่งสหราชอาณาจักร ได้รับแจ้งเรื่องการฆาตกรรมที่น่าสังสัยว่าจะผิดกฎหมาย แต่กลับไม่ได้ส่งเรื่องต่อไปยังกรมสารวัตทหาร (อาร์เอ็มพี) แม้ทางอาร์เอ็มพีได้เปิดการสอบสวนกองกำลังพิเศษเอสเอเอสในคดีฆาตรกรรมไปแล้วก็ตาม

ฝูงบินเอสเอเอสปฏิบัติการจู่โจมในเวลากลางคืน

พล.อ. คาร์ลตัน-สมิธ ซึ่งต่อมาได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการกองทัพบกก่อนที่จะลงจากตำแหน่งในเดือนที่ผ่านมา ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องนี้

บีบีซี พานอรามา วิเคราะห์รายงานการปฏิบัติการเอสเอเอหลายร้อยหน้า ซึ่งรวมถึงรายงานที่พูดถึงการบุก “เพื่อสังหารหรือจับกุม” มากกว่า 12 ครั้ง ที่ปฏิบัติการโดยกองกำลังพิเศษเอสเอเอสเพียงกองเดียว ในจังหวัดเฮลมันด์ ในปี 2010/2011

ผู้ที่เคยปฏิบัติภารกิจดังกล่าวให้กับฝูงบินเอสเอเอสจำนวนหนึ่งกล่าวกับบีบีซีว่าพวกเขาพบเห็นว่าผู้ปฏิบัติงานของเอสเอเอสสังหารประชาชนที่ปราศจากอาวุธระหว่างการบุกโจมตีตอนกลางคืน

พวกเขายังกล่าวว่ากองกำลังพิเศษใช้กลเม็ด “ยื่นอาวุธ” ที่รู้จักกันดี คือการนำปืนเอเค-47 ไปจัดฉากบริเวณที่มีการต่อสู้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหารคนไม่มีอาวุธ

ผู้คนจำนวนมากที่เคยปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังพิเศษกล่าวว่าทหารจากหลากฝูงบินต่างแข่งกันเองว่าใครสังหารผู้คนได้มากกว่ากัน ฝูงบินที่บีบีซีตรวจสอบมีความพยายามเพิ่มสถิติการสังหารผู้คนให้มากกว่าฝูงบินก่อนหน้าที่พวกเขามาแทน

อีเมลภายในเผยให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่สุดของกองกำลังพิเศษรับทราบถึงความกังวลที่มีต่อการสังหารผู้คนโดยผิดกฎหมายนี้ แต่ไม่ได้รายงานความน่าสงสัยตรงนี้ต่อสารวัตทหาร แม้จะเป็นข้อบังคับทางกฎหมายก็ตาม

กระทรวงกลาโหมชี้ว่าไม่สามารถให้ความเห็นกับข้อกล่าวหาเฉพาะได้ พร้อมย้ำว่าการปฏิเสธการให้ความเห็นไม่ควรถูกมองว่าเป็นการยอมรับความผิด

โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่ากองทัพอังกฤษ “ปฏิบัตหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและความเป็นมืออาชีพ” ในอัฟกานิสถาน และปฏิบัติตาม “มาตรฐานขั้นสูงสุด”

รูปแบบของการสังหารที่ต้องสงสัย

เมื่อปี 2019 บีบีซีและหนังสือพิมพ์ซันเดย์ ไทมส์ ตรวจสอบการโจมตีครั้งหนึ่งของหน่วยเอสเอเอสซึ่งนำไปสู่การพิจารณาคดีในชั้นศาล ศาลมีคำสั่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้นต้องเปิดเผยเอกสารที่ระบุขั้นต้อนที่รฐบาลใช้จัดการกรณีดังกล่าว

สำหรับการตรวจสอบครั้งล่าสุดนี้ บีบีซีวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานใหม่ ๆ ที่ได้มา ซึ่งมีการลงรายละเอียดปฏิบัติการจู่โจมตอนกลางคืน เราพบรูปแบบของรายงาานที่มีความคล้ายคลึงจนน่าหวั่นใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ชาวอัฟกันถูกยิงจนเสียชีวิตเพราะว่าพวกเขาดึงปืนเอเค-47 หรือ ระเบิดมือออกมาจากหลังผ้าม่านหรือเฟอร์นิเจอร์อื่นหลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมตัว

  • 29 พ.ย. 2010 ทหารในฝูงบินนั้นสังหารชายคนหนึ่งผู้ซึ่งถูกจับกุมตัวและถูกพากลับเข้าไปยังตึกแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเขา “พยายามสู้กลับกองกำลังด้วยระเบิด”
  • 15 ม.ค. 2011 ทหารในฝูงบินนั้นสังหารชายคนหนึ่งผู้ซึ่งถูกจับกุมตัวและถูกพากลับเข้าไปยังตึกแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งเขา “ยื่นมือเขาไปใต้ที่นอน ดึงระเบิดมืออกมา และพยายามขว้างมัน”
  • 7 ก.พ. ทหารในฝูงบินสังหารผู้ถูกจับกุมตัวคนหนึ่งที่พวกเขาระบุว่า “พยายามยิงยาวไปที่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวน” คำอธิบายเพื่อสร้างความชอบธรรมแบบเดียวกันถกใช้อีกครั้งในการยิงผู้ถูกจับกุมจนเสียชีวิตในวันที่ 9 และ 13 ก.พ.
  • 16 ก.พ. ทหารในฝูงบินสังหารผู้ถูกจับกุมตัว 2 คน หลังจากที่หนึ่งในนั้นพยายามดึงระเบิด “จากด้านหลังม่าน” ขณะที่อีกคน “หยิบปืนเอเค-47 ออกมาจากใต้โต๊ะ”
  • 1 เม.ย. ทหารในฝูงบินสังหารผู้ถูกจับกุมตัว 2 คน ซึ่งถูกพากลับเข้าไปยังตึกแห่งหนึ่ง หลังจากที่หนึ่งในนั้น “ยกปืนเอเค-47 ขึ้น” ขณะที่อีกคน “พยายามขว้างระเบิด”

มีผู้เสียชีวิตในการลาดตระเวนที่กินเวลา 6 เดือนครั้งนี้ เป็นเลขสามหลัก จากการตรวจสอบของบีบีซีไม่พบรายงานการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่กองกำลังพิเศษ

รายงานความประทับใจแรก

เจ้าหน้าที่อาวุโสคนหนึ่ง ที่เคยทำงานในศูนย์บัญชาการใหญ่ของกองกำลังพิเศษแห่งสหราชอาณาจักรเผยกับบีบีซีว่ามีความ “น่ากังวลอย่างแท้จริง” เกี่ยวกับรายงานปฏิบัติการของฝูงบินเหล่านี้

“มีผู้คนที่ถูกสังหารระหว่างการจู่โจมตอนกลางคืนมากเกินไป และคำอธิบายไม่สมเหตุสมผล” เขากล่าว “เมื่อใครคนหนึ่งถูกจับกุมตัว พวกเขาไม่ควรมีจุดจบด้วยการเสียชีวิต สำหรับสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกทำให้ศูนย์บัญชาการใหญ่เกิดความกังวล มันชัดเจนในช่วงเวลานั้นว่ามีบางอย่างผิดปกติ”

อีเมลภายในจากช่วงเวลานั้นแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งไม่เชื่อรายงานเหล่านั้น พวกเขาบรรยายมันว่า “ค่อนข้างไม่น่าเชื่อ” และอ้างอิงถึง “การสังหารหมู่ครั้งล่าสุด” ของฝูงบิน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการคนหนึ่งอีเมลเพื่อนร่วมงานของเขาและกล่าวว่า “นี่มันคือครั้งที่ 10 ในรอบ 2 สัปดาห์” ที่ฝูงบินส่งผู้ถูกจับกุมตัวกลับเข้าไปในตึกแห่งหนึ่ง “และชายคนนั้นปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับปืนเอเค”

“และเมื่อเขาเดินกลับเข้าไปยังอีกเอ [ตึก] พร้อมกับอีกบี [ชายหนุ่มในวัยสู้รบ] เพื่อเปิดผ้าม่าน เขาหยิบระเบิดจากด้านหลังผ้าม่านและขว้างมันไปบัง ซี [ทีมจู่โจมเอสเอเส] โชคดีที่ระเบิดด้าน…นี่มันครั้งที่ 8 แล้วที่อะไรแบบนี้เกิดขึ้น…คุณโกหกแบบนี้ไม่ได้!”

เมื่อความกังวลเพิ่มสูงขึ้น หนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังพิเศษเขียนเตือนในบันทึกลับว่าอาจมี “นโยบาย” สั่งปฏิบัติการสังหารผู้คนอย่างผิดกฎหมาย “โดยไตร่ตรองแล้ว” กลุ่มผู้บริหารอาวุโสมีความกังวลมากขึ้นจนมีการสั่งตรวจสอบกลยุทธ์การปฏิบัติการของกองกำลังเอสเอเอส อย่างไรก็ดี เมื่อเจ้าหน้าที่กองกำลังพิเศษคนหนึ่งเดินทางไปถึงอัฟกานิสถานเพื่อสัมภาษณ์ผู้คนจากฝูงบิน เขากลับเลือกให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เป็นเวอร์ชันของฝูงบินเป็นความจริงโดยไม่มีการตรวจสอบเพิ่มเติม

บีบีซีรับทราบมาว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวไม่ได้ไปเยือนสถานที่ที่มีการจู่โจมจริงหรือสัมภาษณ์พยานที่เห็นเหตุการณ์นอกเหนือจากคนในกองทัพ เอกสารจากศาลแสดงให้เห็นว่าในรายงานฉบับสุดท้ายที่มีการลงนามผู้บัญชาการของหน่วยเอสเอเอสในฐานะผู้รับผิดชอบต่อการฆาตรกรรมต้องสงสัย

บันทึกลับ

ไม่มีการส่งต่อหลักฐานไปยังสารวัตรทหาร บีบีซีพบว่าข้อความแสดงความกังวลเหล่านี้ถูกเก็บเข้าไปอยู่ในแฟ้มข้อมูลหวงห้ามสำหรับ “เกร็ดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม” ซึ่งมีเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังพิเศษไม่กี่นายเท่านั้นที่เข้าถึงเอกสารนี้ได้

ในปี 2012 นายพลคาร์ลตัน-สมิธ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษแห่งสหราาชอาณาจักร บีบีซีรับทราบมาว่าเขาได้รับแจ้งประเด็นการฆาตรกรรมต้องสงสัยเหล่านี้ แต่เขาอนุญาตให้ฝูงบินกลับเข้าไปยังอัฟกานิสถานเพื่อปฏิบัติการนอีกครั้งที่กินเวลา 6 เดือนเท่าเดิม

เมื่อตอนที่สารวัตรทหารเปิดฉากสอบสวนการฆาตกรรมในปี 2013 ที่เกี่ยวข้องกับหนึ่งในการจู่โจมระหว่างการลาดตระเวน พล.อ. คาร์ล-สมิธ ไม่ได้เปิดเผยต่อกรมสารวัตรทหารถึงบันทึกความกังวลต่อการฆาตรกรรมผิดกฎหมายหรือการส่งคนเข้าไปตรวจสอบกลยุทธ์การโจมตีของฝูงบินแต่อย่างใด

นายพลเซอร์ มาร์ค คาร์ลตัน-สมิธ เป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษแห่งสหราชอาณาจักร ณ ตอนที่สารวัตรทหารเข้าสืบสวนคดีของเอสเอเอสในปี 2013

ที่มาของภาพ, Getty Images

พ.อ. โอลิเวอร์ ลี ซึ่งนั่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือในอัฟกานิสถานในปี 2011 กล่าวกับบีบีซีว่า ข้อกล่าวหาประเด็นการประพฤติตัวไม่เหมาะสมจากการสืบสวนของเรา “น่าตกใจอย่างยิ่ง” และสมควรที่จะมีการไต่สวนสาธารณะ ความล้มเหลวอย่างชัดเจนของผู้นำกองกำลังพิเศษในการเปิดเผยหลักฐานเป็นสิ่งที่ “รับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”

สังหารหรือจับกุม

การสืบสวนจากบีบีซีพุ่งเป้าไปที่ปฏิบัติการหนึ่งครั้งที่กินเวลา 6 เดือน ของฝูงบินเอสเอเอสฝูงบินหนึ่ง ที่เดินทางถึงอัฟกานิสถานเมื่อเดิน พ.ย. 2010

ฝูงบินดังกล่าวปฏิบัติการหลักอยู่ที่จังหวัดเฮลมานด์ หนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดในอัฟกานิสถาน ที่ซึ่งการซุ่มโจมตีจากกลุ่มตาลีบันและการระเบิดถนนเกิดขึ้นเป็นประจำ มีทหารจำนวนมากที่เสียชีวิตบริเวณนี้

หน้าที่หลักของฝูงบินนี้คือปฏิบัติการจับกุมโดยเจตนา หรือ ดีดีโอ ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อว่าการจู่โจมโดย “สังหารหรือจับกุม” ซึ่งออกแบบมาเพื่อการจับกุมเหล่าแกนนำของกลุ่มตาลีบันและการสกัดกั้นโครงข่ายผลิตระเบิด

แหล่งข่าวหลายรายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกเป้าหมายให้กับปฏิบัติการของกองกำลังพิเศษกล่าวกับบีบีซีว่ามีปัญหาอย่างใหญ่หลวงเกิดขึ้นกับระบบหน่วยข่าวกรองคัดเลือกเป้าหมาย หรือหมายความว่าคนธรรมดาอาจตกเป็นเป้าหมายได้เช่นกัน

คำสัมภาษณ์ของผู้แทนอังกฤษคนหนึ่งที่อยู่ในขั้นตอนการเลือกเป้าหมายในจังหวัดเฮลมานด์ในปี 2011 ชี้ว่า “เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองมาพร้อมกับรายชื่อของคนที่พวกเขาคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตาลีบัน มันจะถูกส่งต่อมาพิจารณาสั้น ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ถูกส่งต่อไปยังกองกำลังพิเศษผู้ซึ่งจะได้รับคำสั่งสังหารหรือจับกุม”

แหล่งข่าวกล่าวกับบีบีซีว่ากระบวนการชี้เป้าสำหรับการจู่โจมตอนกลางคืนมีความเร่งรีบและอาจทำให้เกิดการชี้ตัวผิด

ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว การล็อกเป้าหมายเป็นไปด้วยความกดดันและเร่งรีบ “มันก็ไม่ได้ถึงขนาดว่าฆ่าให้หมด แต่มันมีความกดดันในการยกระดับการจู่โจม ซึ่งหมายความว่าเป็นการส่งต่อความกดดันต่อการตัดสินใจไปยังคนเหล่านี้อย่างรวดเร็ว”

ระหว่างการจู่โจม ฝูงบินเอสเอเอสใช้กลยุทธ์ที่รู้จักกันดีคือการเรียกคนในตึกออกมา ค้นตัว จับกุมพวกเขา ใช้สายรัดเป็นกุญแจมือ จากนั้นก็เลือกผู้ชายคนหนึ่งให้กลับเขาไปในตึกเพื่อตรวจสอบพื้นที่

ทว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงเริ่มมีความกังวลมากขึ้นเมื่อความถี่ที่ผู้ถูกจับกุมตัวเหล่านี้ถูกพากลับเข้าไปด้านในตึกและพวกเขาหยิบอาวุธที่ซ่อนเอาไว้ออกมา กลยุทธ์ของศัตรูที่ไม่เคยมีรายงานจากกองกำลังหน่วยอื่น ๆ ซึ่งประจำการในอัฟกานิสถานเลย

นอกจากนี้ ความกังวลยังเพิ่มขึ้นเมื่อรายงานชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่าตัวเลขของอาวุธที่ยึดได้จากที่เกิดเหตุ สะท้อนว่าฝูงบินเอสเอเอสสังหารผู้ที่ไม่ได้ติดอาวุธ และอาจมีการปลอมแปลงหลักฐานด้วยนำอาวุธส่วนหนึ่งไปวางจัดฉากไว้หลังจากที่การสังหารเกิดขึ้น

หลังจากที่ความกังวลคล้ายคลึงกันในออสเตรเลีย มีคำสั่งให้มีการไต่สวนเกิดขึ้นและพบว่า “มีหลักฐานที่เชื่อถือได้” ว่าสมาชิกของกองกำลังพิเศษออสเตรเลียเป็นผู้รับชอบต่อการสังหารประชาชน 39 คน อย่างผิดกฎหมาย และใช้การจัดฉากในการสร้างความชอบธรรม

ในเดือน เม.ย. 2011 ความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างสูงในสหราชอาณาจักรจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของกองกำลังพิเศษเขียนถึงผู้อำนวยการของกองกำลังพิเศษเพื่อเตือนว่ามีหลักฐาน “การสังหารผู้คนโดยจงใจหลังจากที่พวกเขาถูกควบคุมตัว” และมี “การปลอมแปลงหลักฐานเพื่อชี้นำว่าเป็นการสังหารเพื่อป้องกันตัวตามกฎหมาย”

พื้นที่ห่างไกลในอัฟกานิสถาน

เขาเขียนว่า หากข้อสังสัยเป็นจริง นั่นหมายความว่าฝูงบินเอสเอเอส “ได้กระทำการทางจริยธรรมและพฤติกรรมทางกฎหมายที่แก้ตัวไม่ได้”

บีบีซีเดินทางไปตรวจสอบบ้านที่ถูกจู่โจมโดยฝูงบินเอสเอเอสในปี 2010/2011 ในหมู่บ้านเล็กๆ ในเขตนัด อาลี ของเฮลมานด์ มีบ้านรับรองที่สร้างจากอิฐหลังหนึ่งที่ซึ่งชายอัฟกัน 9 คน รวมเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งถูกสังหารในช่วงเช้าตรู่ของ 7 ก.พ. 2011

กองกำลังเอสเอเอสเดินทางมาถึงด้วยเฮลิคอปเปตอร์ภายใต้ความมืดมิดและเข้าประชิดบ้านหลังด้านกล่าวจากทุ่งด้านข้าง ตามรายงานของเอสเอเอส ผู้ก่อความไม่สงบระดมยิงใส่กองกำลังจนเป็นเหตุให้พวกเขาต้องยิงกลับและสังหารทุกคนในบ้านรับรองหลังนั้น

ทว่า มีปืนเอเค-47 เพียง 3 กระบอกเท่านั้นที่กู้ได้ในภายหลัง ตามรายงานจากเอสเอเอส รายงานอย่างน้อยหนึ่งในหกจากฝูงบินเอสเอเอสพบอาวุธของศัตรูน้อยกว่าตัวเลขผู้เสียชีวิต

ภายในบ้านรับรองหลังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนกับกระสุนปืนจากการโจมตีถูกกระจุกตัวอยู่บริเวณด้านล่างของผนัง บีบีซีแสดงภาพหลุมเหล่านี้ให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านขีปนาวุธ ซึ่งระบุว่าการกระจุกตัวของกระสุนแสดงให้เห็นว่ามีการยิงหลายรอบและมีการเล็งจากบนลงล่าง สิ่งนี้ยังไม่สื่อว่าเป็นการยิงโต้ตอบกัน

ลีห์ เนวิลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธที่กองกำลังพิเศษของสหราชอาณาจักรใช้ กล่าวว่า รูปแบบของกระสุนชี้ว่า “เป้าหมายอยู่ต่ำกับพื้น หากไม่คว่ำก็อยู่ในท่านั่งหรือหมอบแนบกับพื้น” เป็นท่าที่ไม่ปกตินักหากพวกเขากำลังตอบโต้ด้วยการยิงปืนสู้

กราฟฟิคหลุมกระสุน

การยิงรูปแบบคล้ายคลึงกันพบในอีกสองที่ที่บีบีซีลงพื้นที่ตรวจสอบ ผู้เชี่ยวชาญด้านขีปนาวุธผู้ตรวสอบภาพดังกล่าวบอกกับเราว่ากระสุนปืนเหล่านี้ชี้ว่าเป็นปฏิบัติการสังหารมากกว่าเป็นการยิงต่อสู้

เจ้าหน้าที่สอบสวนจากสารวัตรทหารซึ่งขอไม่เปิดเผยนามยืนยันกับบีบีซีว่าพวกเขาเคยเห็นภาพกระสุนเหล่านี้จากที่เกิดเหตุแล้ว และรูปแบบของกระสุนทำให้เกิดความกังวล

“คุณเห็นได้ชัดเจนว่าทำไมเราถึงกังวล” เจ้าหน้าที่สอบสวนกล่าว “รอยกระสุนบนผนังที่อยู่ต่ำมากเกือบถึงพื้นบั่นทอนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามเวอร์ชันของกองกำลังพิเศษ”

ในปี 2014 กรมสารวัตรทหารเปิดตัวปฏิบัติการนอร์ธมอร์ (Operation Northmoor) ซึ่งเป็นการสืบสวนที่มีกรอบกว้างมากขึ้น โดยเข้าไปตรวจสอบข้อกล่าวหามากกว่า 600 กรณีที่เกิดจากกองทัพอังกฤษในอัฟกานิสถาน ซึ่งรวมถึงการสังหารหลายครั้งจากฝูงบินเอสเอเอส ทว่ากรมสารวัตรทหารเปิดตัวปฏิบัติการนอร์ธมอร์ กล่าวกับบีบีซีว่าพวกเขาถูกกองทัพอังกฤษขัดขวางในการรวบรวมหลักฐาน

ปฏิบัติการนอร์ธมอร์ ค่อย ๆ ปิดตัวลงในปี 2017 และยุติการดำเนินการอย่างสิ้นเชิงในปี 2019 กระทรวงกลาโหมชี้ว่าไม่พบหลักฐานของความโหดร้าย สมาชิกของทีมสืบสวนชี้ว่าพวกเขาโต้แย้งข้อสรุปดังกล่าว

กระทรวงกลาโหมกล่าวว่ากองทัพอังกฤษปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นสูงสุด “ไม่พบหลักฐานใหม่ ทว่าสำนักงานตำรวจพร้อมที่พิจารณาทุกข้อกล่าวหาหากมีหลักฐาน” โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าว

ในแลถงการณ์ต่อจากนั้น กระทรวงกลาโหมกล่าวว่า เชื่อว่า พานอรามา ด่วนสรุป “อย่างไม่เป็นธรรมจากข้อกล่าวหาที่มีการสืบสวนแล้ว”

แถลงการณ์กล่าวว่า: “เราได้ส่งมอบรายละเอียดและแถลงการณ์ที่ครอบคลุมให้กับพานอรามา ตอกย้ำอย่างชัดเจนถึงวิธีที่ปฏิบัติการสอบสวนเกี่ยวกับข้อกล่าวหาถึงการปฏิบัติภารกิจของกองกำลังอังกฤษในอัฟกานิสถานทั้งสองครั้งของสำนักงานตำรวจทั้งครอบคลุมและเป็นอิสระ”

“การสอบสวนทั้งสองครั้งไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะสั่งฟ้อง การออกมาพูดเป็นนัยว่าผลลัพธ์ควรเป็นอีกอย่างถือเป็นการไร้ความรับผิดชอบ การพูดเท็จ และทำให้เจ้าหน้าที่กองทัพที่กล้าหาญของเราตกอยู่ในความเสี่ยง ทั้งในสนามรบและชื่อเสียงของพวกเขา”

“แน่นอนว่ากระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะพิจารณาหลักฐานใหม่ ๆ จะไม่มีการขัดขวางสิ่งนั้น ทว่าในขณะที่ปราศจากหลักฐานเช่นนี้ เราขอคัดค้านต่อการรายงานที่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนี้อย่างหนักแน่น”

………

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กองทัพ อังกฤษ อัฟกานิสถาน